ช่างน่าสมเพชเป็นอย่างยิ่งที่พบว่า มีกลุ่มบุคคลซึ่งพยายามแสดงตัวว่าเป็นชาวพุทธ แต่กลับมีพฤติกรรม ต่ำช้า กล่าววาจาจาบจ้วงใส่ร้าย “พระมหาเถระ” ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ อีกทั้งยังพบว่า โดยส่วนใหญ่แล้วมีพื้นเพความรู้ทางพระศาสนาที่ “ผิวเผิน” เสียจนแทบจะกลายเป็นพวกที่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง เอาเลยทีเดียว
ถ้าท่านทั้งหลายจะได้มีโอกาสพิจารณาข้อความจาก พระวินัยปิฎกเล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๑๘๐ ซึ่งปรากฏข้อความดังนี้ว่า ....
“สมัยนั้น ภิกษุสองรูปเป็นพี่น้องกัน ชื่อเมฏฐะและโกกุฏฐะเป็นชาติพราหมณ์ พูดจาอ่อนหวาน เสียงไพเราะ เธอสองรูปนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายต่างชื่อต่างโคตร ต่างชาติ ต่างสกุลกันเข้ามาบวช พวกเธอจะทำพระพุทธวจนะให้ผิดเพี้ยนจากภาษาเดิม มิฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะขอยกพระพุทธวจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤต
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆะบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า มิฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะขอยกพระพุทธวจนะ ขึ้นโดยภาษาสันสกฤตดังนี้เล่า ดูกรโมฆะบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงยกพุทธวจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤต รูปใดยกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เล่าเรียนพุทธวจนะตามภาษาเดิม ฯ”
ทีนี้ เมื่อพิจารณาข้อความจากพระไตรปิฎกแปลไทย ก็จะได้ความว่า พระพุทธองค์ตรัสห้ามมิให้ภิกษุทั้งหลายยกพุทธพจน์ขึ้นโดยภาษาสันสกฤต !!!!
อ้าววววววว แล้ว นาย Ritti Janson มันไปเอาคำว่า “ฉันท์” มาจากไหนล่ะนี่ .... มันมั่วหรือเปล่าวะ (?)
โดยธรรมดานะครับ ถ้าอ่านพระไตรปิฎกแปลไทยแล้ว เกิดความสงสัยไม่แน่ใจ ก็ควรที่จะลองไปดูข้อความในอรรถกถานั้นเสียด้วย นี่ผมแนะนำให้ทำนะครับ ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตด้วยว่า ก็มิใช่ว่า ผมจะรังเกียจเดียดฉันท์ คัมภีร์อรรถกถา เสียเมื่อไร ซึ่งอรรถกถาจารย์ก็ได้ไขความหมายเอาไว้ดังนี้ว่า ....
บทว่า กลฺยาณวากฺกรณา ได้แก่ เป็นผู้มีเสียงไพเราะ.
สองบทว่า ฉนฺทโส อาโรเปม มีความว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะยก
พระพุทธวจนะขึ้นสู่ทางแห่งการกล่าวด้วยภาษาสันสกฤตเหมือนเวท
โวหารที่เป็นของชาวมคธ มีประการอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้ว
ชื่อภาษาเดิม ในคำว่า สกาย นิรุตฺติยา นี้.
หวังว่าท่านทั้งหลายคงพอจะเห็นเงื่อนงำแล้วนะครับว่า ผมเอาคำว่า “ฉันท์” มาจากไหน (?)
กรุณาพิจารณาจากพระบาลี นะครับ ....
เตน โข ปน สมเยน เมฏฺโกกุฏฺา ๓ นาม ภิกฺขู
เทฺว ภาติกา โหนฺติ พฺราหฺมณชาติกา กลฺยาณวาจา กลฺยาณวากฺกรณา ฯพ
เต เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา
ภควนฺต อภิวาเทตฺวา เอกมนฺต นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺต นิสินฺนา
โข เต ภิกฺขู ภควนฺต เอตทโวจุ เอตรหิ ภนฺเต ภิกฺขู
นานานามา นานาโคตฺตา นานาชจฺจา นานากุลา ปพฺพชิตา เต
สกาย นิรุตฺติยา พุทฺธวจน ทูเสนฺติ หนฺท มย ภนฺเต พุทฺธวจน
ฉนฺทโส อาโรเปมาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถ หิ นาม
ตุเมฺห โมฆปุริสา เอว วกฺขถ หนฺท มย ภนฺเต พุทฺธวจน
ฉนฺทโส อาโรเปมาติ เนต โมฆปุริสา อปฺปสนฺนาน วา ปสาทาย
ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น
ภิกฺขเว พุทฺธวจน ฉนฺทโส อาโรเปตพฺพ โย อาโรเปยฺย
อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส อนุชานามิ ภิกฺขเว สกาย นิรุตฺติยา พุทฺธวจน
ปริยาปุณิตุนฺติ ฯ
เรื่องของเรื่องก็คือ จริงๆแล้วพระพุทธองค์ตรัสออกมาตรงๆ ด้วยคำว่า “ฉันท์” ซึ่งลักษณะของฉันท์ก็คือ ข้อความที่ถูกแต่งขึ้นมาเป็นกาพย์กลอน เป็นโศลก เหมือน คัมภีร์พระเวทของพราหมณ์ แปลความได้ว่า พระบัญญัติที่ตรัสห้ามมิให้ยกพุทธพจน์ขึ้นสู่ฉันท์นั้น มีองค์ประกอบอยู่ ๒ ประการ คือ ….
(๑) ห้ามแต่งพระธรรมวินัยเป็นบทกวี เนื่องจาก ฉันทลักษณ์ ที่บังคับลักษณะทางคำประพันธ์ชนิดนั้นๆ อาจส่งผลทำให้ พุทธพจน์ ถูกบิดเบือนความหมายไปได้ และยิ่งถ้าผู้แต่ง(บทกวี)ไม่แตกฉานในภาษาเพียงพอ ก็จะเป็นการทำร้ายพุทธพจน์(ไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์)
(๒) ห้ามจดบันทึกพระธรรมวินัยด้วยภาษาสันสกฤต เนื่องจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาของชนชั้นสูงในสมัยนั้น ซึ่งจำกัดอยู่แต่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชน ดังนั้นถ้าปล่อยให้ทำได้ นานวันไป พระธรรมคำสอนของพระองค์ก็จะถูกสงวนไว้สำหรับชนชั้นสูง(กลุ่มน้อย) ซึ่งขัดกับพุทธประสงค์ที่จะตรัสสั่งสอนชาวบ้านรากหญ้าด้อยสิทธิ์ไร้การศึกษา เป็นสำคัญ
ดังนั้น ถ้าจะแปลพระบาลีข้อนี้ให้ตรงต่อความหมายจริงๆแล้ว ควรกล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงยกพุทธวจนะขึ้นโดย “คำฉันท์” รูปใดยกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ โดยที่พระบัญญัตินี้ จะมีความเข้มงวดมากจำเพาะการแต่งตำราที่ใช้สำหรับศึกษาเล่าเรียน(พระธรรมวินัย)เท่านั้น แต่หากเป็นการแต่งหนังสือในเชิง “สดุดี” เพื่อส่งเสริมศรัทธาปสาทะของศาสนิกชน (ไม่ใช่ตำราสำหรับการศึกษาพุทธพจน์) ก็มักได้รับการผ่อนปรน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยหลัง(มากแล้ว) แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ มีชาวพุทธบางหมู่เหล่า ไม่เข้าใจความข้อนี้ แต่ได้พยายามที่จะนำเอา “ข้อความ” จากคัมภีร์ที่เป็นบทกวีประกอบด้วยฉันทลักษณ์ ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อเจริญศรัทธาปสาทะในหมู่พุทธศาสนิกชน มาอ้างอิงเพื่อคัดค้านหลักฐานซึ่งอยู่ในชั้นพุทธพจน์ ได้อย่างหน้าตาเฉย !!!!
ในกรณี อภิธัมเม หมายถึง โพธิปักขิยธรรม นั้นเป็นความหมายจากพระโอษฐ์แท้ๆ แต่บรรดาชาวพุทธ “ขี้เท่อ” ได้มีความพยายามเป็นอย่างมาก ที่จะยัดเยียดให้ อภิธรรมปิฎก เป็นพุทธพจน์โดยตรงให้ได้ ทั้งๆที่ ไม่ว่าอภิธรรมปิฎกจะเป็นพุทธพจน์ที่ตรัสจากพระโอษฐ์จริงหรือไม่ นั่นก็มิได้ทำให้ความสำคัญของอภิธรรมปิฎกด้อยลงไปแม้สักน้อย เพราะถึงอย่างไรก็ตาม พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสหลักการตรวจสอบพระธรรมวินัยเอาไว้ให้พุทธศาสนิกแล้ว กล่าวคือ มหาปเทส ๔ นั่นเอง
โดยหลักในการตรวจสอบและอ้างอิงในพระพุทธศาสนานั้น ย่อมชัดเจนอยู่ว่า มีการเรียงลำดับความสำคัญในการอ้างอิงเอาไว้อย่างชัดเจนว่า อันดับ ๑ คือ พุทธพจน์ โดยมีการลำดับการอ้างอิงเอาไว้ดังนี้คือ ....
๑) สุตตะ ได้แก่ พระไตรปิฎก
๒) สุตตานุโลม ได้แก่ มหาปเทส (ยอมรับอรรถกถาด้วย)
๓) อาจริยวาท ได้แก่ อรรถกถา (พ่วงฎีกา อนุฎีกาด้วย)
๔) อัตตโนมติ ได้แก่ มติของบุคคลที่นอกจากสามข้อต้น
ทั้งนี้ ขอเตือนความทรงจำของท่านทั้งหลายเอาใว้ด้วยว่า แม้แต่อรรถกถาจารย์ ท่านยังกล่าวเป็นหลักการเอาใว้เลยทีเดียวว่า “เมื่อค้านสุตตะ ก็คือ ค้านพระพุทธเจ้า” แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ แม้แต่ในพระไตรปิฎกเอง ก็มิใช่ว่าจะเป็น “สุตตะ” หรือ “พุทธพจน์” ไปเสียทั้งหมด อีกทั้งยังปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนว่า พระไตรปิฎกตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน มิใช่ของเก่าเมื่อสมัยปฐมสังคายนาทั้งหมด ซึ่งดูเหมือนว่า บรรดาชาวพุทธ “ขี้เท่อ” ทั้งหลายจะยังมิได้สำเหนียกความจริงข้อนี้กันสักเท่าไร ทั้งๆที่ สัตตสติกขันธกะ(จากพระวินัยปิฎกเล่มที่ ๗) หรือ คัมภีร์ปริวาร(พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๘) ก็ย่อมเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นอยู่ซึ่งๆหน้าอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่า คนเหล่านั้นจะเป็นพวกตาบอดตาใส หรืออย่างไรก็มิอาจทราบได้ !!!!
จำเพาะ “คัมภีร์อปทาน” นั้นก็ชัดเจนอย่างมิต้องสงสัยเลยว่า เป็นของใหม่ มิใช่เป็นมุขปาฐะที่สืบต่อมาจากปฐมสังคายนา เพราะ อปทาน เป็นคัมภีร์ที่แต่งด้วย “คำฉันท์” ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยว่า พระอรหันตเถระ เมื่อสมัยปฐมสังคายนา จะล่วงละเมิดพระบัญญัติของพระพุทธองค์
ดังนั้น การยกข้อความจาก คัมภีร์อปทาน มาคัดค้านข้อความซึ่งเป็นพุทธพจน์แท้ๆจากพระสูตร จึงย่อมเป็นการกระทำที่โง่เขลาเบาปัญญาโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ ดูเหมือนว่า บรรดาชาวพุทธขี้เท่อเหล่านั้น จะยังไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่า ตนเองกำลังทำความผิดอย่างมหันต์ โดยที่ยังหลงนึกฝันไปว่า ตนกำลังปกป้องพระธรรมวินัย(อะไรๆ) ตามความเชื่อของเขาอยู่อย่างสุดกำลัง และสมควรแก่การสรรเสริญ (!)
ทั้งนี้ ขอให้พิจารณา กรณี ท่านพระอานนท์วิสัชนาพระธรรม จาก ปัญจสติกขันธกะ(พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๖๑๙) ดังนี้คือ ....
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรม วาจา ว่าดังนี้:
ญัตติกรรมวาจา
ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว
ข้าพเจ้าจะพึงถามธรรมกะท่านพระอานนท์
ท่านพระอานนท์ ประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:
ญัตติกรรมวาจา
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว
ข้าพเจ้าอันท่านพระมหากัสสปถามธรรมแล้วจะพึงวิสัชนา
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปถามท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ พรหม ชาลสูตร
พระผู้มีพระภาคตรัสที่ไหน
อา. ตรัสในพระตำหนักในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกาในระหว่างกรุงราช คฤห์ และเมือง
นาลันทาต่อกัน ขอรับ
ม. ทรงปรารภใคร
อา. ทรงปรารภสุปปิยปริพาชก และพรหมทัตตมาณพ
ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสป ได้ถามนิทาน และบุคคลแห่งพรหมชาลสูตร กะท่าน
พระอานนท์ แล้วถามต่อไปว่า ท่านอานนท์สามัญญผลสูตร พระผู้มีพระภาค ตรัสที่ไหน
อา. ที่วิหารชีวกัมพวัน เขตกรุงราชคฤห์ ขอรับ
ม. ตรัสกับใคร
อา. กับพระเจ้าอชาตสัตตุ เวเทหิบุตร
ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสป ถามนิทาน และบุคคลแห่งสามัญญผลสูตร กะท่านพระ
อานนท์ แล้วถามตลอดนิกาย ๕ โดยอุบายนั้นแล ท่านพระอานนท์ผู้อัน ท่านพระมหากัสสปถาม
แล้ว ถามแล้ว ได้วิสัชนาแล้ว ฯ
ข้อความจากหลักฐานข้างต้นย่อมเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปในหมู่ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาว่า เมื่อครั้งปฐมสังคายนานั้น การสังคายนา “พระธรรม” หมายความถึง พระสูตร ๕ นิกาย คือ (๑) ทีฆนิกาย (๒) มัชฌิมนิกาย (๓) สังยุตนิกาย (๔) อังคุตตรนิกาย และ (๕) ขุททกนิกาย
พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ในหลักฐานชั้นเดิมสุด อันเกี่ยวกับการสังคายนาพระธรรมวินัยนั้นไม่เคยปรากฏคำว่า อภิธรรมปิฎก เลยแม้แต่ครั้งเดียว จนแม้แต่การสังคายนาครั้งที่ ๒ ก็ยังไม่ปรากฏคำๆนี้ หากแต่เพิ่งปรากฏคำว่า อภิธรรมปิฎก เมื่อสังคายนาครั้งที่ ๓ นี่เอง
ทีนี้ บรรดาชาวพุทธขี้เท่อ เขามักจะไม่เข้าใจ และไม่รู้จักแยะแยะว่า การอ้างอิงหลักฐาน ก็ต้องมีลำดับชั้นในการอ้างอิง ตัวอย่างเช่น คุณจะเอาหลักฐานจากอรรถกถา มาค้าน หลักฐานจากพระไตรปิฎก ไม่ได้ หรือถ้าเป็นหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกด้วยกัน คุณจะเอา สาวกพจน์ มาคัดค้าน พุทธพจน์ ไม่ได้
นั่นจึงหมายความว่า เมื่อผมเสนอหลักฐานในชั้นพุทธพจน์มาแสดงว่า อภิธัมเม ที่พระพุทธองค์ตรัส ว่าหมายถึง โพธิปักขิยธรรม เท่านั้น โดยที่พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสความหมายอื่นไว้เลย ดังนั้น ถ้าหากใครก็ตาม ต้องการคัดค้านความข้อนี้ ก็มีอยู่ทางเดียวก็คือ ต้องยกข้อความที่อยู่ในชั้นพุทธพจน์มาอ้างอิง เพราะต่อให้คุณยกอรรถกถามาอ้างอิงให้มากสักแค่ไหน ก็ไม่มีผลอะไร เนื่องจากข้อความที่ยกมา เป็นเพียงแค่หลักฐานชั้นอรรถกถา ซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่อาจค้านพุทธพจน์ได้ (จะเข้าใจ ไหมนี่)
ครั้นจะยกหลักฐานจาก “คัมภีร์อปทาน” ขึ้นมาอ้าง ก็ยังติดปัญหาข้อขัดข้องอยู่ถึง ๒ ประการ กล่าวคือ
(๑) ข้อความที่อ้างถึงนั้นเป็น คัมภีร์อปทานภาค ๒ พุทธวังสะ โกนาคมนพุทธวงศ์ที่ ๒๓ ว่าด้วยพระประวัติพระโกนาคมนพุทธเจ้า ซึ่งผู้ที่ยกข้อความนี้มาอ้าง ก็สมควรมีความซื่อตรงต่อหลักฐานด้วยว่า นั่นไม่ใช่ข้อความจาก โคตมพุทธวงศ์ที่ ๒๕ ซึ่งว่าด้วยพระประวัติพระโคตมพุทธเจ้า อีกทั้งยังพบว่า นอกจาก โกนาคมนพุทธวงศ์แล้ว ไม่พบข้อความจากพุทธวงศ์ใดๆเลย(จากทั้งหมด ๒๕ พุทธวงศ์)ที่กล่าวถึงการเสด็จไปยังดาวดึงส์เทวโลก และทรงแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ที่นั่น รวมไปถึง โคตมพุทธวงศ์ ก็ไม่ปรากฏความข้อนี้ด้วยเช่นกัน !!!!
(๒) คัมภีร์อปทาน เป็นคัมภีร์ที่แต่งด้วย “คำฉันท์” จึงมิใช่ “พุทธพจน์ตรัสเองจากพระโอษฐ์” อย่างแน่นอน ดังนั้น ย่อมมิอาจนำมาคัดค้าน ความหมายของ อภิธัมเม(โพธิปักขิยธรรม) ซึ่งเป็นความหมายจากพุทธพจน์ได้ ซึ่งนี่เป็นหลักในการอ้างอิงพระธรรมวินัยตามปกติ ที่ชาวพุทธโดยทั่วไปควรทราบเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ดังนั้น การที่บรรดาชาวพุทธขี้เท่อ พยายามยกข้อความจากคัมภีร์อปทานมาอ้างอย่างไม่ลืมหูลืมตา จึงสมควรเรียกว่า “ดันทุรัง” อย่างขาดสติ มากกว่าที่จะเรียกตัวเองว่า “ปกป้อง” พระธรรมวินัย ดังที่พยายามจะ “ยกหูชูหาง” กันอยู่นั้น
เมื่อหลักฐานจาก ปัญจสติกขันธกะ(พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๖๑๙) มันชัดเจนอยู่ดังนี้ ฝ่ายนักอภิธรรม(นิยม) เขาก็อ้างกันดื้อๆ ว่า ในสมัยปฐมสังคายนา อภิธรรมปิฎก ได้ถูกบรรจุอยู่ใน ขุททกนิกาย แต่กระนั้น การอ้างเหตุผลอย่างนี้ มันก็มิได้มีหลักฐานอะไรยืนยัน นอกไปเสียจากการ “สันนิษฐาน”
อีกทั้ง การอ้างว่า อภิธรรมปิฎก เคยได้ถูกบรรจุอยู่ใน ขุททกนิกาย เมื่อสมัยปฐมสังคายนา ก็เท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายว่า อภิธรรมปิฎก เป็นของที่เพิ่งเกิดขึ้นมาในสมัยหลังนั่นเอง ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปอย่างนี้แล้ว พวกคุณทั้งหลาย จะยอมรับกันได้ไหมล่ะ (?)
วิธีการที่จะตรวจสอบว่า ข้อความใด(น่าจะ)เป็นพระสูตรหรือไม่ ก็มีวิธีการตรวจสอบแบบง่ายๆ กล่าวคือ ในขั้นต้นก็เพียงแค่ตรวจสอบดูว่า เริ่มต้นข้อความด้วยคำว่า เอวมฺเม สุตํ (ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วดังนี้) หรือไม่ กล่าวคือ ถ้าขึ้นต้นด้วยคำๆนี้ ก็พอจะเชื่อได้ในระดับหนึ่งว่า เป็นพระสูตร ซึ่งเมื่อตรวจสอบด้วยวิธีการอย่างนี้ ก็พบว่า ใน ขุททกนิกาย นั้น มีเพียงแต่ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ (ขุททกปาฐะ ธัมมปทคาถา อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนิบาต) และ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ (ปฏิสัมภิทามรรค) ที่มีคำว่า เอวมฺเม สุตํ ปรากฏอยู่ โดยสามารถสรุปรูปแบบลักษณะของพระไตรปิฎก แต่ละเล่มในขุททกนิกายโดยย่อได้ดังนี้คือ ....
(๑) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ คือ ขุททกปาฐะ ธัมมปทคาถา อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนิบาต
(๒) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ คือ วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา
(๓) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ คือ ชาดก ภาค ๑
(๔) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ คือ ชาดก ภาค ๒
(๕) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ คือ มหานิทเทส ใจความทั้งหมดก็คือ การอธิบายพระสูตรจาก สุตตนิบาต วรรค ๔ จำนวน ๑๖ สูตร อย่างละเอียดทีละตัวอักษร (ซึ่งก็คือต้นแบบของคัมภีร์อรรถกถานั่นเอง)
(๖) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ คือ จูฬนิทเทส ใจความทั้งหมดก็คือ การอธิบายพระสูตรจาก สุตตนิบาต อีกจำนวน ๑๗ สูตร อย่างละเอียดทุกตัวอักษรเช่นกัน (ซึ่งก็คือต้นแบบของคัมภีร์อรรถกถานั่นเอง)
(๗) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ คือ ปฏิสัมภิทามรรค
(๘) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ คือ คัมภีร์ อปทาน ภาค ๑ ปรากฏข้อความในลักษณะที่เป็นคำฉันท์
(๙) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ คือ คัมภีร์ อปทาน ภาค ๒ ปรากฏข้อความในลักษณะที่เป็นคำฉันท์
จำเพาะ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ (ขุททกปาฐะ ธัมมปทคาถา อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนิบาต) และ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ (ปฏิสัมภิทามรรค) ที่มีคำว่า เอวมฺเม สุตํ ปรากฏอยู่นั้น ก็ยังสามารถพิจารณาถึงความแตกต่างได้ดังนี้ว่า ที่ได้ปรากฏ เอวมฺเม สุตํ ใน ปฏิสัมภิทามรรค ก็เนื่องจาก มีการนำ “พุทธภาษิต” มาเป็นบทตั้งแล้ว (ท่านพระสารีบุตร) อธิบายขยายความอีกต่อหนึ่ง ซึ่งลักษณะของ คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค นี่เองที่เป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาข้ออ้างของฝ่าย อภิธรรมปิฎก ว่ามีเงื่อนงำที่น่าสงสัย ในคำอธิบายซึ่งอ้างข้อความจาก คัมภีร์ อปทาน ภาค ๒ พุทธวังสะ โกนาคมนพุทธวงศ์ที่ ๒๓ ว่าด้วยพระประวัติพระโกนาคมนพุทธเจ้า ความว่า ....
“ .... ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่นโกฏิ ต่อแต่นั้น พระมุนีสัมพุทธชินเจ้าทรงแผลงฤทธิ์
ต่างๆ เสด็จไปยังดาวดึงส์เทวโลก ประทับเหนือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทรงจำพรรษาอยู่ ณ ดาวดึงส์นั้น ทรงแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ .... ฯลฯ”
ประเด็นปัญหา มันก็ติดอยู่ที่คำว่า พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ นี่แหละ ทั้งนี้ เพราะเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ ชื่อ กถาวัตถุ นั้นแต่งโดยพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ เมื่อสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยมีแต่เพียงการ “กล่าวอ้าง” ของคัมภีร์ชั้นอรรถกถาว่า พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึงบทตั้ง หรือคำเริ่มต้นไว้เพียงเล็กน้อย จากนั้นพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ จึงได้เรียบเรียงขึ้นจนจบ (!)
ถึงแม้จะอ้างว่ามีพุทธพจน์เป็นบทตั้ง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ปรากฏ บทตั้งเหมือนดังที่ปรากฏอยู่ใน คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ซึ่งถือว่าเป็น ภาษิตของท่านพระสารีบุตรนั้นเลย และสภาพตามความเป็นจริงของ คัมภีร์กถาวัตถุ ก็คือการจดบันทึก รายละเอียดกระบวนการหรือแนวทางในการสอบสวนพระธรรมวินัย เมื่อสมัยสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ .... ซึ่งนี่เป็นข้อเท็จจริง ทั้งในแง่ของตัวคัมภีร์และประวัติศาสตร์โบราณคดี
ประเด็นที่จะต้องพิจารณาให้ดีด้วยสติ ก็คือ แม้ว่า คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค จะมีบทตั้งเป็น “พุทธภาษิต” แต่เราก็ยังมีความเข้าใจและกล่าวกันโดยทั่วไปว่า คัมภีร์นี้เป็น ภาษิตของท่านพระสารีบุตร
แต่ คัมภีร์กถาวัตถุ กลับไม่ปรากฏว่ามีบทตั้งอย่างเป็นทางการเหมือนกับ คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค นั้นเลย ลักษณะที่แท้จริงของคัมภีร์กลับเป็นแค่เพียง การจดบันทึก รายละเอียดกระบวนการหรือแนวทางในการสอบสวนพระธรรมวินัย ซึ่งแน่นอนว่า ต้องทำการ การตรวจสอบตามหลักการ(มหาปเทส ๔) กล่าวคือ ....
“พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย”
๑) ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว ดังนั้น พวกเธอพึง ทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
๒) ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำ สั่งสอนของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว
และเมื่อมีการสอบสวนเทียบเคียงในพระสูตรและพระวินัย ก็ย่อมต้องมีการอ้างถึงพุทธพจน์อย่างมิต้องสงสัย แต่นั่นก็มิได้เป็นเหตุผลที่ดีพอในการอ้างว่า คัมภีร์กถาวัตถุ เป็นพุทธพจน์จากพระโอษฐ์ สมดังพุทธศาสนิกชนทั้งหลายต่างก็เข้าใจและยอมรับตรงกันว่า พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ (มหานิทเทส) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ (จูฬนิทเทส) และ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ (ปฏิสัมภิทามรรค) เป็นภาษิตของท่านพระสารีบุตร โดยที่ไม่เคยมีใครอ้างว่า นี่เป็นพุทธพจน์โดยตรงจากพระโอษฐ์ เลยแม้สักครั้ง !!!!
ดังนั้น เพราะเหตุที่ปรากฏว่ามีข้อความ “พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์” ใน คัมภีร์ อปทาน ภาค ๒ พุทธวังสะ โกนาคมนพุทธวงศ์ที่ ๒๓ นั่นเอง จึงทำให้ทราบว่า คัมภีร์เล่มนี้ต้องเป็นของใหม่ที่แต่งขึ้นในสมัยหลัง เนื่องจาก ....
(๑) เมื่อพิจารณาในแง่มุมทางประวัติศาสตร์โบราณคดี เรามิอาจกล่าวได้เลยว่า คัมภีร์กถาวัตถุ ซึ่งแต่งโดย ท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ(สมัยพระเจ้าอโศก) จะเป็นส่วนหนึ่งของ “พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์” ในสมัยของ พระโกนาคมนพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องของอดีต ที่ไกลจนเกินกว่าจะลากความมาเชื่อมโยงถึงกันได้
(๒) เมื่อพิจารณาในแง่มุมทางพระวินัย จะพบว่า คัมภีร์อปทาน แต่งขึ้นด้วยคำฉันท์ ซึ่งผิดพระบัญญัติ จึงเป็นไปไม่ได้ที่พระอรหันตเถระกว่า ๕๐๐ รูป เมื่อสมัยปฐมสังคายนาจะเป็นผู้ร้อยกรองขึ้นมา และหากแม้ จะดึงดันว่า เป็นข้อผ่อนปรนในแง่ที่เป็นคัมภีร์สำหรับเจริญศรัทธาปสาทะซึ่งอนุญาตให้สามารถร้อยกรองเป็นคำฉันท์ได้ แต่ผลที่ตามมาจากการอ้างเหตุข้อนี้ก็คือ คัมภีร์อปทานทั้ง ๒ เล่ม จะไม่สามารถใช้ อ้างอิงได้อย่างคัมภีร์ทั่วไปที่ใช้สำหรับการศึกษาพระธรรมวินัย ซึ่งนี่เป็นเงื่อนไขสำคัญ สำหรับพระบัญญัตินี้
(๓) เมื่อพิจารณาในแง่มุมทางพระคัมภีร์ กลับพบคำว่า “พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์” หรือข้อความที่คล้ายคลึงกันนี้ ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาลงมา แต่ไม่เคยพบเลยใน พระสูตรและพระวินัย ซึ่งนั่นย่อมสื่อความหมายให้เห็นว่า คัมภีร์อปทานทั้ง ๒ เล่ม มีธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับคัมภีร์รุ่นอรรถกถา มากกว่าที่จะเป็นคัมภีร์ที่สืบทอดมาแต่ครั้งปฐมสังคายนา
สรุปในสรุป
ประเด็นที่ผมพยายามสื่อสารมาตั้งแต่ต้นก็คือ ….
สมมุติฐานของท่านพุทธทาสที่ว่า “พระไตรปิฎก อาจจะมีการสูญหายหรือเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ได้” อันทำให้ท่านพุทธทาสถึงกับกล่าวว่า “ฉะนั้นเรา(ท่านพุทธทาส)จึงกล้าวิจารณ์” นั้นจริง หรือว่าเท็จ (?)
และเพื่อการพิสูจน์สมมุติฐานนี้ ผมได้เสนอหลักฐานว่า ในพระไตรปิฎก มีข้อความซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเป็นของที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลังจริงอย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น สัตตสติกขันธกะ(จากพระวินัยปิฎกเล่มที่ ๗) หรือ คัมภีร์ปริวาร(พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๘) จนแม้แต่ คัมภีร์อปทานทั้ง ๒ เล่ม รวมไปถึง คัมภีร์กถาวัตถุ นั้นด้วย ทั้งนี้ ด้วยความหวังว่า ท่านทั้งหลายจะสามารถพิจารณา สมมุติฐานของท่านพุทธทาส ด้วยใจที่เป็นธรรมอย่างปราศจากอคติ และด้วยสติปัญญาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่ประกอบไปด้วยเหตุผลที่ยอมรับได้
แต่ปฏิกิริยาที่ได้รับ กลับกลายเป็นเพียงแค่ “ขยะทางความคิด” ที่หาประโยชน์อะไรมิได้เอาเสียเลย เพราะตังแต่ต้นจนจบ ผมพบแต่เพียงข้อความของ “นักตีฝีปาก” ที่เอาแต่พล่ามเรื่องส่วนตัวที่ไร้สาระ หรือไม่ก็เอาแต่พูดจาเลียบเคียง วกวนไปมา ไม่ตรงประเด็นสักที
พ้นไปจากนี้ ก็เป็นข้อความของมนุษย์จำพวก ชาวพุทธ “ขี้เท่อ” ที่เอาแต่ตัดแปะข้อความ อย่างไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งคนพวกนี้ไม่รู้แม้กระทั่งว่า ผมตั้งคำถามอะไรกับพวกเขา ตัวอย่างเช่น ผมถามหาหลักฐานชั้นพุทธพจน์ แต่คนเหล่านี้ กลับเพียรพยายามในการนำเสนอหลักฐานชั้นอรรถกถา แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมๆกับการกล่าวสำทับว่า หลักฐานชัดเจนยิ่งนักๆๆๆ (!)
และที่ขาดไปเสียมิได้เลยก็คือ การกล่าวข่มขู่ผู้อื่นด้วยนรกจกเปรตอย่างปราศจากความละอาย อีกทั้งยังมีการกล่าวหาผู้อื่นว่าเป็นอัญญเดียรถีย์ เอาเสียดื้อๆ ก็ยังมี .... บ้าบอ ดีไหมล่ะ (?)
คำอธิบายตามที่ปรากฏอยู่นี้ ผมขอสารภาพตามตรงว่า ไม่คาดหวัง ว่าจะมีใครผู้ใดที่อ่านข้อความของผมแล้วจะเกิดความเข้าใจในแง่ของ เหตุผล อย่างจริงจัง เพราะได้เป็นที่ประจักษ์แก่ใจตนเองแล้วว่า คนที่(อยาก)ด่าท่านพุทธทาสนั้น เขาก็สักแต่ด่าว่าโจมตีไปตามกำลัง(เจตนา)ของเขา โดยที่คนเหล่านี้มักเป็นมนุษย์ประเภทที่หลงผิดคิดว่าตนเองนั้น “รู้” เสียเต็มประดา ทั้งๆที่เอาเข้าจริงแล้ว ความรู้น้อย & อคติมาก ลำพังเพียงแค่หลักการเหตุผลง่ายๆขั้นพื้นฐาน มันยังไม่มีปัญญาที่จะทำความเข้าใจได้เลย นับประสาอะไรกับเรื่องของพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องอุตสาหะเป็นอย่างมาก ทั้งในการศึกษา และการทำความเข้าใจ ....
สุดท้ายนี้ขอกล่าวสั้นๆ แต่เพียงว่า .... (สัตว์)โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
Ritti Janson
http://www.oknation.net/blog/SiamBhikhunis
http://rittijanson.blogspot.com/
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ตอบกระทู้ “ทำไมท่านพุทธทาส จึงกล้า …. (?)” โดยสังเขป ครั้งที่ ๑
ประเด็นที่ ๑
อ้างจาก ความคิดเห็นที่ 11
ผมมีความเห็นอย่างนี้นะครับ
ถ้าเราเป็นผู้มีความจริงใจ ต่อ พระศาสนาแล้วล่ะก็
พระธรรมทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ในพระไตรปิฎกนี้
จะยกมาจากตรงไหนก็เป็นธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
ผมจะยกบทหนึ่งขึ้นมาแสดงให้เห็นดังนี้นะครับคือ
จาก คาถาของพระอานนท์ ผู้ทำหน้าที่ตอบปัญหาในที่ปฐมสังคายนา
โดยท่านกล่าวไว้ว่า
--------------------------------------------------------------------
"พระอานนทเถระได้เรียนธรรมจากพระพุทธเจ้ามา ๘๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์
ได้เรียนมาจากสำนักภิกษุมีพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น ๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์"
อานันทเถรคาถา
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=26&A=8134&Z=8214
--------------------------------------------------------------------
ในส่วนนี้ผมคงจะยกมาเพียงแค่นี้ ถ้าท่านมีความเชื่อมั่นและจริงใจ
ในพระไตรปิฎก ประโยคเพียงสองบรรทัดนี้ จะตอบคำถามท่านได้ทุกข้อ
จากคุณ : ชาวมหาวิหาร
เขียนเมื่อ : 9 พ.ค. 54 18:02:17
ผมขอแย้งความเห็นดังกล่าวนี้ว่า “ไม่ถูกต้อง” กล่าวคือ พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ....
“พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย”
๑) ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว ดังนั้น พวกเธอพึง ทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
๒) ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำ สั่งสอนของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาปเทสนี้ไว้
สรุปก็คือ มีแต่การ “สอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย” เท่านั้น คุณไม่ควรอ้าง “ความจริงใจ” แล้วละเลยการตรวจสอบ ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว นะครับ !!!!
ประเด็นที่ ๒
อ้างจาก ความคิดเห็นที่ 19
ไม่รู้สิ ผมคิดง่ายๆเลยนะ
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านสำเร็จอรหันต์กันมากมาย ไม่เห็นจะมีท่านไหนออกมาวิจารณ์พระไตรปิฏกว่า ต่อเติม ผิดเพี้ยน บิดเบือน
หลวงตาบัว ท่านเรียนปริยัติก่อน ถึงมาปฏิบัติ ก็ไม่เห็นท่านจะค้านจะขัดอะไร มีแต่บอกว่าลงกันได้หมดจด
อีกประการ ผมว่า มุขปาฐะ นี่แหละ ที่ยากจะผิดเพี้ยน
เพราะ เป็นการสวดโดยคนหมู่มาก สวดโดยพร้อมเพรียงกัน
เหมือน บทสวดมนต์ทำวัตรเย็นนั่นแหละ ไปวัดไหนๆก็สวดตรงกันหมด
พอเราสวดเพี้ยนขึ้นมา แม้แต่พยางค์เดียว ก็รู้ได้จริงไหม
ผ่านมาสองพันปี เอาพระไตรปิฎกเถรวาทแต่ละประเทศมาเทียบกัน มันมีผิดเพี้ยนซะที่ไหน
ผมเชื่อว่า คุณพระรัตนตรัย คุณเทวดาและพรหม ย่อมคุ้มครองพระไตรปิฎกอยู่
และพระสูตรที่ท่านพุทธทาสให้ตัดทิ้ง ไม่ใช่แค่พระสูตรที่คุณฤทธียกมาซะที่ไหน
แต่เป็นพระสูตรเกี่ยวกับโลกหน้า นรกสวรรค์ ภพภูมิอื่นเกือบทั้งหมด >>> แบบนี้ คิดเอาได้ง่ายๆเลยว่า ท่านพุทธทาสปฏิเสธเรื่องชาติภพหน้า (อาจจะคิดตื้นไป ไม่รู้ว่าในใจท่านพุทธทาสคิดอย่างไร)
ทีนี้ คนมันปฏิบัติธรรม มันก็เห็นคาตาอยู่แล้ว ว่า เปรตมี เทวดามี นรกมี สวรรค์มี
มันเลยไม่รู้สึกว่า พระไตรปิฎกมีส่วนไหนที่ค้านที่ขัด
แต่ไม่ใช่ว่า คำสอนของท่านจะไม่มีส่วนที่ดี
ส่วนที่ดีนั้นก็มีมากมาย โดยเฉพาะในชาติภพปัจจุบัน
ผมใช้เตือนใจตัวเองอยู่บ่อย หยิบยกไปบอกต่อก็มาก
จากคุณ : ฮิมาวาริซซัง
เขียนเมื่อ : 9 พ.ค. 54 21:13:59
กรุณาอย่าคิด “ง่ายๆ” สิครับ การอ้างหลวงปู่&หลวงตาฯลฯ เพื่อยืนยันมติ(หรืออคติ)ของตน ย่อมมิใช่หลักการมาตรฐานในการอ้างอิงนี่ครับ เนื่องจากมติหลวงปู่&หลวงตาทั้งหลาย ย่อมจัดอยู่ในชั้น อัตตโนมติเท่านั้น อีกทั้ง คุณและใคร สามารถรู้ได้อย่างไรว่า .... องค์ไหน ? คือ อริยบุคคล ???? หึหึหึหึ
และหากแม้คุณหรือใครก็ตาม อ้างว่าตนสามารถรู้ได้ ผมก็คงมิอาจเชื่อตามได้อยู่ดี จริงไหมครับ ?
ประเด็นที่ ๓
ผมก็ได้กล่าวเอาไว้ชัดเจนแล้วนี่ครับว่า “ตัวอย่างเช่น” อธิบายได้ว่า ยกมาเพียงบางเรื่อง โดยมิได้ยกมาแสดงทั้งหมด อีกทั้งย่อมมิใช่การกล่าวว่า มันมีอยู่แค่เพียงเท่าที่ยกมา นี่ครับ กรณีอื่นๆ คุณก็พิจารณากันเอาเองสิครับ ว่าควรเชื่อตาม(ท่านพุทธทาส) หรือไม่ควรเชื่อตาม ซึ่งนั่นมันเป็นเรื่องของวิจารณญาณส่วนตัวของแต่ละบุคคล มิใช่หรือ (?)
ส่วนเรื่องโลกหน้า นรกสวรรค์ อะไรพวกนี้ ผมทราบว่ามีคนนำหลักฐานมาแสดงมากพอสมควรแล้วนี่ครับ เหตุใดคุณจึงยังกล่าวร้ายต่อท่านพุทธทาสแบบซ้ำๆซากๆอยู่อีก
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะไม่มีผู้ใดซึ่งอ้างตนว่าเป็นพุทธศาสนิกชน ยกกรณีนี้มาโจมตีท่านพุทธทาสอีกนะครับ เพราะจากเหตุผลและหลักฐานเท่าที่ปรากฏอยู่ในเว็บบอร์ดแห่งนี้ .... มันควรจะจบได้แล้ว
อ้างจาก ความคิดเห็นที่ 53 กระทู้ PANTIP_COM Y9907998 ว่าด้วยเรื่อง ท่านพุทธทาส เป็น มิจฉาทิฏฐิ และ เข้าใจธรรมะผิดในหลายๆเรื่อง อยากทราบหลักฐานในเรื่องนี้ครับ
ขอฝากอีกนิดนะครับ
http://www.buddhadasa.com/FAQ/FAQ_14.html
๑๔. ไม่มีนรก-สวรรค์
ปรัศนี: เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่า ไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ หรือแม้หลังจากตายแล้ว และนิพพานอยู่ที่ เมื่อจิตว่าง ดังนี้เป็นการกล่าวตรงตามที่ท่านอาจารย์กล่าวหรือเปล่าครับ?
พุทธทาส: เราไม่ได้พูดว่า ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ หรือแม้แต่หลังจากตายแล้ว เราว่ามีทั้งสองอย่าง นรกสวรรค์ต่อตายแล้ว ก็ว่าไปตามเดิม ไม่ไปแตะต้องเขา นรกสวรรค์ที่นี่และเดี๋ยวนี้ นี่ยืนยันมากให้ตรงตามพุทธประสงค์ นรกสวรรค์อยู่ที่อายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอันว่ามันมีนรกชนิดนี้ก็มี นรกสวรรค์ต่อตายแล้วไม่ได้ไปแตะต้องเขา ไม่ได้ไปวิพากษ์วิจารณ์เขา ขอให้เก็บไว้ แต่ควบคุมได้ โดยที่จัดนรกสวรรค์เดี๋ยวนี้ให้ถูกต้อง มันควบคุมถึงไปได้ถึงสวรรค์ต่อตายแล้ว เป็นอันว่ามีนรกสวรรค์ทั้งสองชนิด ทั้งสองประเภท ไม่ได้ยกเลิกชนิดไหนเลย
ข้อที่พูดว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ เป็นสำนวนพูดให้เกิดความสนใจ นิพพานมีเมื่อจิตว่างจากกิเลส นี่มีหลักมีเกณฑ์ คือเป็นนิพพานตัวอย่าง คำว่า "นิพพาน" ที่เกี่ยวกันอยู่กับจิตนั้นก็คือ จิตนั้นมันว่างจากกิเลส นี้พูดและยืนยันว่า พูด และจะพูดต่อไปว่า นิพพานตัวอย่างมีเมื่อจิตว่างจากกิเลส เป็นความดับแห่งกิเลส นี่เป็นนิพพานถ้าดับชั่วคราวก็เป็นนิพพานชั่วคราว เรียกว่า ตทังคนิพพาน หรือสมยวิมุตติ นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ขอให้คอยสังเกต เมื่อจิตว่างจากกิเลสโดยเหตุใดๆ ก็ตาม แต่มันยังไม่ใช่นิพพานสมบูรณ์ หรือตลอดกาลหรือนิรันดร นิพพานชั่วขณะ เรียกว่า ตัวอย่างก็ได้ เมื่อใดจิตว่างจากกิเลสน่ะ รีบรู้จักเสียเร็วๆ คอยเฝ้าดูจิตเมื่อไม่ปรุงเป็นกิเลส เป็นจิตเยือกเย็น เป็นนิพพานเพื่อจะได้เป็นตัวอย่าง แล้วจะได้ชอบใจ แล้วจะได้เป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานอันสูงสุด คือ นิพพานเต็มรูปแบบ.
เราสนใจนิพพาน ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันนี้ เพื่อทำให้คนไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องเป็นโรคประสาท ไว้เรื่อยๆ จะเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานอันแท้จริงหรือสูงสุด ที่ว่าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ นิพพานตัวอย่างนั้นพูดจริง แล้วก็พูดต่อไปอีกด้วย พระนิพพานนี้แปลว่า เย็น เมื่อใดเป็นจิตเย็น เย็นอกเย็นใจละก็เมื่อนั้น เป็นนิพพาน แต่คำวา เย็น คำนี้ ก็พิเศษอีกแหละ กลัวว่า ผู้ถามคนนี้คงฟังไม่ถูก ผู้ถามรู้จักแต่เย็นที่คู่กับร้อน ถ้าร้อนก็ต้องเปิดพัดลม ถ้าเย็นถ้าหนาวก็ต้องห่มผ้า แต่มีความเย็น อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีเมื่อไม่เย็นไม่ร้อน เมื่อไม่เย็นไม่ร้อนชนิดนี้จะเกิดความเย็นชนิดหนึ่งซึ่งเป็นนิพพาน เมื่อไม่รบกวนด้วยความเย็นหรือความร้อนในโลกนี้ มันก็มีความเย็นอย่างโลกุตตระ เป็นนิพพาน ที่ใช้สอนกันในเบื้องต้นว่า เย็นคู่กับร้อน สุขคู่กับทุกข์ สุขที่คู่กับทุกข์ก็ยังเป็นทุกข์เย็นทั้งที่คู่กับร้อนมันก็ยังเป็นทุกข์ ต้องปัดทิ้งไปให้หมดทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งอะไรทุกๆ คู่ จึงจะเป็นนิพพาน, กล่าวว่า จิตเย็นเป็นนิพพาน คือเย็นต่อเมื่อไม่มีทั้งร้อนและทั้งเย็นในความหมายของโลกๆ เอ้า มีอะไรอีก.
------------------------------------------------------------------------------
การที่ท่านเน้นให้ปฏิบัติธรรมให้เกิดผลในปัจจุบันขณะ มีความสุข ณ.ที่นี่ เวลานี้ ไม่ได้หมายความว่าท่านปฏิเสธ สังสารวัฏ หรือว่าปฏิเสธการมีอยู่ของนรก - สวรรค์
ถ้าเลือกได้ทำไมเราไม่มีความสุขทั้งในปัจจุบันและในโลกหน้าล่ะครับ
จากคุณ : Uncle-Dave
เขียนเมื่อ : 12 พ.ย. 53 16:12:22
ประเด็นที่ ๔
อ้างจาก ความคิดเห็นที่ 25
คุณเอิงเอยกับคุณชาฯ ชักชวนให้มาร่วมสนุก นิดๆ หน่อยๆ ผมจึงได้อ่านแค่ คคห #6 เท่านั้น พอจับประเด็นร่วมวงด้วย ดังนี้
จาก คคห ที่ 5
กรณีพระอภิธรรมปิฎก
อนุมานเอาว่าสิ่งที่ "ฤทธี" เขียนขึ้นได้ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วว่าถูกต้อง..
เช่นบอกว่า มีพุทธพจน์ว่า อภิธรรม หมายถึง โพธิปักขิยธรรม คือ ฯลฯ - ขออนุมานว่า มีแหล่งอ้างอิงถ้อยคำนี้อยู่จริง นั่นคือฤทธีจะรับผิดชอบข้อมูลนั้นเอง
แต่การที่ฤทธีสรุปว่า โดยที่มิได้ตรัสว่ามีความหมายอย่างอื่นอีก(กินติสูตร) หมายความว่า การกล่าวว่าอภิธัมเมหมายถึงพระอภิธรรมปิฎกนั้น เป็นมติในชั้นอรรถกถาเท่านั้น
เป็นการสรุปแบบ ด่วนได้ใจเร็ว (ถ้าเป็นคนอื่น ผมจะใช้คำว่า บ้องตื้น เผอิญฤทธีใช้ร่างทรงเป็นคุณชาล้นถ้วยผู้น่ารัก ไม่ได้มาเอง จึงเห็นว่าจะเป็นการ ชกข้างเดียวเรียลไทม์ ชกโต้กลับเป็นเทป หลบได้ ผมเลยเปลี่ยนคำให้ใหม่)
คือ ฤทธีอ้างเอาแหล่งอ้างอิงพุทธพจน์นั้น (กินติสูตร) มาเพื่อปักธงไว้ว่า อภิธัมเม คือ โพธิปักขิยธรรม แล้วก็ใช้ตรรกะว่า ในเมื่อ โพธิปักขิยธรรม ไม่ใช่ อภิธรรมปิฎก
ดังนั้น อภิธัมเม ก็ต้องไม่ใช่ อภิธรรมปิฎก !
แล้วสรุปเปรี้ยงว่า การกล่าวว่าอภิธัมเม หมายถึงพระอภิธรรมปิฎกนั้น ก็ต้องเป็นมติในชั้นอรรถกถาแหงแซะ !
( ไชโย้ )
การด่วนได้ใจเร็วนั้น มันทำนองเดียวกับที่จะสรุปเอาว่า..
ตรัสสัมมาสมาธิว่าฌาน 4 แสดงสอนภิกษุไว้หลายแห่งในพระสูตร ดังนั้นจึงกำหนดตรรกะว่า สัมมาสมาธิได้แก่ฌาน 4 แล้วสรุปเปรี้ยงว่า ต้องได้ฌาน 4 จึงจะบรรลุมรรคผล เพราะสัมมาสมาธิคือต้องได้ฌาน 4 ถ้าไม่ได้ฌาน 4 ก็ยังไม่เป็นสัมมาสมาธิ ?
ผมขอตอบด้วยเหตุผลและหลักฐานดังนี้
การที่จะสามารถสรุปความว่า อภิธัมเม มีความหมายอย่างอื่นอีกในชั้นพุทธพจน์ มันก็สามารถพิสูจน์ได้ไม่ยากนี่ครับ เพียงแค่คุณยกพุทธพจน์มาอ้างอิงให้ได้ว่า พระพุทธองค์ตรัสว่า อภิธัมเม หมายความถึงอย่างอื่นนอกไปจาก โพธิปักขิยธรรม เอาไว้ที่ไหน แค่นี้ก็หมดเรื่อง .... ยกพุทธพจน์มาอ้างสิครับ !!!!
การที่คุณยกเรื่องฌาน๔ มาอ้างนั้น ผมไม่เห็นว่ามันจะเป็น “เรื่องทำนองเดียวกัน” ที่ตรงไหน (?)
ทั้งนี้เนื่องจากผมได้เคยอธิบายไปแล้ว(บ่อยครั้ง)ว่า สัมมาสมาธิ ไม่จำเป็นจะต้องเป็น “ฌาน” เสมอไป โดยผมได้อ้างถึง “ปุตตสูตร” และ “กามเหสสูตร” ซึ่งท่านพระอานนท์อ้างว่าท่านได้ฟังมาจากพระพุทธองค์ ความว่า .... สัมมาสมาธินับว่าเป็นฌานโดยปริยาย(คือมิใช่โดยตรง)สำหรับโยคาวจรฝ่ายวิปัสสนายานิก ผมอธิบายโดยย่อเช่นนี้หวังว่าคงเข้าใจได้ตามสมควร(กรุณากลับไปค้นกระทู้เก่าๆของผมเอาเองนะครับ)
ประเด็นที่ ๕
ผมเห็นมาหลายครั้งกับวิธีแสดงทัศนะความเห็น “แบบฤทธี” ซึ่งมีลักษณะอยู่อย่างคือ “โมเม” พูดเองเออเอง สรุปเอง และยัดให้ผู้อื่นเป็นตามที่ตนสรุป !
จะยกมาให้ดู
คคห 6
.. กระทู้ PANTIP Y10496205 เหตุผลที่ท่านพุทธทาส วิจารณ์ พระไตรปิฎก ฯ ความคิดเห็นที่ ๒๙ ความว่า
ฯลฯ
ซึ่งเจ้าของความคิดเห็นนั้นได้กล่าวเพิ่มเติมต่อไปว่า
"ไม่ว่าจะเป็นท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ แม้ท่านจะกล่าวว่า ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส แต่ท่านก็กล่าวตรงกันว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ควรศึกษา ทั้งสองท่านไม่เคยกล่าวว่าให้ตัดทอนส่วนไหนออกเลย นี่คือท่าทีที่ตรงข้ามกันกับท่านพุทธทาส ชัดเจน"
การที่บุคคลผู้นี้กล่าวว่า ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ มีมติว่าอภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรงนั้น ก็นับว่าถูกต้องชัดเจนสมควรแก่การอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง แต่การกล่าวว่า ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ ไม่เคยกล่าวว่าให้ตัดทอนส่วนไหนออกเลย ย่อมเป็นท่าทีที่ตรงข้ามกับท่านพุทธทาสอย่างชัดเจนนั้น .... อาจเป็นการสรุปเกิน(ข้อมูล) รวมถึงการกล่าวหาว่าท่านพุทธทาสไม่เคารพพระไตรปิฎกเลยนั้น ย่อมเป็นการกล่าวหาพระเถระด้วยข้อความอันเป็นเท็จอย่างปราศจากความละอาย
ผู้เขียน คคห ๒๙ ที่เขาว่านั้น เมื่อตามไปดูกระทู้ก็พบว่าคือคุณเอิงเอย ได้กล่าวว่า
“ไม่ว่าจะเป็นท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ แม้ท่านจะกล่าวว่า ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส..”
ห่างกันแค่ 3 บรรทัดเท่านั้น ต่อหน้าต่อตา ฤทธีก็ “แปลงสาร” ของผู้อื่นหน้าตาเฉย และเป็นการแปลง 2 ชั้น
ชั้นแรก ฤทธีได้ “ยัด” ให้ผู้เขียน คคห ๒๙ กล่าวว่า “ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ มีมติว่าอภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง..”
“ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส” กับ “อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง”
ความหมายกลายเป็นคนละเรื่องไปเลยนะครับ !
ผมขอตอบด้วยเหตุผลและหลักฐานดังนี้
ก่อนอื่น ขอให้พิจารณาความหมายของคำศัพท์ต่างๆ เสียก่อน(อ้างจาก พจนานุกรมของท่านปยุตโต) ....
พุทธพจน์ = พระดำรัสของพระพุทธเจ้า(คือคำว่า พุทธดำรัส นั่นเอง), คำพูดของพระพุทธเจ้า
ปริยาย = การเล่าเรื่อง, บรรยาย; อย่าง, ทาง, นัยอ้อม, แง่
นิปปริยาย = ไม่อ้อมค้อม, ตรง, สิ้นเชิง (พจนานุกรมเขียน นิปริยาย)
จากนั้นจงพิจารณา ....
(๑) “ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส”
= ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธพจน์
= ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปคำพูดของพระพุทธเจ้า
(๒) “อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง”
= อภิธรรมปิฎก ไม่ใช่ พระดำรัสของพระพุทธเจ้าโดยตรง
= อภิธรรมปิฎก ไม่ใช่ คำพูดของพระพุทธเจ้าโดยตรง
ในขั้นแรกนั้น กรุณาดูให้ชัดๆว่า ถ้อยคำของผมเป็นการ “แปลงสาร” จริงตามคำกล่าวหา หรือไม่ (?)
ในขั้นที่สอง ขอให้พิจารณาด้วยว่า ผมได้แสดงมติอย่างชัดแจ้งว่า อภิธรรมปิฎก นับเป็นพุทธพจน์โดยปริยาย หมายความว่า แม้พระพุทธองค์จะมิได้ตรัสอภิธรรมปิฎกโดยตรง แต่พระเถระท่านก็ได้นำพุทธพจน์จากพระสูตรพระวินัยนั่นเองมาเรียบเรียงขึ้น(พิจารณาเพิ่มเติมได้จากกระทู้ PANTIP_COM Y10003918 อภิธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม) กรุณาทำความเข้าใจในคำว่า ปริยาย และ นิปปริยาย ให้ดีๆนะครับ
ส่วนที่ว่า คำกล่าวของผม จะเป็นการ “แปลงสาร” จริงหรือไม่นั้น ผมเข้าใจว่า วิญญูชนทั้งหลายย่อมสามารถพิจารณาได้เอง .... ชัดเจนแล้วนะครับ !!!!
ประเด็นที่ ๖
ชั้นที่สอง เฉพาะของ อ.เสฐียรพงษ์ ท่านไม่เคยบอกหรือเคยมีมติเลยว่า อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์ แต่ท่านกลับพูดชัดเป้งเลยว่าพระอภิธรรมเป็นพุทธพจน์แน่ๆ แถมยังอ้างว่าท่านพุทธทาสนับพระอภิธรรมว่าเป็นพุทธพจน์ด้วย (ผมไม่เคยพบว่าท่านพุทธทาสกล่าวตามที่ อ.เสฐียรพงษ์ อ้าง ใครมีหลักฐาน ช่วยแสดงไว้ด้วย) คือเสฐียรพงษ์บอกว่า
“..ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าจะปฏิเสธอภิธรรมว่าไม่ใช่พุทธพจน์หรอกนะครับ ต้องเข้าใจนะ ท่านพุทธทาสเคยพูดทำนองนี้ โดนด่าทั่วเมือง ท่านพุทธทาสพูดแต่เพียงว่า พระอภิธรรมปิฎกไม่ได้อยู่ในรูปเป็นพระพุทธพจน์ คือ หมายความว่า ไม่ได้เป็นภาษาพูด เหมือนในพระสูตรเหมือนในพระวินัย ไม่ได้ออกจากปากพระพุทธเจ้า แต่นับว่าเป็นพุทธพจน์คือ มันลงรอยกับหลักตัดสินธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว เป็นพุทธพจน์แน่ๆ แต่ไม่ใช่พุทธดำรัส..”
ดู คคห 159-160
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/11/Y9915529/Y9915529.html#159
ผู้เขียน คคห ๒๙ (เอิงเอย) ก็ยกคำของเสฐียรพงษ์มาตามนั้น (ฯไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส) แต่ฤทธีก็แปลงสารไปอีกอย่าง
การแปลงสารจะมีเจตนาอย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่น่าตำหนิ หากพัฒนาเรื่อยไป ไม่ช้าจะกลายเป็น การกล่าวหาผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จอย่างปราศจากความละอาย
ผมขอตอบดังนี้
ขอให้ท่านทั้งหลายจงพินิจพิเคราะห์ถ้อยคำของ “นายระนาดเอก” ผู้นี้ให้ดีๆนะครับ เพราะที่จริงแล้ว ทั้งผม(Ritti Janson) และ คุณเสฐียรพงษ์ ก็ไม่มีใครพูดว่า “อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์” ตามที่นายระนาดเอกกล่าวอ้างมาเลยนี่ครับ .... หมายความว่าถ้าพบว่าผมพูดถ้อยคำแบบนี้ที่ไหน ก็กรุณาชี้หลักฐานออกมาโดยพลัน เลยนะครับ เนื่องจากโดยข้อเท็จจริงแล้ว ผมเพียงแต่กล่าวว่า “อภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง” ท่านทั้งหลายเห็นความแตกต่างของถ้อยคำที่ผมพูด กับ ข้อความที่นายระนาดเอกยกมาอ้างไหมครับ (?)
(๑) ผมพูดอย่างชัดเจนว่า “อภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง” .... ชัดเจนนะครับ
(๒) แต่เมื่อคำๆนี้ผ่านปากของนายระนาดเอก ทำไมมันจึงหดสั้นลง จนเหลือเพียงว่า “อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์” …. คำว่า “โดยตรง” มันหายไปไหน ผมงงว่ะ
สรุป
การที่ผมกล่าวว่า “อภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง” นั้นย่อมมีความหมายตรงๆว่า พระพุทธองค์มิได้ตรัสอภิธรรมปิฎกเองโดยตรง แต่เนื่องจาก อภิธรรมปิฎกเป็นสิ่งซึ่งมีพื้นฐานมาจากพระสูตรพระวินัย ดังนั้นผมจึงสรุปว่า แม้มิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรงแต่ก็จัดเป็น “พุทธพจน์โดยปริยาย”
สิ่งที่ได้เห็นในกรณีนี้ก็คือ ทั้งๆที่นายระนาดเอกเพิ่งจะใส่ร้ายผมว่าเป็น “นักแปลงสาร” อยู่หยกๆ แต่แล้วนายระนาดเอกผู้นี้ กลับทำในสิ่งที่ตนก่นด่าผู้อื่นเอาไว้อย่างปราศจากความละอายเสียเอง .... หึหึ
ผมกล่าวว่า “อภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง” แต่เมื่อคุณนำมาพูดต่อ แล้วคำว่า “โดยตรง” มันหายไปไหนเสียเล่าครับ (?) การกระทำแบบนี้ของนายระนาดเอก สมควรเรียกว่า “นักแปลงสาร” หรือไม่ ท่านทั้งหลายย่อมสามารถพิจารณากันได้เอง โดยเทียบกับที่นายนั่นกล่าวหาผมนั่นแหละ จริงไหมครับ (?)
ทั้งนี้ ผมก็ขอกล่าวย้ำให้พิจารณาความหมายของคำว่า ปริยาย = นัยอ้อม และ นิปปริยาย = ไม่อ้อมค้อม, ตรง ซึ่งผมใช้ในข้อความของผมอย่างรอบคอบด้วย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อคติ มันคงจะไม่มากจนถึงกับปิดบังสติปัญญาจนมิอาจแยกแยะ ผิดชอบชั่วดี นะครับ เพราะหลักฐานมันก็เห็นๆกันอยู่ อีกทั้งเราท่านทั้งหลายก็พูด “ภาษาไทย” กันอยู่แท้ๆ .... หรือมิใช่ (?)
คำว่า มิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง มันมิได้มีความหมายเท่า มิได้เป็นพุทธพจน์ .... เสียหน่อย นี่มันแปลงสารเสียจนความหมายถูกบิดเบือนไปไกลเลยนะครับ ฉนั้น หากจะกล่าวหาผม ก็ขอความกรุณา รอบคอบในการอ่านเอาความ(ภาษาไทย)ด้วยนะครับ ..... ชัดเจนนะครับ (?)
ประเด็นที่ ๗
อย่างเช่น กรณีท่านพุทธทาสกล่าวหาพระพุทธโฆสว่า เผาบาลีพระไตรปิฎกทิ้ง แล้วปลอมปนเนื้อหาของพราหมณ์ ซึ่งเป็นชาติกำเนิดของท่านเข้าไป โดยยัดลงในพระโอษฐ์ !
เมื่อทิ้งปัญหาเรื่องการเผาพระไตรปิฎก ปลอมปนยัดลงในพระโอษฐ์ ฯลฯ ไว้ ก็ไม่เคยปรากฏหลักฐานว่าท่านพุทธทาสออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อคำกล่าวหาพระพุทธโฆสนั้นอย่างไร..
แต่กลับปรากฏต่อมา ว่าท่านพุทธทาสก็ตั้งข้อกล่าวหาท่านพระพุทธโฆสเรื่องใหม่ คราวนี้ว่า เผาอรรถกถา!
ทิ้งเรื่องกล่าวหาพระพุทธโฆสไว้อย่างฉกาจฉกรรจ์ ทั้งเผาพระไตรปิฎก และเผาอรรถกถา
สุดท้ายท่านพุทธทาส ก็แสดงความเห็นพาดพิงกล่าวหาพระพุทธโฆสอีกว่า ทำลายคัมภีร์วิมุตติมรรคเพื่อให้มีเพียงวิสุทธิมรรค
ก็น่ารู้ว่าฤทธีมองพฤติการณ์ของท่านพุทธทาสตรงนี้ว่าเป็น การกล่าวหาผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จอย่างปราศจากความละอาย หรือไม่?
ผมขอตอบดังนี้
(๑) นายระนาดเอก กรุณานำหลักฐานมาแสดงให้เห็นจริงดีไหมครับ กล่าวคือ สแกนหลักฐานมาแสดงว่า ท่านพุทธทาส ได้กล่าวดังนี้ๆ เอาไว้ที่ใด หนังสือชื่ออะไร หน้าที่เท่าไร อย่างครบถ้วนในบริบทของข้อความเหล่านั้น
(๒) กรุณาแสดงหลักฐาน “คัดค้าน” ประกอบมาอย่างชัดแจ้งด้วยว่า อะไร และ อย่างไร เนื่องจากกรณีนี้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการตั้งสมมุติฐานประกอบหลักฐานทางโบราณคดี ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่คุณจะต้อง นำเสนอว่า ใช้ทฤษฎีหรือสมมุติฐานของนักวิชาการท่านใดประกอบการพิจารณา จะมาอ้างใช้แต่ “ความเชื่อ” เพียงอย่างเดียว มิได้นะครับ
(๓) ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า กรุณาไปตั้งกระทู้ใหม่ได้เลย เพื่อความชัดเจน และยุติธรรมต่อทุกฝ่าย มิฉนั้น มันก็จะกลายเป็นว่าคุณกำลังกล่าวหาผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งพ้นไปจากหลักวิชาการ โดยอาศัยเพียง “ความเชื่อ” อย่างปราศจากความละอาย .... ชัดเจนนะครับ !!!!
ประเด็นที่ ๘
การที่ฤทธีบิดคำของเอิงเอย เป็นว่า “อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง” นั้น อาจจะอ้างว่า ก็หมายความว่าไม่ใช่พุทธดำรัสโดยตรงเพราะไม่ได้เป็นภาษาพูดเหมือนในพระสูตร อย่างที่ อ.เสฐียรพงษ์ ว่าไว้ ก็ได้..
หรืออาจจะหมายความว่า อภิธรรมปิฎกเป็นสิ่งที่แต่งขึ้นมาใหม่ก็ได้
เขาจะเห็นอย่างไร ก็ดูจากสิ่งที่เขาพูดไว้เอง..
ดังปรากฏสิ่งที่น่าตำหนิอย่างยิ่งก็คือ ฤทธีอ้างชื่อพระพรหมคุณาภรณ์เพื่อสนับสนุน “ทฤษฎีซี้ซั้วส่งเดช” ของตน กล่าวคือ ฤทธีอ้างว่า ถ้าใครเชื่อตามพระพรหมคุณาภรณ์ซึ่งมีมติว่าอภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง ก็ย่อมหมายความว่า เขาผู้เชื่อนั้นได้ยอมรับความจริงด้วยว่า (นี่ไง ที่ว่าฤทธีสรุปแบบโมเมแล้วยัดปากคนอื่น) อภิธรรมปิฎก คือการนำเนื้อหาถ้อยคำจากในพระสูตรและพระวินัยมาทำเป็น Brief หรือ Short Note แล้วสรุปเปรี้ยงว่า เขาผู้เชื่อพระพรหมคุณาภรณ์นั้น ก็ต้องยอมรับความจริงด้วยว่า หากข้อความหลักคือพระสูตรพระวินัยอันเป็นต้นฉบับของ Brief หรือ Short Note นั้นยังอยู่ครบถ้วน ดังนั้น การโกยอภิธรรมปิฎกทิ้งทะเล หรือโกย Brief / Short Note ทิ้งทะเล ก็เท่ากับเรายังมิได้สูญเสียอะไรเลย! (Si Sua Song Det Theorem) เพราะเขาผู้เชื่อพระพรหมคุณาภรณ์ (ว่าอภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง แต่เป็นเพียงการนำเนื้อความในพระสูตรพระวินัยมาสรุปเรียบเรียงใหม่) จะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า แม้อภิธรรมปิฎกขาดหายไป แต่เนื้อหาในอภิธรรมปิฎกก็มิได้สูญหายไปไหนเลย เพราะข้อความในอภิธรรมปิฎกยังอยู่ในพระสูตรพระวินัยอย่างครบถ้วนนั่นเอง !
ผมขอตอบดังนี้
(๑) ประการแรก ได้อธิบายพร้อมทั้งแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ผมมิได้ บิดเบือนคำของใครเลย หากแต่ใครบางคนอาจ “ฉลาดเกิน” จนมิอาจเข้าใจและแยกแยะความหมายของคำว่า ปริยาย(โดยอ้อม) และ นิปปริยาย(โดยตรง) ก็เท่านั้นเอง .... ชัดแล้วนะ
(๒) หากไม่ยอมรับความจริงว่า อภิธรรมปิฎก เป็นของใหม่ โดยอาศัย พระสูตรพระวินัยนั้นเองเป็นพื้นฐานในการร้อยกรองขึ้นมา ก็ย่อมเป็นภาระของนายระนาดเอกนั้นเอง ที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า พระพุทธองค์ ได้ตรัสถึง อภิธรรมปิฎก เอาไว้ที่ใดบ้าง ทั้งในพระสูตรและพระวินัย
เพราะได้ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า อภิธัมเม ตามที่ปรากฏอยู่ในรูปพุทธพจน์นั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสอธิบายเอาไว้ว่าหมายถึง โพธิปักขิยธรรม(จากกินติสูตร) นี่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งคุณมีสิทธิเถียงได้ เพียงแต่ต้องเถียงด้วยหลักฐานคือพุทธพจน์ หาใช่การอ้างแต่มติอรรถกถาจารย์ หรือ ตีฝีปากแถกแถแบบข้างๆคูๆ ....
เข้าใจประเด็นแล้วนะครับ (?)
ประเด็นที่ ๙
น่าสนใจว่า ถ้าท่านพุทธทาสยังมีชีวิตอยู่ แล้วฤทธีบังอาจไปพูดทฤษฎีซี้ซั้วนี้ให้ท่านพุทธทาสฟัง จะโดนท่านด่าตกทะเลอย่างไร
เพราะท่านพุทธทาสนั่นแหละ ที่ด่าคนเขียนอภิธรรมปิฎกเป็นไอ้พวกอยากจะอวดเบ่ง ในพระสูตรที่ไหนๆ ก็มีแต่ รูปฌาน ๔ แต่ไอ้พวกแต่งอภิธรรมมันเขียนเป็นฌาน ๕ เป็นรูปฌาน ๕ ! 1
ผมล่ะอยากจะรู้ว่า มันจะ Brief & Short Note กันยังไง ที่ทำให้เนื้อหาพระสูตรคือรูปฌาน ๔ กลายเป็นรูปฌาน ๕ !
รวมอรูปฌานเข้าไปด้วยก็เลยกลายเป็น ฌาน ๙ - สมาบัติ ๘ ก็เลยกลายเป็นสมาบัติ ๙
และไม่ใช่แต่เพียงรูปฌาน ๕ เท่านั้น ใน Brief & Short Note ยังแจกแจงด้วยว่า จิตที่ทำหน้าเป็นรูปฌานมีกี่ดวง ปรากฏว่า Brief & Short Note ระบุว่า จิตที่เป็นรูปฌาน มี ๕ ดวง โดยจิตดวงที่เป็นรูปฌาน ๓ นั่นแหละ ตรงกับจิตรูปฌาน ๒ ในพระสูตร
ทีนี้ ถ้าโกย Brief & Short Note ทิ้งไปเสีย เราก็ยังมิได้สูญเสียอะไรเลย คือ ในต้นฉบับบอกว่า รูปฌานมี ๔ พอโกยไอ้ Brief & Short Note ไปทิ้งแล้ว พุทธศาสนาของเราก็ยังมีรูปฌานนับได้ ๕ เหมือนเดิม ?
เพราะว่าพระสูตรบอกว่ารูปฌานนับได้ ๔ แต่ Brief & Short Note บอกว่ามี ๕ เมื่อโกยทิ้งทะเลแล้ว ก็ต้องนับให้มันได้ ๕ (สิโว้ย) นับยังไงก็ไม่รู้หละ แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า แม้อภิธรรมปิฎกขาดหายไป แต่เนื้อหาในอภิธรรมปิฎกก็มิได้สูญหายไปไหนเลย เพราะข้อความในอภิธรรมปิฎกยังอยู่ในพระสูตรพระวินัยอย่างครบถ้วนนั่นเอง เมื่อข้อความของอภิธรรมปิฎกยังอยู่ในพระสูตรอย่างครบถ้วน ..
ดังนั้น พระสูตรบอกว่ารูปฌานมี ๔ เมิงก็ต้องนับให้มันได้ ๕ สิวะ!
ต้องนับให้มันได้อย่างงี้ เข้าใจม้ายย
ผมขอตอบอธิบายเพื่อคลี่คลายความสงสัย ดังต่อไปนี้
(๑) ผมขอสารภาพตามตรงว่า ผมไม่ชอบคนประเภท “พูดมาก เพ้อเจ้อ” เลยแม้แต่น้อย เพราะผมเห็นว่า ในการสนทนานั้น ควรพยายามกล่าวอย่างกระชับ ชัดถ้อยชัดคำ และตรงประเด็นให้มากที่สุด หวังว่าท่านทั้งหลายจะไม่ถือสา ที่ผมกล่าวตรงๆแบบนี้
(๒) ที่จริงแล้ว ไม่น่าอ้างเรื่อง ฌาน ๔ ฌาน ๕ ขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ ถ้าหากในความเป็นจริงแล้ว บรรดานักอภิธรรมทั้งหลายจะสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งว่า มีพุทธพจน์ตรัสถึง อภิธรรม หรือไม่ และอย่างไร แต่ในเมื่อยกขึ้นมาอ้างแล้วอย่างนี้ ผมย่อมถือเป็นภาระที่จะต้องอธิบายตามสมควร
(๓) ถ้าพิจารณาในพระสูตรย่อมพบแต่ที่ตรัสว่า ฌาน ๔ โดยมีการแยกองค์(ฌาน) ดังนี้ว่า ....
๑.ปฐมฌาน มีองค์ ๕ (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา)
๒.ทุติยฌาน มีองค์ ๓ (ปีติ สุข เอกัคคตา)
๓.ตติยฌาน มีองค์ ๒ (สุข เอกัคคตา)
๔.จตุตถฌาน มีองค์ ๒ (อุเบกขา เอกัคคตา)
แต่ได้ปรากฏความในอภิธรรมปิฎกว่ามีการแยกองค์(ฌาน) เป็น ๕ ดังนี้คือ ....
๑.ปฐมฌาน มีองค์ ๕ (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา)
๒.ทุติยฌาน มีองค์ ๔ (วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา)
๓.ตติยฌาน มีองค์ ๓ (ปีติ สุข เอกัคคตา)
๔.จตุตถฌาน มีองค์ ๒ (สุข เอกัคคตา)
๕. ปัญจมฌาน มีองค์ ๒ (อุเบกขา เอกัคคตา)
ทั้งนี้ หากท่านทั้งหลาย ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ก็จะพบความแตกต่างอยู่เพียงว่า ในกรณี ฌาน ๕ ของฝ่ายอภิธรรมนั้น ท่านเพียงแต่แบ่งซอยละเอียดออกไปจากฌาน ๔ โดยแทรกฌานที่ ๒ เพิ่มขึ้นมาอีกข้อหนึ่ง ระหว่าง ปฐมฌานและทุติยฌาน(ตามแบบพระสูตร)
แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็จะพบว่า เมื่อนับองค์ฌานดูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจำแนกฌานแบบพระสูตรหรือแบบอภิธรรม ก็ยังมีองค์ฌานเหมือนกัน ๕ อย่างอยู่นั่นเอง
ดังนั้น การนายระนาดเอกกล่าวว่า “ผมล่ะอยากจะรู้ว่า มันจะ Brief & Short Note กันยังไง ที่ทำให้เนื้อหาพระสูตรคือรูปฌาน ๔ กลายเป็นรูปฌาน ๕” ผมได้อธิบายให้ฟังแล้วนะครับ ....
ทั้งนี้ ผมก็ยังหวังอยู่ว่านายระนาดเอกคงจะไม่แสดงภูมิเพื่อมากดขี่ผมว่า เมื่อBrief & Short Noteแล้ว สิ่งที่ได้มันก็ควรจะสั้นลง มิใช่ว่า ยิ่งBrief ก็ยิ่งได้ใจความมากขึ้นหลากหลายปริยาย ทั้งนี้ก็เพราะผมกล่าวถึง Brief ด้วยลักษณะของการ “อุปมา” เพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อถึงบทสรุป ผมได้กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ....
เพราะในแง่ของความเป็นจริงก็คือ ทั้ง Brief หรือ Short note หรือ Key นั้นย่อมเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาสามารถ วิเคราะห์และสังเคราะห์ขึ้นมาได้ใหม่ทุกเมื่อ ตราบเท่าที่ยังมีข้อความหลักของหนังสือนั้นอยู่อย่างครบถ้วน
ซึ่งการกล่าวถึงคำว่า วิเคราะห์และสังเคราะห์ พร้อมๆกับคำว่า Brief หรือ Short note หรือ Key นั้นย่อมมิได้หมายความผมสับสนในความหมายของคำเหล่านี้หรอกนะครับ มันเป็นแต่เพียงแค่อุปนิสัยการพูดแบบรวบรัดของผมเท่านั้นเอง(หวังว่าจะไม่ถือสาหาความกัน)
ที่กล่าวถึง การวิเคราะห์(analysis) และการสังเคราะห์(synthesis) ขึ้นมานั้น ก็เพื่ออธิบายให้เข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว ส่วนหนึ่งของ อภิธรรมปิฎก ก็คือการ วิเคราะห์และสังเคราะห์ พุทธพจน์จาก พระสูตรและพระวินัยนั่นเอง และนั่นจึงเป็นตอบที่ว่า ทำไมฌาน ๔ จากพระสูตร จึงได้กลายเป็น ฌาน ๕ เมื่อปรากฏอยู่ในอภิธรรมปิฎก กล่าวคือ นั่นเป็นผลจากการวิเคราะห์(analysis) และการสังเคราะห์(synthesis) ฌาน ๔ในพระสูตรโดยผู้แต่งอภิธรรมปิฎกนั่นเอง !!!!
อ้างความจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ ธรรมสังคณีปกรณ์ ....
ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร เป็นไฉน?
ทุติยฌานในรูปาวจรปัญจกนัย ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา ทุติยฌานในโลกุตตรปัญจกนัย ฝ่ายกุศล และฝ่ายวิบาก เว้นวิจารที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร.
ทีนี้ เราท่านทั้งหลาย เมื่อพบการจำแนกฌานแบบอภิธรรมเป็นฌาน ๕ ดังนี้แล้วเราควรทำอย่างไร (?)
ดังที่ผมกล่าวไว้(จนบ่อย)แล้วว่า หากมีผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามกล่าวอ้างว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา” พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาใว้เป็นหลักการ คือ “พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย”
๑) ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว ดังนั้น พวกเธอพึง ทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
๒) ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำ สั่งสอนของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว
ในกรณี ฌาน ๕ นี้ก็เช่นกัน เราในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทก็ย่อมที่จะไม่เชื่อหรือคัดค้านในทันที หากแต่ควรทำการ สอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ดูว่า เข้ากันได้ ลงกันได้ หรือไม่ (?)
ซึ่งในกรณีนี้ ผมได้ทำการตรวจสอบแล้วพบว่า แท้ที่จริงพระเถระผู้รจนาพระอภิธรรมปิฎก ก็ได้อาศัยเค้าความจากพุทธพจน์นั่นเอง ดังปรากฏความซึ่งพระพุทธองค์ตรัสกับท่านพระอนุรุทธ ดังนี้ว่า ....
“ดูกรอนุรุทธ เรานั้นได้เจริญสมาธิมีวิตกมีวิจารบ้าง ได้เจริญสมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารบ้าง ได้เจริญสมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจารบ้าง ได้เจริญสมาธิมีปีติบ้าง ได้เจริญสมาธิไม่มีปีติบ้าง ได้เจริญสมาธิสหรคตด้วยสุขบ้าง ได้เจริญสมาธิสหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง ฯ” (อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ข้อ ๔๖๖ )
เมื่อได้ทำการสอบสวนมาถึงขั้นนี้ เราในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทก็ย่อมที่จะ “ปลงใจเชื่อ” ได้อย่างแน่นอนว่า ฌาน ๕ ตามนัยอภิธรรม นับได้ว่าเป็นพุทธพจน์ สามารถเชื่อถือได้ ซึ่งนี่ก็คือการพิจารณาความต่างๆในกรอบของพระพุทธศาสนาด้วยหลักมหาปเทส ๔ นั่นเอง ....
สรุปก็คือ ผมไม่เห็นว่า กรณี ฌาน ๕ จะเป็นประเด็นปัญหาอะไรนี่ครับ กล่าวคือ แม้ข้อความในอภิธรรมปิฎก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ ธรรมสังคณีปกรณ์ ข้อ ๖๖๘ จะหายไป แต่ข้อมูลพื้นฐานอันเป็นที่มาของ ฌาน ๕ ในอภิธรรมปิฎก ก็ยังปรากฏอยู่อย่างครบถ้วนในพระสูตรและพระวินัย ดังที่ผมแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วข้างต้น
ฉนั้น ถ้าใครก็ตาม ต้องการจะเสวนาโต้แย้งกับผม ก็ขอความกรุณาว่า ไม่ต้องโอ้อวดภูมิรู้ให้มากนักก็ได้ แต่ขอให้โต้แย้งด้วยการ แสดง เหตุผลและหลักฐานที่ชัดแจ้ง โดยถือเอาพุทธพจน์เป็นหลักนั้นจะเหมาะกว่า
หรือท่านทั้งหลายจะว่าอย่างไร (?)
ประเด็นที่ ๑๐
นี่แค่เรื่องมหัคคตจิตเรื่องเดียว โกยทิ้งทะเลยังไง จิตก็ยังอยู่ครบเห็นปานนี้
ถ้าไปกล่าวถึง หสิตุปฺปาทจิต หรือจิตแย้มของพระอรหันต์เมื่อประสบ อโนฬาริการมณ์ หรือ มหากิริยาโสมนัสจิต ที่พระอรหันต์ยิ้มเมื่อประสบ โอฬาริการมณ์ ซึ่งไม่มีคำอธิบายความแตกต่างสองอย่างนี้อยู่ในพระสูตรพระวินัยที่แห่งใดเลย มีแต่เล่าว่าพระสาวกไปพร้อมกับพระโมคคัลลาน์ เห็นพระโมคคัลลาน์ “แย้ม” ก็ถามว่าท่านแย้มอะไร พระโมคคัลลาน์ก็เล่าว่าเห็นเปรตลอยผ่านไป ฯลฯ
หรือพระสูตรเล่าว่าพระภิกษุไปฉันที่บ้านนิมนต์ เดินผ่านเณรก็ลูบหัวเอ็นดูเณร เณรนั้นก็ “ยิ้ม” ไม่ว่าอะไร พระพุทธเจ้าถามภิกษุว่า เห็นพระอรหันต์มั้ย ภิกษุว่าไม่เห็น ฯลฯ ที่แท้ก็เณรนั้นนั่นเอง พระอรหันต์
ยิ้มกับแย้มของพระอรหันต์นี้ มี “จิต” ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แสดงไว้ละเอียดชัดในพระอภิธรรม !
ต้องรวมจิต ๕ ดวงของพระอรหันต์ไว้ จึงจะนับจำนวนจิตในพระพุทธศาสนาได้ ๘๙ หรือ ๑๒๑
หสิตุปฺปาทจิต ไม่ปรากฏในพระสูตรใดๆ เลย
แต่ถ้าโกย Brief & Short Note ทิ้งทะเลเสียให้หมด เราก็ยังนับจำนวนจิตได้ ๘๙ หรือ ๑๒๑ ?!
ก็ปราชญ์ท่านกล่าวว่า แม้อภิธรรมปิฎกขาดหายไป แต่เนื้อหาในอภิธรรมปิฎกก็มิได้สูญหายไปไหน เมื่อข้อความของอภิธรรมปิฎกยังอยู่ในพระสูตรอย่างครบถ้วน แม้ว่าจะไม่มีการกล่าวรายละเอียดจิตยิ้มจิตแย้มของพระอรหันต์ ว่ามีเจตสิกประกอบเท่าไร ฯลฯ อยู่ในพระสูตรพระวินัยเลย ก็ไม่รู้หละ เดี๋ยวสรุปเอาจากพระสูตรพระวินัย ก็จะนับได้จำนวนจิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ จนได้แหละ เพราะข้อความในอภิธรรมปิฎกยังอยู่ในพระสูตรพระวินัยอย่างครบถ้วนนั่นเอง
โมเมตัวพ่อเลยมั้ยล่ะ !!
ผมขอตอบอธิบายโดยสังเขปว่า ....
ผมไม่ได้โมเมอะไรหรอก ดังที่ได้อธิบายมาให้ฟังตามสมควรแล้วว่า ส่วนหนึ่งของ อภิธรรมปิฎก ก็คือการ วิเคราะห์และสังเคราะห์ พุทธพจน์จาก พระสูตรและพระวินัยนั่นเอง ดังนั้นขอกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกส่วนหนึ่งของอภิธรรมปิฎกก็คือ คำอธิบาย “ปฏิเวธ” อย่างละเอียดพร้อมด้วยศัพท์บัญญัติ ซึ่งมักไม่พบข้อความในลักษณะนี้จากพระสูตรและพระวินัย
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า หากมีใครสักคนมาถามผมว่า เขาจะเริ่มต้นศึกษาพระพุทธศาสนาด้วยคัมภีร์เล่มใดจึงจะเหมาะสม ผมก็ย่อมบอกกล่าวแก่เขาว่า ควรศึกษาพระสูตรและพระวินัย โดยเว้น อภิธรรมปิฎก(เอาไว้ก่อน) ในกรณีที่ ถ้าหากเขาผู้นั้นเห็นว่า ทุกข์และความดับทุกข์เป็นเรื่องเร่งด่วนในชีวิตของเขา !!!!
ถามว่าทำไม จึงต้องบอกเขาอย่างนั้น เหตุผลข้อหนึ่งที่สำคัญก็คือ ข้อความใน อภิธรรมปิฎก มีบางส่วนที่เป็นการอธิบายปฏิเวธ ซึ่งไม่เหมาะ(สม)เลยสำหรับผู้เริ่มปฏิบัติ ที่จะไปสอดรู้สอดเห็น ฯ ฉนั้น ใครที่ชอบอวดอ้างตัวว่าเป็นนักปฏิบัติ ก็ลองพิเคราะห์ดูเถิดว่า .... เหตุผลที่แท้จริงในประเด็นนี้ คืออะไร (?)
ขออนุญาตตอบย่อๆแค่นี้ ....
ประเด็นที่ ๑๑
นั่นก็แปลว่า ท่านพุทธทาสจะด่าไอ้พวก Brief & Short Note อวดเบ่งยังไงก็ไม่รู้แหละ ถ้าโกยอภิธรรมปิฎกทิ้งทะเลซะแล้ว นับจำนวนจิตจนทั่วทั้งพระสูตรพระวินัย ก็ยังนับได้ ๘๙ หรือ ๑๒๑ เหมือนเดิมจนได้แหละวะ เหตุผลก็คือ ปราชญ์ท่านบอกว่า อะไรๆ ในอภิธรรมมันยังอยู่ในพระสูตรพระวินัยครบถ้วน
นี่เพียงแค่เรื่อง จำนวนจิต เรื่องเดียว
คคห นี้ กล่าวถึงเรื่อง ฌาน จึงน่าสนใจว่า การจะแยกแยะว่า บุคคลที่สำคัญตนว่าได้ฌาน เขาได้ฌานจริงหรือไม่ ตัดสินได้อย่างไร
ย้อนกลับไปถามผู้ที่คิดว่า พระอภิธรรมเป็น Brief & Short Note ของพระสูตรพระวินัยว่า ถ้าไม่อาศัยพระอภิธรรมปิฎกเสียแล้ว ให้ยกพระสูตรพระวินัยมาแสดงให้ดูซิว่า ที่ว่าได้ฌานนั้น สภาวะเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหนในพระสูตรพระวินัย
ถ้าท่านไม่เคยศึกษาพระอภิธรรม ถ้ามีคนมาขอให้ท่านสอบอารมณ์ให้ทีว่า เขาได้ฌานจริงมั้ย ท่านจะอาศัยอะไร? ท่านจะสอบสวนอย่างไร? ท่านจะตัดสินยังไง?
ผู้ได้ฌานอภิญญานอกพุทธศาสนามีมากมายทุกยุคสมัย แต่ไม่เคยมีปรากฏในลัทธิศาสนาใดๆ มาก่อน เรื่องหลักการในการ "สอบ" อารมณ์ฌาน ว่าเป็นของจริงของเก๊
ไหนล่ะครับ ต้นฉบับของ Brief & Short Note อยู่ตรงไหนล่ะครับ หลักการอยู่ไหนครับ ตรงไหนครับ พระสูตรพระวินัย อยู่ไหนครับ ยกมาเลย
ผมขอตอบอธิบายโดยสังเขปว่า ....
เรื่อง จิต ๘๙ หรือ จิต ๑๒๑ นั่นเป็นเรื่องของบัญญัติ โดยการจำแนกด้วย การวิเคราะห์(analysis) และการสังเคราะห์(synthesis) ซึ่งที่จริงแล้ว ก็เกินจำเป็น(เฟ้อ) ถ้าเป็นผู้มีปัญญาดี ก็ย่อมทำได้ไม่ยากอะไร แต่ถ้าเป็นผู้ด้อยปัญญา ก็ใส่ใจเอาแต่เรื่องทุกข์และความดับทุกข์นั้นเถิด จะได้ไม่ต้องเกิดมาตายเปล่า ในชาตินี้ ....
เรื่องฌานนั้น ผมได้อธิบายไปมากแล้วนะครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายระนาดเอก จะเข้าใจได้ถึงวิธีการศึกษาพระธรรมวินัยโดยเฉพาะก็คือพุทธพจน์ อย่างถูกต้องตามหลักการได้อย่างไร ผมคงไม่ต้องอธิบายซ้ำอีกนะครับ !!!!
ปล. ผมล่ะขำจริงๆ ด้วยเหตุที่เพิ่งทราบจากนายระนาดเอกผู้นี้ว่า ....เขาใช้ “นักอภิธรรม” ในการสอบอารมณ์ (พระ)โยคาวจร เฮอะ เฮอะ ๆๆๆๆๆ
ถ้าหากทำกันอย่างนี้จริง วงกรรมฐาน มิฉิบหาย กันหมดแล้วหรือครับ (?) .... เฮ้ออออออออ
ประเด็นที่ ๑๒
พระอภิธรรมปิฎกนั้นแหละ คือพุทธพจน์ ถ่ายทอดจากพระโอษฐ์โดยตรง
ใครมันจะไปมีปัญญา Brief & Short Note ได้รายละเอียดครบถ้วนปานนั้น ในเมื่อต้นฉบับไม่มีแสดงไว้เลย ?
ก็เพราะอย่างนี้ไง ท่านถึงได้จัดให้ เนื้อหากระบวนการทำงาน จิต เจตสิก ฌาน ญาณ ลำดับการทำงานของจิตในขณะบรรลุมรรคผล ฯลฯ แยกไว้เป็นปิฎกต่างหาก
อาศัยตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ยกมา ผมก็ขอบอกว่า
การโต้แย้งกระทู้ http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y10496205/Y10496205.html
เหตุผล ที่ท่านพุทธทาส วิจารณ์ พระไตรปิฏก อรรถกถา คัมภีร์ ของเถรวาท{แตกประเด็นจาก Y10483111} นั้น..
เป็นทัศนะ ความเห็น เหตุผล ตรรกะ ฯลฯ ที่ยังใช้ไม่ได้เลย เสียเวลาอ่าน! (สรุปอย่างนี้ ผมโมเมเก่งมั้ยล่ะ)
เรื่องฤทธีโมเมผู้อื่น ยังมีให้เห็นอยู่ประปราย ที่จำได้คือไปพาดพิง พระคันธสาราภิวงศ์ ผู้เขียน พระอภิธรรมเป็นพระพุทธพจน์ ว่าจะไปรื้อมาดูกันใหม่ แต่ปัญหาคือ นี่มันหกโมงเช้าแล้ว แดร็กคูล่าจะกลับโลง ดังนั้นก็ตัวใครตัวมัน
ผมขอตอบอธิบายโดยสังเขปว่า ....
การที่นายระนาดเอกกล่าวว่า “พระอภิธรรมปิฎกนั้นแหละ คือพุทธพจน์ ถ่ายทอดจากพระโอษฐ์โดยตรง” นั้นจะต้องชี้ให้ชัดเจนด้วยว่า
(๑) ผมไม่ได้บอกนี่ครับว่า อภิธรรม มิใช่พุทธพจน์
(๒) หากแต่การอ้างว่า อภิธรรม(ปิฎก) ถ่ายทอดมาจากพระโอษฐ์โดยตรงนั้น คุณยังมิได้แสดงหลักฐานให้เห็นจริงนะครับว่า พระพุทธองค์ตรัสว่า อภิธัมเม หมายถึง อภิธรรมปิฎก เอาไว้ที่ไหน (?)
ประเด็น พระคันธสาราภิวงศ์ ผู้เขียน พระอภิธรรมเป็นพระพุทธพจน์ นั้น ผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยากนี่ครับ ผมขออนุญาตแสดงหลักฐานเกี่ยวกับวิธีการใช้เหตุผลของ พระคันธสาราภิวงศ์ โดยย่อ ดังนี้ว่า ....
การที่พระคันธสาราภิวงศ์ สรุปเอาเองว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสอภิธรรมปิฎกที่ดาวดึงส์ โดยอ้างข้อความจาก โลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร กรณี จันทนเทวบุตร ได้กล่าวกับท่านพระโลมสังกังคิยะ ความว่า ....
“ดูกรภิกษุ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ที่ควงไม้ปาริจฉัตตกะ ในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ ณ ที่ นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญแก่เทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า .... ฯลฯ” (อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ข้อ ๕๖๗ )
ที่จริงแล้ว “อุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ” เป็นสูตรที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้หลายครั้งปรากฏอยู่ใน มัชฌิมนิกาย (๑.ภัทเทกรัตตสูตร ๒.อานันทภัทเทกรัตตสูตร ๓.มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร และ ๔.โลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร) เพียงแต่ กรณีที่ตรัสกับ ท่านพระโลมสังกังคิยะ พิเศษกว่ากรณีอื่นตรงที่ จันทนเทวบุตร อ้างว่าเคยฟังสูตรนี้แล้วครั้งหนึ่ง เมื่อคราวที่ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ที่ควงไม้ปาริจฉัตตกะ ในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์
ซึ่งผมก็มิได้เห็นว่าเป็นปัญหาอะไร ก็ในเมื่อมีข้อความปรากฏอยู่ในพระสูตรดังนี้ว่าพระพุทธองค์ได้เคยแสดงธรรมที่ดาวดึงส์จริง เราก็ต้องยอมรับว่ามีหลักฐานนี้อยู่จริง
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ในพระสูตรดังกล่าวได้ระบุอย่างชัดเจนว่า พระธรรมที่ตรัสนั้นคือ “อุเทศและวิภังค์ ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ” มิได้ระบุว่าตรัส “อภิธรรมปิฎก” ดังนั้น ถ้าหากว่าเราซื่อสัตย์ต่อหลักฐานชั้นต้นคือพุทธพจน์จริง ในกรณีนี้เราย่อมต้องสรุปว่า ....
ในชั้นพุทธพจน์ กล่าวคือ ข้อความในพระสุตตันตปิฎก(พระสูตร) ปรากฏหลักฐานว่า ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดง “อุเทศและวิภังค์ ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ” ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จริง !!!!
แต่ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) มิได้สรุปแค่นี้นี่ครับ ท่านกลับอ้างว่า เมื่อพบหลักฐานในพระสูตรว่าพระพุทธองค์เสด็จดาวดึงส์จริง นั่นย่อมหมายความว่า มติอรรถกถาจารย์ที่กล่าวว่า พระพุทธองค์ตรัสอภิธรรมปิฎกที่ดาวดึงส์เป็นความจริงเช่นกัน
เมื่อมีคนแย้งว่า แล้วเหตุใดจึงไม่พบข้อความจาก ภัทเทกรัตตสูตร อยู่ในอภิธรรมปิฎกเลย (?) ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) ให้เหตุผลเอาไว้ดังนี้ว่า ....
“คาดว่าไม่ได้รับการบันทึกไว้ เพราะปรากฏในพระสุตตันตปิฎกแล้ว จึงไม่บันทึกเอาไว้อีกตามวิธีการสังคายนาซึ่งรวบรวมธรรมที่ซ้ำกันไว้เป็นหมวดหมู่ในที่แห่งเดียว”
ในเมื่อ นายระนาดเอก แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) มากนัก ดังนั้นขอให้ช่วยอธิบายความแทนพระรูปนี้ให้ทีว่า ไอ้ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น .... มันสมเหตุผล ตรงไหน (?)
(๑) จากข้อความในพระสูตรซึ่งระบุชัดว่า พระพุทธองค์ตรัสแสดง “อุเทศและวิภังค์ ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ” ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วความข้อนี้มันจะกลายเป็นพระพุทธองค์ตรัส อภิธรรมปิฎก ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไปได้อย่างไร แบบนี้แปลว่า ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) โมเมตัวพ่อเลยมั้ยล่ะ !!!!
(๒) การที่ท่านท่านพระคันธสาราภิวงศ์ อ้างว่า ที่ไม่ปรากฏภัทเทกรัตตสูตร อยู่ในอภิธรรมปิฎก เพราะมีอยู่ในพระสูตรแล้ว จึงไม่บันทึกไว้อีก ตามวิธีการสังคายนา (!) ซึ่งคำกล่าวนี้ .... ไม่เป็นความจริง !!!!
ตัวอย่างเช่น ในพระสูตร(อังคุตตรนิกาย) มี ปุคคลวรรค ในอภิธรรมปิฎก(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖) ก็ปรากฏว่ามี ปุคคลบัญญัติปกรณ์ .... อ้าววววววว แล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่า “จดซ้ำ” หรือพระคุณท่าน (?)
ตัวอย่างการจดข้อความซ้ำกันในพระไตรปิฎกมีอีกเยอะแยะไปหมด เช่น ครุธรรม ๘ ประการที่ตรัสกับท่านมหาปชาบดีโคตมี ก็ปรากฏอยู่ทั้งในพระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก กล่าวโดยสรุปก็คือ หลักการที่ ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) อ้างขึ้นมานั้น ไม่เคยมีอยู่จริง แบบนี้แปลว่า ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) โมเมตัวพ่อเลยมั้ยล่ะ !!!! ระนาดเอกก็อธิบายมาให้ชัดเจนด้วยก็แล้วกัน ....
ประเด็นที่ ๑๓
ความคิดเห็นที่ 42
วันนี้ขอยกอีกบทหนึ่ง จาก ขุททกนิกาย อปทาน
มาให้หลายๆท่านได้มีความเลื่อมใสในพระไตรปิฎก
รวมทั้งพระอภิธรรมปิฎกดังนี้นะครับ
----------------------------------------------------------------
"พระมุนีสัมพุทธชินเจ้าทรงแผลงฤทธิ์
ต่างๆ เสด็จไปยังดาวดึงส์เทวโลก ประทับเหนือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์
ทรงจำพรรษาอยู่ ณ ดาวดึงส์นั้น ทรงแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์"
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕
ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก
ว่าด้วยพระประวัติพระโกนาคมนพุทธเจ้า link
----------------------------------------------------------------
จะเห็นได้ว่า ในพระสูตรเองก็แสดงเรื่องนี้ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว
ว่าการแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาในดาวดึงส์นั้น
เป็นธรรมเนียมและเกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ถ้าเรามีความเชื่อมั่นและจริงใจในพระไตรปิฎก ทุกบทก็จะ
สอดคล้องและรับเข้ากันได้หมด
จากคุณ : ชาวมหาวิหาร
เขียนเมื่อ : 10 พ.ค. 54 14:27:55
ผมขอตอบอธิบายโดยสังเขปว่า ....
ข้อความที่สมาชิกท่านนี้นำมาอ้างอิงนั้น ถือว่าใช้ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่อาจนำมาคัดค้านพุทธพจน์ที่ตรัสว่า อภิธัมเม หมายถึง โพธิปักขิยธรรม ได้อยู่ดี !!!!
บางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้น .... (?)
ขออธิบายให้ฟังดังนี้ว่า แท้ที่จริงแล้ว ข้อความทั้งหมดใน คัมภีร์อปทาน ล้วนแล้วแต่อยู่ในรูปแบบของคำฉันท์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สามารถสรุปได้อย่างง่ายดายว่า นี่เป็นคัมภีร์รุ่นหลังปฐมสังคายนา เนื่องจากพระพุทธองค์ได้รับสั่งกับภิกษุทั้งหลาย ปรากฏความใน พระวินัยปิฎกเล่ม ๗ ข้อที่ ๑๘๐ ความว่า ….
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงยกพุทธวจนะขึ้นโดยฉันท์(ภาษาสันสกฤต) รูปใดยกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ”
ซึ่งย่อมเป็นที่แน่นอนเช่นกันว่า พระอรหันตสาวก ๕๐๐ รูปเมื่อครั้งปฐมสังคายนา ย่อมมิอาจล่วงละเมิดพระพุทธบัญญัตินี้(รวมทั้งพระบัญญัติอื่นด้วย)อย่างแน่นอน เนื่องจากท่านมีมติอย่างชัดแจ้งว่า ....
“สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว”
จึงเป็นอันสรุปได้ว่า ข้อความจาก คัมภีร์อปทาน เป็นคัมภีร์รุ่นหลัง มิใช่พุทธพจน์แน่ๆ ขอย้ำชัดๆนะครับว่า ข้อความในคัมภีร์อปทานนี้ มิใช่พุทธพจน์แท้ๆ และได้ถูกนำเข้ามาภายหลังปฐมสังคายนา แน่นอน !!!!
ประเด็นที่ ๑๔
ความคิดเห็นที่ 42
----------------------------------------------------------------
หลายท่านอาจจะสงสัยว่า พระอภิธรรมนั้นแสดงแก่ใครกันแน่
ในอัฏฐสาลีนีนั้นได้อธิบายว่า เมื่อทรงแสดงอภิธรรมบนดาวดึงส์นั้น
ก็ได้มาแสดงแก่พระสารีบุตรด้วย หลังจากนั้นพระสารีบุตรก็ได้
สอนต่อๆแก่พระสาวกทั้งหลายเป็นลำดับๆ
ส่วนบทที่ว่าพระอานนท์นั้นได้เรียนพระธรรมขันธ์ ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
จากพระพุทธเจ้า และได้เรียนที่เหลืออีก ๒๐๐๐ จากพระมหาสาวกมี
พระสารีบุตรเป็นต้นนั้น ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า
พระอานนท์ก็ได้เรียน พระอภิธรรมปิฎกจากพระพุทธเจ้าโดยตรงเช่นกัน
ข้อนี้โปรดให้นึกถึง พรที่พระอานนท์ได้ขอจากพระพุทธเจ้าว่า
เมื่อทรงแสดงธรรมที่ไหนแล้ว ขอให้ได้มาแสดงธรรมนั้นแก่
พระอานนท์ทุกบท เพื่อที่พระมหาอุปัฏฐากพระอานนท์จะได้ไม่เป็น
ที่ครหาว่าเป็นผู้ใกล้ชิดพระองค์แต่กลับไม่รู้ธรรมบางข้อ
บางท่านอาจจะสงสัยว่า คัมภีร์กถาวัตถุนั้น เกิดขึ้นในการสังคายนา
ครั้งที่สามมิใช่หรือ แล้วเช่นนี้จะกล่าวว่า พระอภิธรรมเป็นพุทธพจน์ได้อย่างไร
ข้อนี้ตอบว่า กถาวัตถุนั้น แม้พระโมคคัลลีปุตตติสสเถระ เมื่อจะแสดงปกรณ์นี้
ท่านก็มิได้แสดงด้วยญาณของตน แต่แสดงตามมาติกาที่ตั้งไว้โดยนัย
ที่พระศาสดาประทาน ประมวลพระสูตรมาพันหนึ่ง คือ พระสูตร ๕๐๐ สูตร
ในฝ่ายสกวาที พระสูตร ๕๐๐ สูตรในฝ่ายปรวาที ซึ่งนัยแห่งมาติกานี้
ก็ได้ถูกแสดงโดยพระผู้มีพระภาคมาแต่ก่อนในพุทธกาลแล้ว ประดุจดัง
มธุปิณฑิกสูตร นั่นแล โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องนี้ได้ใน
อัฏฐสาลินีอรรถกถา หน้า 13 ถึง 17
จากคุณ : ชาวมหาวิหาร
เขียนเมื่อ : 10 พ.ค. 54 14:27:55
ประเด็นนี้ ขอแสดงข้อคัดค้าน ด้วยหลักฐานในชั้นอรรถกถา จากอัฏฐสาลินี(เล่มเดียวกันนั่นแหละ)
ซึ่งระบุว่า พระพุทธองค์ ตรัสอัฏฐกถากัณฑ์กับสัทธิวิหาริกของท่านพระสารีบุตรโดยตรง
ดังนั้น ผมจึงได้กล่าวอยู่เสมอว่า ข้อมูลในชั้นอรรถกถานั้น ต้องฟังหูไว้หูเสมอ .... ชัดเจนแล้วนะครับ (?)
ถามว่า ก็อัฏฐกถากัณฑ์นี้ เกิดแต่ใคร ?
ตอบว่า เกิดแต่พระสารีบุตรเถระ.
จริงอยู่ พระสารีบุตรเถระได้กล่าวอัฏฐกถากัณฑ์ให้สัทธิวิหาริกของ
ท่านรูปหนึ่ง ซึ่งไม่อาจกำหนดขยายเนื้อความในนิกเขปกัณฑ์ได้ แต่อัฏฐกถา
กัณฑ์นี้ ท่านกล่าวคัดค้านไว้ในมหาอรรถกถาว่า ธรรมดาพระอภิธรรมไม่ใช่
เป็นวิสัยของพระสาวก ไม่ใช่เป็นโคจรของพระสาวก พระอภิธรรมนี้เป็น
พุทธวิสัย เป็นโคจรของพระพุทธเจ้า แต่พระธรรมเสนาบดีถูกสัทธิวิหาริก
ถามแล้ว จึงพาสัทธิวิหาริกนั้นไปสำนักพระศาสดา แล้วทูลถามต่อพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสอัฏฐกถากัณฑ์ประทานแก่ภิกษุนั้น. ฯลฯ
ประเด็นที่ ๑๕
ความคิดเห็นที่ 73
ระหว่างที่ผมยังค้นกระทู้เก่าที่จะนำมาอ้างอิงไม่พบ
เพื่อแสดงว่า "ทฤษฎีโมเม" นั้น สร้างความเสียหายให้แก่ท่านพุทธทาสอย่างไร
เผอิญได้อ่านเนื้อความที่คุณชาฯ อุตส่าห์เรียบเรียง text ให้ใหม่..
ได้เห็นฤทธีกล่าวถึง กาลามสูตร
ก็ขอเชิญสมาชิกคุยกันอภิปรายไปพลาง ว่า
กาลามสูตร มีเนื้อหาอย่างไร?
เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์ เป็นไปเพื่อการดับทุกข์หรือไม่?
"..ท่านสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า ข้อความใน กาลามสูตร เกี่ยวข้องกับทุกข์และความดับแห่งทุกข์อย่างไร อีกทั้งท่านสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า หากแม้ในชาติหนึ่งชาติใด ท่านมีวาสนาได้พบเพียงแต่กาลามสูตรนี้เพียงสูตรเดียวเท่านั้นในชีวิต ท่านจะสามารถนำข้อความจากสูตรนี้ ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์โดยไม่เหลือ ได้หรือไม่ (?)
โดยตรรกะเดียวกับที่ฤทธีอ้างใช้กับ มหาสมยสูตร ..
ถ้ากาลามสูตรไม่มีเนื้อหาประโยชน์เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์โดยไม่เหลือ
กาลามสูตรนี้ก็ควรจะเสมอภาคกับมหาสมยสูตร คือ เป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้" !!
และเราก็ควรเห็นตามและปฏิบัติตามข้อเสนออันแสดงถึงความเคารพพระไตรปิฎกอย่างเหลือล้นของท่านพุทธทาส ..
และเป็นข้อเสนอที่จะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลต่อพระไตรปิฎกอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ..
คือสมควร "เอาออกทั้งหมด" ใช่หรือไม่ ?!
จากคุณ : ระนาดเอก
เขียนเมื่อ : 11 พ.ค. 54 02:39:41
ผมขอตอบอธิบายโดยสังเขปว่า ....
สิ่งแรกที่ผมเห็นว่าควรกล่าวให้เข้าใจตรงกันเสียก่อนว่า มันไม่ใช่การเอาออก หรือไม่เอาออก แต่มันควรเป็นว่า เอาใจใส่ หรือ ไม่ควรเอาใจใส่ ต่อข้อความนั้นๆ เสียมากกว่า .... ชัดเจนนะครับ (?)
ในกรณีของ กาลามสูตรนั้นย่อมชัดเจนอยู่แล้วว่า พระพุทธองค์ตรัสสอนครบทั้ง ศีล สมาธิ และ ปัญญา ถ้าท่านทั้งหลายอ่านพระสูตรนี้อย่างครบถ้วนนะครับ .... หึหึหึหึ
(๑) กรณี ศีล พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ….
“ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็บุคคลผู้โลภ ผู้โกรธ ผู้หลง ถูกความโลภ ความโกรธ ความหลงครอบงำ มีจิตอันความโลภ ความโกรธ ความหลง กลุ้มรุมนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน บุคคลผู้โลภ ย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ” .... ท่านทั้งหลายเห็นศีลชัด ใช่ไหมครับ (?)
(๒) กรณี สมาธิ พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ….
“ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้น ปราศจากความโลภ ปราศจากความพยาบาท ไม่หลงแล้วอย่างนี้ มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคง มีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกข์เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกันตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประโยชน์มิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ฯ” …. นี่คือตรัสสอน อัปปมัญญา ๔ ชัดเจนนะครับ !!!!
(๓) กรณี ปัญญา พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ….
“ดูกรกาลามชนทั้งหลายอริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างนี้มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการในปัจจุบันว่า
ก็ถ้าปรโลกมีจริง ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีจริง เหตุนี้เป็นเครื่องให้เราเมื่อแตกกายตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๑ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าปรโลกไม่มี ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วไม่มี เราไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์เป็นสุข บริหารตนอยู่ในปัจจุบันนี้ ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๒ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ชื่อว่าทำบาป เราไม่ได้คิดความชั่วให้แก่ใครๆ ไหนเลยทุกข์จักมาถูกต้องเราผู้ไม่ได้ทำบาปกรรมเล่า ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๓ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ไม่ชื่อว่าทำบาป เราก็ได้พิจารณาเห็น ตนว่าเป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้งสองส่วน ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๔ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่มีเศร้าหมองอย่างนี้ มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการนี้แลในปัจจุบัน ฯ” .... นี่คือตรัสสัมมาทิฐิ กรุณาไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับ พุทธพจน์จาก มหาจัตตารีสกสูตร เอาเองนะครับ
สรุปก็คือ ผมได้บอก “หลักการ” ที่สำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชน อีกทั้งยังอธิบายขยายความออกไปมากพอสมควรแล้วนะครับ ซึ่งนับจากนี้ไป ผมเห็นว่า ท่านผู้มีสติปัญญาทั้งหลายย่อมสามารถพิจารณาผิดชอบชั่วดีได้ด้วยตนเอง นะครับ
แต่ถ้าหากท่านผู้ใดต้องการ อภิปรายกับผมต่อไปอีก ก็ขอความกรุณาดังนี้ว่า ควรโต้แย้งทีละประเด็น ด้วยหลักฐานคือพุทธพจน์ที่ชัดแจ้งอย่างไร้ข้อกังขา โดยอธิบายขยายความเพียงเล็กน้อยก็พอ อย่าได้พยายามมาอวดภูมิรู้อะไรๆกับผมเลย เพราะผมเหม็นเบื่อ ขี้เกียจอ่านขี้เกียจฟังเต็มที และไม่ต้องการเสียเวลาในการอธิบายขยายความเพื่อแก้ “ความเห็นผิด” ที่มีอยู่มากมายตามที่ปรากฏอยู่นี้ ซึ่งไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อหาหลักสักเท่าใดเลย
ดังนั้น ขอความกรุณาว่า อย่ามากล่าวอารัมภบทยาวๆ และไม่ต้องชักแม่น้ำทั้ง ๕ เพียงแค่เอาหลักฐานมาแสดงตรงๆก็พอแล้ว อีกทั้งไม่จำเป็นต้องมาตั้งคำถามอวดภูมิอวดฉลาด น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหลงเหลงอะไรอีกแล้วนะครับ ผมขี้เกียจอธิบาย(แก้) มันเสียเวลามาก !!!!
ฉนั้น ประเด็นหลัก ก็มีอยู่เพียงว่า ผมเห็นว่าในกรณี อภิธรรมปิฎกนี้ ท่านพุทธทาสมิได้ทำอะไรผิด ซึ่งได้อธิบายหลักฐานและเหตุผลต่างๆ ซึ่งน่าจะมากพอสมควรแก่การทำความเข้าใจแล้วนะครับ ดังนั้น ถ้าหากใครต้องการค้านความข้อนี้ ก็เพียงแต่ ….
(๑) หาหลักฐานมาแสดงว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ที่ไหนหรือไม่ว่า อภิธัมเม หมายถึง อภิธรรมปิฎก ผมขอหลักฐานในชั้นพุทธพจน์นะครับ การอ้างข้อความจาก อปทาน นั้นยังใช้ไม่ได้นะครับ ผมอธิบายให้ฟังแล้วว่าเพราะอะไร คงไม่ต้องมาพูดซ้ำอีก
(๒) ประเด็นเรื่อง ทุกข์และความดับทุกข์นั้น ผมได้อธิบายตัวอย่างมามากพอสมควรแล้วนะครับ นั่นจึงหมายความว่า ห้ามใช้มุขปัญญาอ่อนประเภท ยกพระสูตรมาให้ผมวินิจฉัยไปเรื่อยๆไม่รู้จบรู้สิ้น อย่างนี้ไม่เอานะครับ ขอห้ามขาดเลยนะครับ กรุณาอย่ามาอวดฉลาดกันด้วยวิธีนี้เลย
(๓) ผมหวังว่า ท่านทั้งหลายจะสามารถเข้าใจหลัก ในการโต้แย้งนะครับ ถ้าผมยกพุทธพจน์จากพระสูตรขึ้นอ้าง คุณก็ต้องยกพุทธพจน์ขึ้นมาแย้งนะครับ คุณจะยกอรรถกถามาแย้งไม่ได้ คุณจะยกคำของพระเถระมาแย้งไม่ได้ .... หลักการเป็นอย่างนี้ เข้าใจไม่ยาก ใช่ไหมครับครับ (?)
(๔) กรณีอื่น ที่นอกเหนือไปจากเรื่อง อภิธรรมปิฎก และเรื่องทุกข์กับความดับทุกข์ ไม่ต้องนำมายัดทะนานในที่นี้เสียทั้งหมดนะครับ ถ้าอยากจะเสวนาอะไรกัน ก็กรุณานำไปตั้งกระทู้ใหม่นะครับ มิฉนั้น มันจะกลายเป็นว่า เมื่อจนด้วยเหตุผลและหลักฐาน มันก็แตกประเด็นออกไปเรื่อยๆไม่จบสิ้น ผมไม่มีเวลามากขนาดนั้น หวังว่าจะสามารถเข้าใจได้ตามสมควรนะครับ !!!!
ขอให้มีความสุขตามสมควร
Ritti Janson
http://www.oknation.net/blog/SiamBhikhunis
http://rittijanson.blogspot.com/
อ้างจาก ความคิดเห็นที่ 11
ผมมีความเห็นอย่างนี้นะครับ
ถ้าเราเป็นผู้มีความจริงใจ ต่อ พระศาสนาแล้วล่ะก็
พระธรรมทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ในพระไตรปิฎกนี้
จะยกมาจากตรงไหนก็เป็นธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
ผมจะยกบทหนึ่งขึ้นมาแสดงให้เห็นดังนี้นะครับคือ
จาก คาถาของพระอานนท์ ผู้ทำหน้าที่ตอบปัญหาในที่ปฐมสังคายนา
โดยท่านกล่าวไว้ว่า
--------------------------------------------------------------------
"พระอานนทเถระได้เรียนธรรมจากพระพุทธเจ้ามา ๘๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์
ได้เรียนมาจากสำนักภิกษุมีพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น ๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์"
อานันทเถรคาถา
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=26&A=8134&Z=8214
--------------------------------------------------------------------
ในส่วนนี้ผมคงจะยกมาเพียงแค่นี้ ถ้าท่านมีความเชื่อมั่นและจริงใจ
ในพระไตรปิฎก ประโยคเพียงสองบรรทัดนี้ จะตอบคำถามท่านได้ทุกข้อ
จากคุณ : ชาวมหาวิหาร
เขียนเมื่อ : 9 พ.ค. 54 18:02:17
ผมขอแย้งความเห็นดังกล่าวนี้ว่า “ไม่ถูกต้อง” กล่าวคือ พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ....
“พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย”
๑) ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว ดังนั้น พวกเธอพึง ทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
๒) ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำ สั่งสอนของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาปเทสนี้ไว้
สรุปก็คือ มีแต่การ “สอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย” เท่านั้น คุณไม่ควรอ้าง “ความจริงใจ” แล้วละเลยการตรวจสอบ ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว นะครับ !!!!
ประเด็นที่ ๒
อ้างจาก ความคิดเห็นที่ 19
ไม่รู้สิ ผมคิดง่ายๆเลยนะ
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านสำเร็จอรหันต์กันมากมาย ไม่เห็นจะมีท่านไหนออกมาวิจารณ์พระไตรปิฏกว่า ต่อเติม ผิดเพี้ยน บิดเบือน
หลวงตาบัว ท่านเรียนปริยัติก่อน ถึงมาปฏิบัติ ก็ไม่เห็นท่านจะค้านจะขัดอะไร มีแต่บอกว่าลงกันได้หมดจด
อีกประการ ผมว่า มุขปาฐะ นี่แหละ ที่ยากจะผิดเพี้ยน
เพราะ เป็นการสวดโดยคนหมู่มาก สวดโดยพร้อมเพรียงกัน
เหมือน บทสวดมนต์ทำวัตรเย็นนั่นแหละ ไปวัดไหนๆก็สวดตรงกันหมด
พอเราสวดเพี้ยนขึ้นมา แม้แต่พยางค์เดียว ก็รู้ได้จริงไหม
ผ่านมาสองพันปี เอาพระไตรปิฎกเถรวาทแต่ละประเทศมาเทียบกัน มันมีผิดเพี้ยนซะที่ไหน
ผมเชื่อว่า คุณพระรัตนตรัย คุณเทวดาและพรหม ย่อมคุ้มครองพระไตรปิฎกอยู่
และพระสูตรที่ท่านพุทธทาสให้ตัดทิ้ง ไม่ใช่แค่พระสูตรที่คุณฤทธียกมาซะที่ไหน
แต่เป็นพระสูตรเกี่ยวกับโลกหน้า นรกสวรรค์ ภพภูมิอื่นเกือบทั้งหมด >>> แบบนี้ คิดเอาได้ง่ายๆเลยว่า ท่านพุทธทาสปฏิเสธเรื่องชาติภพหน้า (อาจจะคิดตื้นไป ไม่รู้ว่าในใจท่านพุทธทาสคิดอย่างไร)
ทีนี้ คนมันปฏิบัติธรรม มันก็เห็นคาตาอยู่แล้ว ว่า เปรตมี เทวดามี นรกมี สวรรค์มี
มันเลยไม่รู้สึกว่า พระไตรปิฎกมีส่วนไหนที่ค้านที่ขัด
แต่ไม่ใช่ว่า คำสอนของท่านจะไม่มีส่วนที่ดี
ส่วนที่ดีนั้นก็มีมากมาย โดยเฉพาะในชาติภพปัจจุบัน
ผมใช้เตือนใจตัวเองอยู่บ่อย หยิบยกไปบอกต่อก็มาก
จากคุณ : ฮิมาวาริซซัง
เขียนเมื่อ : 9 พ.ค. 54 21:13:59
กรุณาอย่าคิด “ง่ายๆ” สิครับ การอ้างหลวงปู่&หลวงตาฯลฯ เพื่อยืนยันมติ(หรืออคติ)ของตน ย่อมมิใช่หลักการมาตรฐานในการอ้างอิงนี่ครับ เนื่องจากมติหลวงปู่&หลวงตาทั้งหลาย ย่อมจัดอยู่ในชั้น อัตตโนมติเท่านั้น อีกทั้ง คุณและใคร สามารถรู้ได้อย่างไรว่า .... องค์ไหน ? คือ อริยบุคคล ???? หึหึหึหึ
และหากแม้คุณหรือใครก็ตาม อ้างว่าตนสามารถรู้ได้ ผมก็คงมิอาจเชื่อตามได้อยู่ดี จริงไหมครับ ?
ประเด็นที่ ๓
ผมก็ได้กล่าวเอาไว้ชัดเจนแล้วนี่ครับว่า “ตัวอย่างเช่น” อธิบายได้ว่า ยกมาเพียงบางเรื่อง โดยมิได้ยกมาแสดงทั้งหมด อีกทั้งย่อมมิใช่การกล่าวว่า มันมีอยู่แค่เพียงเท่าที่ยกมา นี่ครับ กรณีอื่นๆ คุณก็พิจารณากันเอาเองสิครับ ว่าควรเชื่อตาม(ท่านพุทธทาส) หรือไม่ควรเชื่อตาม ซึ่งนั่นมันเป็นเรื่องของวิจารณญาณส่วนตัวของแต่ละบุคคล มิใช่หรือ (?)
ส่วนเรื่องโลกหน้า นรกสวรรค์ อะไรพวกนี้ ผมทราบว่ามีคนนำหลักฐานมาแสดงมากพอสมควรแล้วนี่ครับ เหตุใดคุณจึงยังกล่าวร้ายต่อท่านพุทธทาสแบบซ้ำๆซากๆอยู่อีก
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะไม่มีผู้ใดซึ่งอ้างตนว่าเป็นพุทธศาสนิกชน ยกกรณีนี้มาโจมตีท่านพุทธทาสอีกนะครับ เพราะจากเหตุผลและหลักฐานเท่าที่ปรากฏอยู่ในเว็บบอร์ดแห่งนี้ .... มันควรจะจบได้แล้ว
อ้างจาก ความคิดเห็นที่ 53 กระทู้ PANTIP_COM Y9907998 ว่าด้วยเรื่อง ท่านพุทธทาส เป็น มิจฉาทิฏฐิ และ เข้าใจธรรมะผิดในหลายๆเรื่อง อยากทราบหลักฐานในเรื่องนี้ครับ
ขอฝากอีกนิดนะครับ
http://www.buddhadasa.com/FAQ/FAQ_14.html
๑๔. ไม่มีนรก-สวรรค์
ปรัศนี: เขากล่าวหาท่านอาจารย์ว่า สอนว่า ไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ หรือแม้หลังจากตายแล้ว และนิพพานอยู่ที่ เมื่อจิตว่าง ดังนี้เป็นการกล่าวตรงตามที่ท่านอาจารย์กล่าวหรือเปล่าครับ?
พุทธทาส: เราไม่ได้พูดว่า ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ หรือแม้แต่หลังจากตายแล้ว เราว่ามีทั้งสองอย่าง นรกสวรรค์ต่อตายแล้ว ก็ว่าไปตามเดิม ไม่ไปแตะต้องเขา นรกสวรรค์ที่นี่และเดี๋ยวนี้ นี่ยืนยันมากให้ตรงตามพุทธประสงค์ นรกสวรรค์อยู่ที่อายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอันว่ามันมีนรกชนิดนี้ก็มี นรกสวรรค์ต่อตายแล้วไม่ได้ไปแตะต้องเขา ไม่ได้ไปวิพากษ์วิจารณ์เขา ขอให้เก็บไว้ แต่ควบคุมได้ โดยที่จัดนรกสวรรค์เดี๋ยวนี้ให้ถูกต้อง มันควบคุมถึงไปได้ถึงสวรรค์ต่อตายแล้ว เป็นอันว่ามีนรกสวรรค์ทั้งสองชนิด ทั้งสองประเภท ไม่ได้ยกเลิกชนิดไหนเลย
ข้อที่พูดว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ เป็นสำนวนพูดให้เกิดความสนใจ นิพพานมีเมื่อจิตว่างจากกิเลส นี่มีหลักมีเกณฑ์ คือเป็นนิพพานตัวอย่าง คำว่า "นิพพาน" ที่เกี่ยวกันอยู่กับจิตนั้นก็คือ จิตนั้นมันว่างจากกิเลส นี้พูดและยืนยันว่า พูด และจะพูดต่อไปว่า นิพพานตัวอย่างมีเมื่อจิตว่างจากกิเลส เป็นความดับแห่งกิเลส นี่เป็นนิพพานถ้าดับชั่วคราวก็เป็นนิพพานชั่วคราว เรียกว่า ตทังคนิพพาน หรือสมยวิมุตติ นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ขอให้คอยสังเกต เมื่อจิตว่างจากกิเลสโดยเหตุใดๆ ก็ตาม แต่มันยังไม่ใช่นิพพานสมบูรณ์ หรือตลอดกาลหรือนิรันดร นิพพานชั่วขณะ เรียกว่า ตัวอย่างก็ได้ เมื่อใดจิตว่างจากกิเลสน่ะ รีบรู้จักเสียเร็วๆ คอยเฝ้าดูจิตเมื่อไม่ปรุงเป็นกิเลส เป็นจิตเยือกเย็น เป็นนิพพานเพื่อจะได้เป็นตัวอย่าง แล้วจะได้ชอบใจ แล้วจะได้เป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานอันสูงสุด คือ นิพพานเต็มรูปแบบ.
เราสนใจนิพพาน ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันนี้ เพื่อทำให้คนไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องเป็นโรคประสาท ไว้เรื่อยๆ จะเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานอันแท้จริงหรือสูงสุด ที่ว่าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ นิพพานตัวอย่างนั้นพูดจริง แล้วก็พูดต่อไปอีกด้วย พระนิพพานนี้แปลว่า เย็น เมื่อใดเป็นจิตเย็น เย็นอกเย็นใจละก็เมื่อนั้น เป็นนิพพาน แต่คำวา เย็น คำนี้ ก็พิเศษอีกแหละ กลัวว่า ผู้ถามคนนี้คงฟังไม่ถูก ผู้ถามรู้จักแต่เย็นที่คู่กับร้อน ถ้าร้อนก็ต้องเปิดพัดลม ถ้าเย็นถ้าหนาวก็ต้องห่มผ้า แต่มีความเย็น อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีเมื่อไม่เย็นไม่ร้อน เมื่อไม่เย็นไม่ร้อนชนิดนี้จะเกิดความเย็นชนิดหนึ่งซึ่งเป็นนิพพาน เมื่อไม่รบกวนด้วยความเย็นหรือความร้อนในโลกนี้ มันก็มีความเย็นอย่างโลกุตตระ เป็นนิพพาน ที่ใช้สอนกันในเบื้องต้นว่า เย็นคู่กับร้อน สุขคู่กับทุกข์ สุขที่คู่กับทุกข์ก็ยังเป็นทุกข์เย็นทั้งที่คู่กับร้อนมันก็ยังเป็นทุกข์ ต้องปัดทิ้งไปให้หมดทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งอะไรทุกๆ คู่ จึงจะเป็นนิพพาน, กล่าวว่า จิตเย็นเป็นนิพพาน คือเย็นต่อเมื่อไม่มีทั้งร้อนและทั้งเย็นในความหมายของโลกๆ เอ้า มีอะไรอีก.
------------------------------------------------------------------------------
การที่ท่านเน้นให้ปฏิบัติธรรมให้เกิดผลในปัจจุบันขณะ มีความสุข ณ.ที่นี่ เวลานี้ ไม่ได้หมายความว่าท่านปฏิเสธ สังสารวัฏ หรือว่าปฏิเสธการมีอยู่ของนรก - สวรรค์
ถ้าเลือกได้ทำไมเราไม่มีความสุขทั้งในปัจจุบันและในโลกหน้าล่ะครับ
จากคุณ : Uncle-Dave
เขียนเมื่อ : 12 พ.ย. 53 16:12:22
ประเด็นที่ ๔
อ้างจาก ความคิดเห็นที่ 25
คุณเอิงเอยกับคุณชาฯ ชักชวนให้มาร่วมสนุก นิดๆ หน่อยๆ ผมจึงได้อ่านแค่ คคห #6 เท่านั้น พอจับประเด็นร่วมวงด้วย ดังนี้
จาก คคห ที่ 5
กรณีพระอภิธรรมปิฎก
อนุมานเอาว่าสิ่งที่ "ฤทธี" เขียนขึ้นได้ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วว่าถูกต้อง..
เช่นบอกว่า มีพุทธพจน์ว่า อภิธรรม หมายถึง โพธิปักขิยธรรม คือ ฯลฯ - ขออนุมานว่า มีแหล่งอ้างอิงถ้อยคำนี้อยู่จริง นั่นคือฤทธีจะรับผิดชอบข้อมูลนั้นเอง
แต่การที่ฤทธีสรุปว่า โดยที่มิได้ตรัสว่ามีความหมายอย่างอื่นอีก(กินติสูตร) หมายความว่า การกล่าวว่าอภิธัมเมหมายถึงพระอภิธรรมปิฎกนั้น เป็นมติในชั้นอรรถกถาเท่านั้น
เป็นการสรุปแบบ ด่วนได้ใจเร็ว (ถ้าเป็นคนอื่น ผมจะใช้คำว่า บ้องตื้น เผอิญฤทธีใช้ร่างทรงเป็นคุณชาล้นถ้วยผู้น่ารัก ไม่ได้มาเอง จึงเห็นว่าจะเป็นการ ชกข้างเดียวเรียลไทม์ ชกโต้กลับเป็นเทป หลบได้ ผมเลยเปลี่ยนคำให้ใหม่)
คือ ฤทธีอ้างเอาแหล่งอ้างอิงพุทธพจน์นั้น (กินติสูตร) มาเพื่อปักธงไว้ว่า อภิธัมเม คือ โพธิปักขิยธรรม แล้วก็ใช้ตรรกะว่า ในเมื่อ โพธิปักขิยธรรม ไม่ใช่ อภิธรรมปิฎก
ดังนั้น อภิธัมเม ก็ต้องไม่ใช่ อภิธรรมปิฎก !
แล้วสรุปเปรี้ยงว่า การกล่าวว่าอภิธัมเม หมายถึงพระอภิธรรมปิฎกนั้น ก็ต้องเป็นมติในชั้นอรรถกถาแหงแซะ !
( ไชโย้ )
การด่วนได้ใจเร็วนั้น มันทำนองเดียวกับที่จะสรุปเอาว่า..
ตรัสสัมมาสมาธิว่าฌาน 4 แสดงสอนภิกษุไว้หลายแห่งในพระสูตร ดังนั้นจึงกำหนดตรรกะว่า สัมมาสมาธิได้แก่ฌาน 4 แล้วสรุปเปรี้ยงว่า ต้องได้ฌาน 4 จึงจะบรรลุมรรคผล เพราะสัมมาสมาธิคือต้องได้ฌาน 4 ถ้าไม่ได้ฌาน 4 ก็ยังไม่เป็นสัมมาสมาธิ ?
ผมขอตอบด้วยเหตุผลและหลักฐานดังนี้
การที่จะสามารถสรุปความว่า อภิธัมเม มีความหมายอย่างอื่นอีกในชั้นพุทธพจน์ มันก็สามารถพิสูจน์ได้ไม่ยากนี่ครับ เพียงแค่คุณยกพุทธพจน์มาอ้างอิงให้ได้ว่า พระพุทธองค์ตรัสว่า อภิธัมเม หมายความถึงอย่างอื่นนอกไปจาก โพธิปักขิยธรรม เอาไว้ที่ไหน แค่นี้ก็หมดเรื่อง .... ยกพุทธพจน์มาอ้างสิครับ !!!!
การที่คุณยกเรื่องฌาน๔ มาอ้างนั้น ผมไม่เห็นว่ามันจะเป็น “เรื่องทำนองเดียวกัน” ที่ตรงไหน (?)
ทั้งนี้เนื่องจากผมได้เคยอธิบายไปแล้ว(บ่อยครั้ง)ว่า สัมมาสมาธิ ไม่จำเป็นจะต้องเป็น “ฌาน” เสมอไป โดยผมได้อ้างถึง “ปุตตสูตร” และ “กามเหสสูตร” ซึ่งท่านพระอานนท์อ้างว่าท่านได้ฟังมาจากพระพุทธองค์ ความว่า .... สัมมาสมาธินับว่าเป็นฌานโดยปริยาย(คือมิใช่โดยตรง)สำหรับโยคาวจรฝ่ายวิปัสสนายานิก ผมอธิบายโดยย่อเช่นนี้หวังว่าคงเข้าใจได้ตามสมควร(กรุณากลับไปค้นกระทู้เก่าๆของผมเอาเองนะครับ)
ประเด็นที่ ๕
ผมเห็นมาหลายครั้งกับวิธีแสดงทัศนะความเห็น “แบบฤทธี” ซึ่งมีลักษณะอยู่อย่างคือ “โมเม” พูดเองเออเอง สรุปเอง และยัดให้ผู้อื่นเป็นตามที่ตนสรุป !
จะยกมาให้ดู
คคห 6
.. กระทู้ PANTIP Y10496205 เหตุผลที่ท่านพุทธทาส วิจารณ์ พระไตรปิฎก ฯ ความคิดเห็นที่ ๒๙ ความว่า
ฯลฯ
ซึ่งเจ้าของความคิดเห็นนั้นได้กล่าวเพิ่มเติมต่อไปว่า
"ไม่ว่าจะเป็นท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ แม้ท่านจะกล่าวว่า ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส แต่ท่านก็กล่าวตรงกันว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ควรศึกษา ทั้งสองท่านไม่เคยกล่าวว่าให้ตัดทอนส่วนไหนออกเลย นี่คือท่าทีที่ตรงข้ามกันกับท่านพุทธทาส ชัดเจน"
การที่บุคคลผู้นี้กล่าวว่า ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ มีมติว่าอภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรงนั้น ก็นับว่าถูกต้องชัดเจนสมควรแก่การอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง แต่การกล่าวว่า ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ ไม่เคยกล่าวว่าให้ตัดทอนส่วนไหนออกเลย ย่อมเป็นท่าทีที่ตรงข้ามกับท่านพุทธทาสอย่างชัดเจนนั้น .... อาจเป็นการสรุปเกิน(ข้อมูล) รวมถึงการกล่าวหาว่าท่านพุทธทาสไม่เคารพพระไตรปิฎกเลยนั้น ย่อมเป็นการกล่าวหาพระเถระด้วยข้อความอันเป็นเท็จอย่างปราศจากความละอาย
ผู้เขียน คคห ๒๙ ที่เขาว่านั้น เมื่อตามไปดูกระทู้ก็พบว่าคือคุณเอิงเอย ได้กล่าวว่า
“ไม่ว่าจะเป็นท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ แม้ท่านจะกล่าวว่า ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส..”
ห่างกันแค่ 3 บรรทัดเท่านั้น ต่อหน้าต่อตา ฤทธีก็ “แปลงสาร” ของผู้อื่นหน้าตาเฉย และเป็นการแปลง 2 ชั้น
ชั้นแรก ฤทธีได้ “ยัด” ให้ผู้เขียน คคห ๒๙ กล่าวว่า “ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ มีมติว่าอภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง..”
“ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส” กับ “อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง”
ความหมายกลายเป็นคนละเรื่องไปเลยนะครับ !
ผมขอตอบด้วยเหตุผลและหลักฐานดังนี้
ก่อนอื่น ขอให้พิจารณาความหมายของคำศัพท์ต่างๆ เสียก่อน(อ้างจาก พจนานุกรมของท่านปยุตโต) ....
พุทธพจน์ = พระดำรัสของพระพุทธเจ้า(คือคำว่า พุทธดำรัส นั่นเอง), คำพูดของพระพุทธเจ้า
ปริยาย = การเล่าเรื่อง, บรรยาย; อย่าง, ทาง, นัยอ้อม, แง่
นิปปริยาย = ไม่อ้อมค้อม, ตรง, สิ้นเชิง (พจนานุกรมเขียน นิปริยาย)
จากนั้นจงพิจารณา ....
(๑) “ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส”
= ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธพจน์
= ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปคำพูดของพระพุทธเจ้า
(๒) “อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง”
= อภิธรรมปิฎก ไม่ใช่ พระดำรัสของพระพุทธเจ้าโดยตรง
= อภิธรรมปิฎก ไม่ใช่ คำพูดของพระพุทธเจ้าโดยตรง
ในขั้นแรกนั้น กรุณาดูให้ชัดๆว่า ถ้อยคำของผมเป็นการ “แปลงสาร” จริงตามคำกล่าวหา หรือไม่ (?)
ในขั้นที่สอง ขอให้พิจารณาด้วยว่า ผมได้แสดงมติอย่างชัดแจ้งว่า อภิธรรมปิฎก นับเป็นพุทธพจน์โดยปริยาย หมายความว่า แม้พระพุทธองค์จะมิได้ตรัสอภิธรรมปิฎกโดยตรง แต่พระเถระท่านก็ได้นำพุทธพจน์จากพระสูตรพระวินัยนั่นเองมาเรียบเรียงขึ้น(พิจารณาเพิ่มเติมได้จากกระทู้ PANTIP_COM Y10003918 อภิธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม) กรุณาทำความเข้าใจในคำว่า ปริยาย และ นิปปริยาย ให้ดีๆนะครับ
ส่วนที่ว่า คำกล่าวของผม จะเป็นการ “แปลงสาร” จริงหรือไม่นั้น ผมเข้าใจว่า วิญญูชนทั้งหลายย่อมสามารถพิจารณาได้เอง .... ชัดเจนแล้วนะครับ !!!!
ประเด็นที่ ๖
ชั้นที่สอง เฉพาะของ อ.เสฐียรพงษ์ ท่านไม่เคยบอกหรือเคยมีมติเลยว่า อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์ แต่ท่านกลับพูดชัดเป้งเลยว่าพระอภิธรรมเป็นพุทธพจน์แน่ๆ แถมยังอ้างว่าท่านพุทธทาสนับพระอภิธรรมว่าเป็นพุทธพจน์ด้วย (ผมไม่เคยพบว่าท่านพุทธทาสกล่าวตามที่ อ.เสฐียรพงษ์ อ้าง ใครมีหลักฐาน ช่วยแสดงไว้ด้วย) คือเสฐียรพงษ์บอกว่า
“..ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าจะปฏิเสธอภิธรรมว่าไม่ใช่พุทธพจน์หรอกนะครับ ต้องเข้าใจนะ ท่านพุทธทาสเคยพูดทำนองนี้ โดนด่าทั่วเมือง ท่านพุทธทาสพูดแต่เพียงว่า พระอภิธรรมปิฎกไม่ได้อยู่ในรูปเป็นพระพุทธพจน์ คือ หมายความว่า ไม่ได้เป็นภาษาพูด เหมือนในพระสูตรเหมือนในพระวินัย ไม่ได้ออกจากปากพระพุทธเจ้า แต่นับว่าเป็นพุทธพจน์คือ มันลงรอยกับหลักตัดสินธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว เป็นพุทธพจน์แน่ๆ แต่ไม่ใช่พุทธดำรัส..”
ดู คคห 159-160
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/11/Y9915529/Y9915529.html#159
ผู้เขียน คคห ๒๙ (เอิงเอย) ก็ยกคำของเสฐียรพงษ์มาตามนั้น (ฯไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส) แต่ฤทธีก็แปลงสารไปอีกอย่าง
การแปลงสารจะมีเจตนาอย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่น่าตำหนิ หากพัฒนาเรื่อยไป ไม่ช้าจะกลายเป็น การกล่าวหาผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จอย่างปราศจากความละอาย
ผมขอตอบดังนี้
ขอให้ท่านทั้งหลายจงพินิจพิเคราะห์ถ้อยคำของ “นายระนาดเอก” ผู้นี้ให้ดีๆนะครับ เพราะที่จริงแล้ว ทั้งผม(Ritti Janson) และ คุณเสฐียรพงษ์ ก็ไม่มีใครพูดว่า “อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์” ตามที่นายระนาดเอกกล่าวอ้างมาเลยนี่ครับ .... หมายความว่าถ้าพบว่าผมพูดถ้อยคำแบบนี้ที่ไหน ก็กรุณาชี้หลักฐานออกมาโดยพลัน เลยนะครับ เนื่องจากโดยข้อเท็จจริงแล้ว ผมเพียงแต่กล่าวว่า “อภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง” ท่านทั้งหลายเห็นความแตกต่างของถ้อยคำที่ผมพูด กับ ข้อความที่นายระนาดเอกยกมาอ้างไหมครับ (?)
(๑) ผมพูดอย่างชัดเจนว่า “อภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง” .... ชัดเจนนะครับ
(๒) แต่เมื่อคำๆนี้ผ่านปากของนายระนาดเอก ทำไมมันจึงหดสั้นลง จนเหลือเพียงว่า “อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์” …. คำว่า “โดยตรง” มันหายไปไหน ผมงงว่ะ
สรุป
การที่ผมกล่าวว่า “อภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง” นั้นย่อมมีความหมายตรงๆว่า พระพุทธองค์มิได้ตรัสอภิธรรมปิฎกเองโดยตรง แต่เนื่องจาก อภิธรรมปิฎกเป็นสิ่งซึ่งมีพื้นฐานมาจากพระสูตรพระวินัย ดังนั้นผมจึงสรุปว่า แม้มิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรงแต่ก็จัดเป็น “พุทธพจน์โดยปริยาย”
สิ่งที่ได้เห็นในกรณีนี้ก็คือ ทั้งๆที่นายระนาดเอกเพิ่งจะใส่ร้ายผมว่าเป็น “นักแปลงสาร” อยู่หยกๆ แต่แล้วนายระนาดเอกผู้นี้ กลับทำในสิ่งที่ตนก่นด่าผู้อื่นเอาไว้อย่างปราศจากความละอายเสียเอง .... หึหึ
ผมกล่าวว่า “อภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง” แต่เมื่อคุณนำมาพูดต่อ แล้วคำว่า “โดยตรง” มันหายไปไหนเสียเล่าครับ (?) การกระทำแบบนี้ของนายระนาดเอก สมควรเรียกว่า “นักแปลงสาร” หรือไม่ ท่านทั้งหลายย่อมสามารถพิจารณากันได้เอง โดยเทียบกับที่นายนั่นกล่าวหาผมนั่นแหละ จริงไหมครับ (?)
ทั้งนี้ ผมก็ขอกล่าวย้ำให้พิจารณาความหมายของคำว่า ปริยาย = นัยอ้อม และ นิปปริยาย = ไม่อ้อมค้อม, ตรง ซึ่งผมใช้ในข้อความของผมอย่างรอบคอบด้วย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อคติ มันคงจะไม่มากจนถึงกับปิดบังสติปัญญาจนมิอาจแยกแยะ ผิดชอบชั่วดี นะครับ เพราะหลักฐานมันก็เห็นๆกันอยู่ อีกทั้งเราท่านทั้งหลายก็พูด “ภาษาไทย” กันอยู่แท้ๆ .... หรือมิใช่ (?)
คำว่า มิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง มันมิได้มีความหมายเท่า มิได้เป็นพุทธพจน์ .... เสียหน่อย นี่มันแปลงสารเสียจนความหมายถูกบิดเบือนไปไกลเลยนะครับ ฉนั้น หากจะกล่าวหาผม ก็ขอความกรุณา รอบคอบในการอ่านเอาความ(ภาษาไทย)ด้วยนะครับ ..... ชัดเจนนะครับ (?)
ประเด็นที่ ๗
อย่างเช่น กรณีท่านพุทธทาสกล่าวหาพระพุทธโฆสว่า เผาบาลีพระไตรปิฎกทิ้ง แล้วปลอมปนเนื้อหาของพราหมณ์ ซึ่งเป็นชาติกำเนิดของท่านเข้าไป โดยยัดลงในพระโอษฐ์ !
เมื่อทิ้งปัญหาเรื่องการเผาพระไตรปิฎก ปลอมปนยัดลงในพระโอษฐ์ ฯลฯ ไว้ ก็ไม่เคยปรากฏหลักฐานว่าท่านพุทธทาสออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อคำกล่าวหาพระพุทธโฆสนั้นอย่างไร..
แต่กลับปรากฏต่อมา ว่าท่านพุทธทาสก็ตั้งข้อกล่าวหาท่านพระพุทธโฆสเรื่องใหม่ คราวนี้ว่า เผาอรรถกถา!
ทิ้งเรื่องกล่าวหาพระพุทธโฆสไว้อย่างฉกาจฉกรรจ์ ทั้งเผาพระไตรปิฎก และเผาอรรถกถา
สุดท้ายท่านพุทธทาส ก็แสดงความเห็นพาดพิงกล่าวหาพระพุทธโฆสอีกว่า ทำลายคัมภีร์วิมุตติมรรคเพื่อให้มีเพียงวิสุทธิมรรค
ก็น่ารู้ว่าฤทธีมองพฤติการณ์ของท่านพุทธทาสตรงนี้ว่าเป็น การกล่าวหาผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จอย่างปราศจากความละอาย หรือไม่?
ผมขอตอบดังนี้
(๑) นายระนาดเอก กรุณานำหลักฐานมาแสดงให้เห็นจริงดีไหมครับ กล่าวคือ สแกนหลักฐานมาแสดงว่า ท่านพุทธทาส ได้กล่าวดังนี้ๆ เอาไว้ที่ใด หนังสือชื่ออะไร หน้าที่เท่าไร อย่างครบถ้วนในบริบทของข้อความเหล่านั้น
(๒) กรุณาแสดงหลักฐาน “คัดค้าน” ประกอบมาอย่างชัดแจ้งด้วยว่า อะไร และ อย่างไร เนื่องจากกรณีนี้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการตั้งสมมุติฐานประกอบหลักฐานทางโบราณคดี ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่คุณจะต้อง นำเสนอว่า ใช้ทฤษฎีหรือสมมุติฐานของนักวิชาการท่านใดประกอบการพิจารณา จะมาอ้างใช้แต่ “ความเชื่อ” เพียงอย่างเดียว มิได้นะครับ
(๓) ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า กรุณาไปตั้งกระทู้ใหม่ได้เลย เพื่อความชัดเจน และยุติธรรมต่อทุกฝ่าย มิฉนั้น มันก็จะกลายเป็นว่าคุณกำลังกล่าวหาผู้อื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งพ้นไปจากหลักวิชาการ โดยอาศัยเพียง “ความเชื่อ” อย่างปราศจากความละอาย .... ชัดเจนนะครับ !!!!
ประเด็นที่ ๘
การที่ฤทธีบิดคำของเอิงเอย เป็นว่า “อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง” นั้น อาจจะอ้างว่า ก็หมายความว่าไม่ใช่พุทธดำรัสโดยตรงเพราะไม่ได้เป็นภาษาพูดเหมือนในพระสูตร อย่างที่ อ.เสฐียรพงษ์ ว่าไว้ ก็ได้..
หรืออาจจะหมายความว่า อภิธรรมปิฎกเป็นสิ่งที่แต่งขึ้นมาใหม่ก็ได้
เขาจะเห็นอย่างไร ก็ดูจากสิ่งที่เขาพูดไว้เอง..
ดังปรากฏสิ่งที่น่าตำหนิอย่างยิ่งก็คือ ฤทธีอ้างชื่อพระพรหมคุณาภรณ์เพื่อสนับสนุน “ทฤษฎีซี้ซั้วส่งเดช” ของตน กล่าวคือ ฤทธีอ้างว่า ถ้าใครเชื่อตามพระพรหมคุณาภรณ์ซึ่งมีมติว่าอภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง ก็ย่อมหมายความว่า เขาผู้เชื่อนั้นได้ยอมรับความจริงด้วยว่า (นี่ไง ที่ว่าฤทธีสรุปแบบโมเมแล้วยัดปากคนอื่น) อภิธรรมปิฎก คือการนำเนื้อหาถ้อยคำจากในพระสูตรและพระวินัยมาทำเป็น Brief หรือ Short Note แล้วสรุปเปรี้ยงว่า เขาผู้เชื่อพระพรหมคุณาภรณ์นั้น ก็ต้องยอมรับความจริงด้วยว่า หากข้อความหลักคือพระสูตรพระวินัยอันเป็นต้นฉบับของ Brief หรือ Short Note นั้นยังอยู่ครบถ้วน ดังนั้น การโกยอภิธรรมปิฎกทิ้งทะเล หรือโกย Brief / Short Note ทิ้งทะเล ก็เท่ากับเรายังมิได้สูญเสียอะไรเลย! (Si Sua Song Det Theorem) เพราะเขาผู้เชื่อพระพรหมคุณาภรณ์ (ว่าอภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง แต่เป็นเพียงการนำเนื้อความในพระสูตรพระวินัยมาสรุปเรียบเรียงใหม่) จะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า แม้อภิธรรมปิฎกขาดหายไป แต่เนื้อหาในอภิธรรมปิฎกก็มิได้สูญหายไปไหนเลย เพราะข้อความในอภิธรรมปิฎกยังอยู่ในพระสูตรพระวินัยอย่างครบถ้วนนั่นเอง !
ผมขอตอบดังนี้
(๑) ประการแรก ได้อธิบายพร้อมทั้งแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ผมมิได้ บิดเบือนคำของใครเลย หากแต่ใครบางคนอาจ “ฉลาดเกิน” จนมิอาจเข้าใจและแยกแยะความหมายของคำว่า ปริยาย(โดยอ้อม) และ นิปปริยาย(โดยตรง) ก็เท่านั้นเอง .... ชัดแล้วนะ
(๒) หากไม่ยอมรับความจริงว่า อภิธรรมปิฎก เป็นของใหม่ โดยอาศัย พระสูตรพระวินัยนั้นเองเป็นพื้นฐานในการร้อยกรองขึ้นมา ก็ย่อมเป็นภาระของนายระนาดเอกนั้นเอง ที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า พระพุทธองค์ ได้ตรัสถึง อภิธรรมปิฎก เอาไว้ที่ใดบ้าง ทั้งในพระสูตรและพระวินัย
เพราะได้ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า อภิธัมเม ตามที่ปรากฏอยู่ในรูปพุทธพจน์นั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสอธิบายเอาไว้ว่าหมายถึง โพธิปักขิยธรรม(จากกินติสูตร) นี่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งคุณมีสิทธิเถียงได้ เพียงแต่ต้องเถียงด้วยหลักฐานคือพุทธพจน์ หาใช่การอ้างแต่มติอรรถกถาจารย์ หรือ ตีฝีปากแถกแถแบบข้างๆคูๆ ....
เข้าใจประเด็นแล้วนะครับ (?)
ประเด็นที่ ๙
น่าสนใจว่า ถ้าท่านพุทธทาสยังมีชีวิตอยู่ แล้วฤทธีบังอาจไปพูดทฤษฎีซี้ซั้วนี้ให้ท่านพุทธทาสฟัง จะโดนท่านด่าตกทะเลอย่างไร
เพราะท่านพุทธทาสนั่นแหละ ที่ด่าคนเขียนอภิธรรมปิฎกเป็นไอ้พวกอยากจะอวดเบ่ง ในพระสูตรที่ไหนๆ ก็มีแต่ รูปฌาน ๔ แต่ไอ้พวกแต่งอภิธรรมมันเขียนเป็นฌาน ๕ เป็นรูปฌาน ๕ ! 1
ผมล่ะอยากจะรู้ว่า มันจะ Brief & Short Note กันยังไง ที่ทำให้เนื้อหาพระสูตรคือรูปฌาน ๔ กลายเป็นรูปฌาน ๕ !
รวมอรูปฌานเข้าไปด้วยก็เลยกลายเป็น ฌาน ๙ - สมาบัติ ๘ ก็เลยกลายเป็นสมาบัติ ๙
และไม่ใช่แต่เพียงรูปฌาน ๕ เท่านั้น ใน Brief & Short Note ยังแจกแจงด้วยว่า จิตที่ทำหน้าเป็นรูปฌานมีกี่ดวง ปรากฏว่า Brief & Short Note ระบุว่า จิตที่เป็นรูปฌาน มี ๕ ดวง โดยจิตดวงที่เป็นรูปฌาน ๓ นั่นแหละ ตรงกับจิตรูปฌาน ๒ ในพระสูตร
ทีนี้ ถ้าโกย Brief & Short Note ทิ้งไปเสีย เราก็ยังมิได้สูญเสียอะไรเลย คือ ในต้นฉบับบอกว่า รูปฌานมี ๔ พอโกยไอ้ Brief & Short Note ไปทิ้งแล้ว พุทธศาสนาของเราก็ยังมีรูปฌานนับได้ ๕ เหมือนเดิม ?
เพราะว่าพระสูตรบอกว่ารูปฌานนับได้ ๔ แต่ Brief & Short Note บอกว่ามี ๕ เมื่อโกยทิ้งทะเลแล้ว ก็ต้องนับให้มันได้ ๕ (สิโว้ย) นับยังไงก็ไม่รู้หละ แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า แม้อภิธรรมปิฎกขาดหายไป แต่เนื้อหาในอภิธรรมปิฎกก็มิได้สูญหายไปไหนเลย เพราะข้อความในอภิธรรมปิฎกยังอยู่ในพระสูตรพระวินัยอย่างครบถ้วนนั่นเอง เมื่อข้อความของอภิธรรมปิฎกยังอยู่ในพระสูตรอย่างครบถ้วน ..
ดังนั้น พระสูตรบอกว่ารูปฌานมี ๔ เมิงก็ต้องนับให้มันได้ ๕ สิวะ!
ต้องนับให้มันได้อย่างงี้ เข้าใจม้ายย
ผมขอตอบอธิบายเพื่อคลี่คลายความสงสัย ดังต่อไปนี้
(๑) ผมขอสารภาพตามตรงว่า ผมไม่ชอบคนประเภท “พูดมาก เพ้อเจ้อ” เลยแม้แต่น้อย เพราะผมเห็นว่า ในการสนทนานั้น ควรพยายามกล่าวอย่างกระชับ ชัดถ้อยชัดคำ และตรงประเด็นให้มากที่สุด หวังว่าท่านทั้งหลายจะไม่ถือสา ที่ผมกล่าวตรงๆแบบนี้
(๒) ที่จริงแล้ว ไม่น่าอ้างเรื่อง ฌาน ๔ ฌาน ๕ ขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ ถ้าหากในความเป็นจริงแล้ว บรรดานักอภิธรรมทั้งหลายจะสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้งว่า มีพุทธพจน์ตรัสถึง อภิธรรม หรือไม่ และอย่างไร แต่ในเมื่อยกขึ้นมาอ้างแล้วอย่างนี้ ผมย่อมถือเป็นภาระที่จะต้องอธิบายตามสมควร
(๓) ถ้าพิจารณาในพระสูตรย่อมพบแต่ที่ตรัสว่า ฌาน ๔ โดยมีการแยกองค์(ฌาน) ดังนี้ว่า ....
๑.ปฐมฌาน มีองค์ ๕ (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา)
๒.ทุติยฌาน มีองค์ ๓ (ปีติ สุข เอกัคคตา)
๓.ตติยฌาน มีองค์ ๒ (สุข เอกัคคตา)
๔.จตุตถฌาน มีองค์ ๒ (อุเบกขา เอกัคคตา)
แต่ได้ปรากฏความในอภิธรรมปิฎกว่ามีการแยกองค์(ฌาน) เป็น ๕ ดังนี้คือ ....
๑.ปฐมฌาน มีองค์ ๕ (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา)
๒.ทุติยฌาน มีองค์ ๔ (วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา)
๓.ตติยฌาน มีองค์ ๓ (ปีติ สุข เอกัคคตา)
๔.จตุตถฌาน มีองค์ ๒ (สุข เอกัคคตา)
๕. ปัญจมฌาน มีองค์ ๒ (อุเบกขา เอกัคคตา)
ทั้งนี้ หากท่านทั้งหลาย ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ ก็จะพบความแตกต่างอยู่เพียงว่า ในกรณี ฌาน ๕ ของฝ่ายอภิธรรมนั้น ท่านเพียงแต่แบ่งซอยละเอียดออกไปจากฌาน ๔ โดยแทรกฌานที่ ๒ เพิ่มขึ้นมาอีกข้อหนึ่ง ระหว่าง ปฐมฌานและทุติยฌาน(ตามแบบพระสูตร)
แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็จะพบว่า เมื่อนับองค์ฌานดูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจำแนกฌานแบบพระสูตรหรือแบบอภิธรรม ก็ยังมีองค์ฌานเหมือนกัน ๕ อย่างอยู่นั่นเอง
ดังนั้น การนายระนาดเอกกล่าวว่า “ผมล่ะอยากจะรู้ว่า มันจะ Brief & Short Note กันยังไง ที่ทำให้เนื้อหาพระสูตรคือรูปฌาน ๔ กลายเป็นรูปฌาน ๕” ผมได้อธิบายให้ฟังแล้วนะครับ ....
ทั้งนี้ ผมก็ยังหวังอยู่ว่านายระนาดเอกคงจะไม่แสดงภูมิเพื่อมากดขี่ผมว่า เมื่อBrief & Short Noteแล้ว สิ่งที่ได้มันก็ควรจะสั้นลง มิใช่ว่า ยิ่งBrief ก็ยิ่งได้ใจความมากขึ้นหลากหลายปริยาย ทั้งนี้ก็เพราะผมกล่าวถึง Brief ด้วยลักษณะของการ “อุปมา” เพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อถึงบทสรุป ผมได้กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ....
เพราะในแง่ของความเป็นจริงก็คือ ทั้ง Brief หรือ Short note หรือ Key นั้นย่อมเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาสามารถ วิเคราะห์และสังเคราะห์ขึ้นมาได้ใหม่ทุกเมื่อ ตราบเท่าที่ยังมีข้อความหลักของหนังสือนั้นอยู่อย่างครบถ้วน
ซึ่งการกล่าวถึงคำว่า วิเคราะห์และสังเคราะห์ พร้อมๆกับคำว่า Brief หรือ Short note หรือ Key นั้นย่อมมิได้หมายความผมสับสนในความหมายของคำเหล่านี้หรอกนะครับ มันเป็นแต่เพียงแค่อุปนิสัยการพูดแบบรวบรัดของผมเท่านั้นเอง(หวังว่าจะไม่ถือสาหาความกัน)
ที่กล่าวถึง การวิเคราะห์(analysis) และการสังเคราะห์(synthesis) ขึ้นมานั้น ก็เพื่ออธิบายให้เข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว ส่วนหนึ่งของ อภิธรรมปิฎก ก็คือการ วิเคราะห์และสังเคราะห์ พุทธพจน์จาก พระสูตรและพระวินัยนั่นเอง และนั่นจึงเป็นตอบที่ว่า ทำไมฌาน ๔ จากพระสูตร จึงได้กลายเป็น ฌาน ๕ เมื่อปรากฏอยู่ในอภิธรรมปิฎก กล่าวคือ นั่นเป็นผลจากการวิเคราะห์(analysis) และการสังเคราะห์(synthesis) ฌาน ๔ในพระสูตรโดยผู้แต่งอภิธรรมปิฎกนั่นเอง !!!!
อ้างความจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ ธรรมสังคณีปกรณ์ ....
ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร เป็นไฉน?
ทุติยฌานในรูปาวจรปัญจกนัย ฝ่ายกุศล ฝ่ายวิบาก และฝ่ายกิริยา ทุติยฌานในโลกุตตรปัญจกนัย ฝ่ายกุศล และฝ่ายวิบาก เว้นวิจารที่บังเกิดในจิตตุปบาทเหล่านี้เสีย สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร.
ทีนี้ เราท่านทั้งหลาย เมื่อพบการจำแนกฌานแบบอภิธรรมเป็นฌาน ๕ ดังนี้แล้วเราควรทำอย่างไร (?)
ดังที่ผมกล่าวไว้(จนบ่อย)แล้วว่า หากมีผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามกล่าวอ้างว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา” พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาใว้เป็นหลักการ คือ “พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย”
๑) ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว ดังนั้น พวกเธอพึง ทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
๒) ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำ สั่งสอนของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว
ในกรณี ฌาน ๕ นี้ก็เช่นกัน เราในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทก็ย่อมที่จะไม่เชื่อหรือคัดค้านในทันที หากแต่ควรทำการ สอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ดูว่า เข้ากันได้ ลงกันได้ หรือไม่ (?)
ซึ่งในกรณีนี้ ผมได้ทำการตรวจสอบแล้วพบว่า แท้ที่จริงพระเถระผู้รจนาพระอภิธรรมปิฎก ก็ได้อาศัยเค้าความจากพุทธพจน์นั่นเอง ดังปรากฏความซึ่งพระพุทธองค์ตรัสกับท่านพระอนุรุทธ ดังนี้ว่า ....
“ดูกรอนุรุทธ เรานั้นได้เจริญสมาธิมีวิตกมีวิจารบ้าง ได้เจริญสมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารบ้าง ได้เจริญสมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจารบ้าง ได้เจริญสมาธิมีปีติบ้าง ได้เจริญสมาธิไม่มีปีติบ้าง ได้เจริญสมาธิสหรคตด้วยสุขบ้าง ได้เจริญสมาธิสหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง ฯ” (อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ข้อ ๔๖๖ )
เมื่อได้ทำการสอบสวนมาถึงขั้นนี้ เราในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทก็ย่อมที่จะ “ปลงใจเชื่อ” ได้อย่างแน่นอนว่า ฌาน ๕ ตามนัยอภิธรรม นับได้ว่าเป็นพุทธพจน์ สามารถเชื่อถือได้ ซึ่งนี่ก็คือการพิจารณาความต่างๆในกรอบของพระพุทธศาสนาด้วยหลักมหาปเทส ๔ นั่นเอง ....
สรุปก็คือ ผมไม่เห็นว่า กรณี ฌาน ๕ จะเป็นประเด็นปัญหาอะไรนี่ครับ กล่าวคือ แม้ข้อความในอภิธรรมปิฎก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ ธรรมสังคณีปกรณ์ ข้อ ๖๖๘ จะหายไป แต่ข้อมูลพื้นฐานอันเป็นที่มาของ ฌาน ๕ ในอภิธรรมปิฎก ก็ยังปรากฏอยู่อย่างครบถ้วนในพระสูตรและพระวินัย ดังที่ผมแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วข้างต้น
ฉนั้น ถ้าใครก็ตาม ต้องการจะเสวนาโต้แย้งกับผม ก็ขอความกรุณาว่า ไม่ต้องโอ้อวดภูมิรู้ให้มากนักก็ได้ แต่ขอให้โต้แย้งด้วยการ แสดง เหตุผลและหลักฐานที่ชัดแจ้ง โดยถือเอาพุทธพจน์เป็นหลักนั้นจะเหมาะกว่า
หรือท่านทั้งหลายจะว่าอย่างไร (?)
ประเด็นที่ ๑๐
นี่แค่เรื่องมหัคคตจิตเรื่องเดียว โกยทิ้งทะเลยังไง จิตก็ยังอยู่ครบเห็นปานนี้
ถ้าไปกล่าวถึง หสิตุปฺปาทจิต หรือจิตแย้มของพระอรหันต์เมื่อประสบ อโนฬาริการมณ์ หรือ มหากิริยาโสมนัสจิต ที่พระอรหันต์ยิ้มเมื่อประสบ โอฬาริการมณ์ ซึ่งไม่มีคำอธิบายความแตกต่างสองอย่างนี้อยู่ในพระสูตรพระวินัยที่แห่งใดเลย มีแต่เล่าว่าพระสาวกไปพร้อมกับพระโมคคัลลาน์ เห็นพระโมคคัลลาน์ “แย้ม” ก็ถามว่าท่านแย้มอะไร พระโมคคัลลาน์ก็เล่าว่าเห็นเปรตลอยผ่านไป ฯลฯ
หรือพระสูตรเล่าว่าพระภิกษุไปฉันที่บ้านนิมนต์ เดินผ่านเณรก็ลูบหัวเอ็นดูเณร เณรนั้นก็ “ยิ้ม” ไม่ว่าอะไร พระพุทธเจ้าถามภิกษุว่า เห็นพระอรหันต์มั้ย ภิกษุว่าไม่เห็น ฯลฯ ที่แท้ก็เณรนั้นนั่นเอง พระอรหันต์
ยิ้มกับแย้มของพระอรหันต์นี้ มี “จิต” ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แสดงไว้ละเอียดชัดในพระอภิธรรม !
ต้องรวมจิต ๕ ดวงของพระอรหันต์ไว้ จึงจะนับจำนวนจิตในพระพุทธศาสนาได้ ๘๙ หรือ ๑๒๑
หสิตุปฺปาทจิต ไม่ปรากฏในพระสูตรใดๆ เลย
แต่ถ้าโกย Brief & Short Note ทิ้งทะเลเสียให้หมด เราก็ยังนับจำนวนจิตได้ ๘๙ หรือ ๑๒๑ ?!
ก็ปราชญ์ท่านกล่าวว่า แม้อภิธรรมปิฎกขาดหายไป แต่เนื้อหาในอภิธรรมปิฎกก็มิได้สูญหายไปไหน เมื่อข้อความของอภิธรรมปิฎกยังอยู่ในพระสูตรอย่างครบถ้วน แม้ว่าจะไม่มีการกล่าวรายละเอียดจิตยิ้มจิตแย้มของพระอรหันต์ ว่ามีเจตสิกประกอบเท่าไร ฯลฯ อยู่ในพระสูตรพระวินัยเลย ก็ไม่รู้หละ เดี๋ยวสรุปเอาจากพระสูตรพระวินัย ก็จะนับได้จำนวนจิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ จนได้แหละ เพราะข้อความในอภิธรรมปิฎกยังอยู่ในพระสูตรพระวินัยอย่างครบถ้วนนั่นเอง
โมเมตัวพ่อเลยมั้ยล่ะ !!
ผมขอตอบอธิบายโดยสังเขปว่า ....
ผมไม่ได้โมเมอะไรหรอก ดังที่ได้อธิบายมาให้ฟังตามสมควรแล้วว่า ส่วนหนึ่งของ อภิธรรมปิฎก ก็คือการ วิเคราะห์และสังเคราะห์ พุทธพจน์จาก พระสูตรและพระวินัยนั่นเอง ดังนั้นขอกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกส่วนหนึ่งของอภิธรรมปิฎกก็คือ คำอธิบาย “ปฏิเวธ” อย่างละเอียดพร้อมด้วยศัพท์บัญญัติ ซึ่งมักไม่พบข้อความในลักษณะนี้จากพระสูตรและพระวินัย
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า หากมีใครสักคนมาถามผมว่า เขาจะเริ่มต้นศึกษาพระพุทธศาสนาด้วยคัมภีร์เล่มใดจึงจะเหมาะสม ผมก็ย่อมบอกกล่าวแก่เขาว่า ควรศึกษาพระสูตรและพระวินัย โดยเว้น อภิธรรมปิฎก(เอาไว้ก่อน) ในกรณีที่ ถ้าหากเขาผู้นั้นเห็นว่า ทุกข์และความดับทุกข์เป็นเรื่องเร่งด่วนในชีวิตของเขา !!!!
ถามว่าทำไม จึงต้องบอกเขาอย่างนั้น เหตุผลข้อหนึ่งที่สำคัญก็คือ ข้อความใน อภิธรรมปิฎก มีบางส่วนที่เป็นการอธิบายปฏิเวธ ซึ่งไม่เหมาะ(สม)เลยสำหรับผู้เริ่มปฏิบัติ ที่จะไปสอดรู้สอดเห็น ฯ ฉนั้น ใครที่ชอบอวดอ้างตัวว่าเป็นนักปฏิบัติ ก็ลองพิเคราะห์ดูเถิดว่า .... เหตุผลที่แท้จริงในประเด็นนี้ คืออะไร (?)
ขออนุญาตตอบย่อๆแค่นี้ ....
ประเด็นที่ ๑๑
นั่นก็แปลว่า ท่านพุทธทาสจะด่าไอ้พวก Brief & Short Note อวดเบ่งยังไงก็ไม่รู้แหละ ถ้าโกยอภิธรรมปิฎกทิ้งทะเลซะแล้ว นับจำนวนจิตจนทั่วทั้งพระสูตรพระวินัย ก็ยังนับได้ ๘๙ หรือ ๑๒๑ เหมือนเดิมจนได้แหละวะ เหตุผลก็คือ ปราชญ์ท่านบอกว่า อะไรๆ ในอภิธรรมมันยังอยู่ในพระสูตรพระวินัยครบถ้วน
นี่เพียงแค่เรื่อง จำนวนจิต เรื่องเดียว
คคห นี้ กล่าวถึงเรื่อง ฌาน จึงน่าสนใจว่า การจะแยกแยะว่า บุคคลที่สำคัญตนว่าได้ฌาน เขาได้ฌานจริงหรือไม่ ตัดสินได้อย่างไร
ย้อนกลับไปถามผู้ที่คิดว่า พระอภิธรรมเป็น Brief & Short Note ของพระสูตรพระวินัยว่า ถ้าไม่อาศัยพระอภิธรรมปิฎกเสียแล้ว ให้ยกพระสูตรพระวินัยมาแสดงให้ดูซิว่า ที่ว่าได้ฌานนั้น สภาวะเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหนในพระสูตรพระวินัย
ถ้าท่านไม่เคยศึกษาพระอภิธรรม ถ้ามีคนมาขอให้ท่านสอบอารมณ์ให้ทีว่า เขาได้ฌานจริงมั้ย ท่านจะอาศัยอะไร? ท่านจะสอบสวนอย่างไร? ท่านจะตัดสินยังไง?
ผู้ได้ฌานอภิญญานอกพุทธศาสนามีมากมายทุกยุคสมัย แต่ไม่เคยมีปรากฏในลัทธิศาสนาใดๆ มาก่อน เรื่องหลักการในการ "สอบ" อารมณ์ฌาน ว่าเป็นของจริงของเก๊
ไหนล่ะครับ ต้นฉบับของ Brief & Short Note อยู่ตรงไหนล่ะครับ หลักการอยู่ไหนครับ ตรงไหนครับ พระสูตรพระวินัย อยู่ไหนครับ ยกมาเลย
ผมขอตอบอธิบายโดยสังเขปว่า ....
เรื่อง จิต ๘๙ หรือ จิต ๑๒๑ นั่นเป็นเรื่องของบัญญัติ โดยการจำแนกด้วย การวิเคราะห์(analysis) และการสังเคราะห์(synthesis) ซึ่งที่จริงแล้ว ก็เกินจำเป็น(เฟ้อ) ถ้าเป็นผู้มีปัญญาดี ก็ย่อมทำได้ไม่ยากอะไร แต่ถ้าเป็นผู้ด้อยปัญญา ก็ใส่ใจเอาแต่เรื่องทุกข์และความดับทุกข์นั้นเถิด จะได้ไม่ต้องเกิดมาตายเปล่า ในชาตินี้ ....
เรื่องฌานนั้น ผมได้อธิบายไปมากแล้วนะครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายระนาดเอก จะเข้าใจได้ถึงวิธีการศึกษาพระธรรมวินัยโดยเฉพาะก็คือพุทธพจน์ อย่างถูกต้องตามหลักการได้อย่างไร ผมคงไม่ต้องอธิบายซ้ำอีกนะครับ !!!!
ปล. ผมล่ะขำจริงๆ ด้วยเหตุที่เพิ่งทราบจากนายระนาดเอกผู้นี้ว่า ....เขาใช้ “นักอภิธรรม” ในการสอบอารมณ์ (พระ)โยคาวจร เฮอะ เฮอะ ๆๆๆๆๆ
ถ้าหากทำกันอย่างนี้จริง วงกรรมฐาน มิฉิบหาย กันหมดแล้วหรือครับ (?) .... เฮ้ออออออออ
ประเด็นที่ ๑๒
พระอภิธรรมปิฎกนั้นแหละ คือพุทธพจน์ ถ่ายทอดจากพระโอษฐ์โดยตรง
ใครมันจะไปมีปัญญา Brief & Short Note ได้รายละเอียดครบถ้วนปานนั้น ในเมื่อต้นฉบับไม่มีแสดงไว้เลย ?
ก็เพราะอย่างนี้ไง ท่านถึงได้จัดให้ เนื้อหากระบวนการทำงาน จิต เจตสิก ฌาน ญาณ ลำดับการทำงานของจิตในขณะบรรลุมรรคผล ฯลฯ แยกไว้เป็นปิฎกต่างหาก
อาศัยตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ยกมา ผมก็ขอบอกว่า
การโต้แย้งกระทู้ http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y10496205/Y10496205.html
เหตุผล ที่ท่านพุทธทาส วิจารณ์ พระไตรปิฏก อรรถกถา คัมภีร์ ของเถรวาท{แตกประเด็นจาก Y10483111} นั้น..
เป็นทัศนะ ความเห็น เหตุผล ตรรกะ ฯลฯ ที่ยังใช้ไม่ได้เลย เสียเวลาอ่าน! (สรุปอย่างนี้ ผมโมเมเก่งมั้ยล่ะ)
เรื่องฤทธีโมเมผู้อื่น ยังมีให้เห็นอยู่ประปราย ที่จำได้คือไปพาดพิง พระคันธสาราภิวงศ์ ผู้เขียน พระอภิธรรมเป็นพระพุทธพจน์ ว่าจะไปรื้อมาดูกันใหม่ แต่ปัญหาคือ นี่มันหกโมงเช้าแล้ว แดร็กคูล่าจะกลับโลง ดังนั้นก็ตัวใครตัวมัน
ผมขอตอบอธิบายโดยสังเขปว่า ....
การที่นายระนาดเอกกล่าวว่า “พระอภิธรรมปิฎกนั้นแหละ คือพุทธพจน์ ถ่ายทอดจากพระโอษฐ์โดยตรง” นั้นจะต้องชี้ให้ชัดเจนด้วยว่า
(๑) ผมไม่ได้บอกนี่ครับว่า อภิธรรม มิใช่พุทธพจน์
(๒) หากแต่การอ้างว่า อภิธรรม(ปิฎก) ถ่ายทอดมาจากพระโอษฐ์โดยตรงนั้น คุณยังมิได้แสดงหลักฐานให้เห็นจริงนะครับว่า พระพุทธองค์ตรัสว่า อภิธัมเม หมายถึง อภิธรรมปิฎก เอาไว้ที่ไหน (?)
ประเด็น พระคันธสาราภิวงศ์ ผู้เขียน พระอภิธรรมเป็นพระพุทธพจน์ นั้น ผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยากนี่ครับ ผมขออนุญาตแสดงหลักฐานเกี่ยวกับวิธีการใช้เหตุผลของ พระคันธสาราภิวงศ์ โดยย่อ ดังนี้ว่า ....
การที่พระคันธสาราภิวงศ์ สรุปเอาเองว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสอภิธรรมปิฎกที่ดาวดึงส์ โดยอ้างข้อความจาก โลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร กรณี จันทนเทวบุตร ได้กล่าวกับท่านพระโลมสังกังคิยะ ความว่า ....
“ดูกรภิกษุ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ที่ควงไม้ปาริจฉัตตกะ ในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ ณ ที่ นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญแก่เทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า .... ฯลฯ” (อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ข้อ ๕๖๗ )
ที่จริงแล้ว “อุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ” เป็นสูตรที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้หลายครั้งปรากฏอยู่ใน มัชฌิมนิกาย (๑.ภัทเทกรัตตสูตร ๒.อานันทภัทเทกรัตตสูตร ๓.มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร และ ๔.โลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร) เพียงแต่ กรณีที่ตรัสกับ ท่านพระโลมสังกังคิยะ พิเศษกว่ากรณีอื่นตรงที่ จันทนเทวบุตร อ้างว่าเคยฟังสูตรนี้แล้วครั้งหนึ่ง เมื่อคราวที่ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ที่ควงไม้ปาริจฉัตตกะ ในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์
ซึ่งผมก็มิได้เห็นว่าเป็นปัญหาอะไร ก็ในเมื่อมีข้อความปรากฏอยู่ในพระสูตรดังนี้ว่าพระพุทธองค์ได้เคยแสดงธรรมที่ดาวดึงส์จริง เราก็ต้องยอมรับว่ามีหลักฐานนี้อยู่จริง
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ในพระสูตรดังกล่าวได้ระบุอย่างชัดเจนว่า พระธรรมที่ตรัสนั้นคือ “อุเทศและวิภังค์ ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ” มิได้ระบุว่าตรัส “อภิธรรมปิฎก” ดังนั้น ถ้าหากว่าเราซื่อสัตย์ต่อหลักฐานชั้นต้นคือพุทธพจน์จริง ในกรณีนี้เราย่อมต้องสรุปว่า ....
ในชั้นพุทธพจน์ กล่าวคือ ข้อความในพระสุตตันตปิฎก(พระสูตร) ปรากฏหลักฐานว่า ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดง “อุเทศและวิภังค์ ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ” ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จริง !!!!
แต่ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) มิได้สรุปแค่นี้นี่ครับ ท่านกลับอ้างว่า เมื่อพบหลักฐานในพระสูตรว่าพระพุทธองค์เสด็จดาวดึงส์จริง นั่นย่อมหมายความว่า มติอรรถกถาจารย์ที่กล่าวว่า พระพุทธองค์ตรัสอภิธรรมปิฎกที่ดาวดึงส์เป็นความจริงเช่นกัน
เมื่อมีคนแย้งว่า แล้วเหตุใดจึงไม่พบข้อความจาก ภัทเทกรัตตสูตร อยู่ในอภิธรรมปิฎกเลย (?) ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) ให้เหตุผลเอาไว้ดังนี้ว่า ....
“คาดว่าไม่ได้รับการบันทึกไว้ เพราะปรากฏในพระสุตตันตปิฎกแล้ว จึงไม่บันทึกเอาไว้อีกตามวิธีการสังคายนาซึ่งรวบรวมธรรมที่ซ้ำกันไว้เป็นหมวดหมู่ในที่แห่งเดียว”
ในเมื่อ นายระนาดเอก แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) มากนัก ดังนั้นขอให้ช่วยอธิบายความแทนพระรูปนี้ให้ทีว่า ไอ้ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น .... มันสมเหตุผล ตรงไหน (?)
(๑) จากข้อความในพระสูตรซึ่งระบุชัดว่า พระพุทธองค์ตรัสแสดง “อุเทศและวิภังค์ ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ” ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วความข้อนี้มันจะกลายเป็นพระพุทธองค์ตรัส อภิธรรมปิฎก ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไปได้อย่างไร แบบนี้แปลว่า ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) โมเมตัวพ่อเลยมั้ยล่ะ !!!!
(๒) การที่ท่านท่านพระคันธสาราภิวงศ์ อ้างว่า ที่ไม่ปรากฏภัทเทกรัตตสูตร อยู่ในอภิธรรมปิฎก เพราะมีอยู่ในพระสูตรแล้ว จึงไม่บันทึกไว้อีก ตามวิธีการสังคายนา (!) ซึ่งคำกล่าวนี้ .... ไม่เป็นความจริง !!!!
ตัวอย่างเช่น ในพระสูตร(อังคุตตรนิกาย) มี ปุคคลวรรค ในอภิธรรมปิฎก(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖) ก็ปรากฏว่ามี ปุคคลบัญญัติปกรณ์ .... อ้าววววววว แล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่า “จดซ้ำ” หรือพระคุณท่าน (?)
ตัวอย่างการจดข้อความซ้ำกันในพระไตรปิฎกมีอีกเยอะแยะไปหมด เช่น ครุธรรม ๘ ประการที่ตรัสกับท่านมหาปชาบดีโคตมี ก็ปรากฏอยู่ทั้งในพระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก กล่าวโดยสรุปก็คือ หลักการที่ ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) อ้างขึ้นมานั้น ไม่เคยมีอยู่จริง แบบนี้แปลว่า ท่านพระคันธสาราภิวงศ์(วัดท่ามะโอ) โมเมตัวพ่อเลยมั้ยล่ะ !!!! ระนาดเอกก็อธิบายมาให้ชัดเจนด้วยก็แล้วกัน ....
ประเด็นที่ ๑๓
ความคิดเห็นที่ 42
วันนี้ขอยกอีกบทหนึ่ง จาก ขุททกนิกาย อปทาน
มาให้หลายๆท่านได้มีความเลื่อมใสในพระไตรปิฎก
รวมทั้งพระอภิธรรมปิฎกดังนี้นะครับ
----------------------------------------------------------------
"พระมุนีสัมพุทธชินเจ้าทรงแผลงฤทธิ์
ต่างๆ เสด็จไปยังดาวดึงส์เทวโลก ประทับเหนือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์
ทรงจำพรรษาอยู่ ณ ดาวดึงส์นั้น ทรงแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์"
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕
ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก
ว่าด้วยพระประวัติพระโกนาคมนพุทธเจ้า link
----------------------------------------------------------------
จะเห็นได้ว่า ในพระสูตรเองก็แสดงเรื่องนี้ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว
ว่าการแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาในดาวดึงส์นั้น
เป็นธรรมเนียมและเกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ถ้าเรามีความเชื่อมั่นและจริงใจในพระไตรปิฎก ทุกบทก็จะ
สอดคล้องและรับเข้ากันได้หมด
จากคุณ : ชาวมหาวิหาร
เขียนเมื่อ : 10 พ.ค. 54 14:27:55
ผมขอตอบอธิบายโดยสังเขปว่า ....
ข้อความที่สมาชิกท่านนี้นำมาอ้างอิงนั้น ถือว่าใช้ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่อาจนำมาคัดค้านพุทธพจน์ที่ตรัสว่า อภิธัมเม หมายถึง โพธิปักขิยธรรม ได้อยู่ดี !!!!
บางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้น .... (?)
ขออธิบายให้ฟังดังนี้ว่า แท้ที่จริงแล้ว ข้อความทั้งหมดใน คัมภีร์อปทาน ล้วนแล้วแต่อยู่ในรูปแบบของคำฉันท์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สามารถสรุปได้อย่างง่ายดายว่า นี่เป็นคัมภีร์รุ่นหลังปฐมสังคายนา เนื่องจากพระพุทธองค์ได้รับสั่งกับภิกษุทั้งหลาย ปรากฏความใน พระวินัยปิฎกเล่ม ๗ ข้อที่ ๑๘๐ ความว่า ….
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงยกพุทธวจนะขึ้นโดยฉันท์(ภาษาสันสกฤต) รูปใดยกขึ้น ต้องอาบัติทุกกฏ”
ซึ่งย่อมเป็นที่แน่นอนเช่นกันว่า พระอรหันตสาวก ๕๐๐ รูปเมื่อครั้งปฐมสังคายนา ย่อมมิอาจล่วงละเมิดพระพุทธบัญญัตินี้(รวมทั้งพระบัญญัติอื่นด้วย)อย่างแน่นอน เนื่องจากท่านมีมติอย่างชัดแจ้งว่า ....
“สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว”
จึงเป็นอันสรุปได้ว่า ข้อความจาก คัมภีร์อปทาน เป็นคัมภีร์รุ่นหลัง มิใช่พุทธพจน์แน่ๆ ขอย้ำชัดๆนะครับว่า ข้อความในคัมภีร์อปทานนี้ มิใช่พุทธพจน์แท้ๆ และได้ถูกนำเข้ามาภายหลังปฐมสังคายนา แน่นอน !!!!
ประเด็นที่ ๑๔
ความคิดเห็นที่ 42
----------------------------------------------------------------
หลายท่านอาจจะสงสัยว่า พระอภิธรรมนั้นแสดงแก่ใครกันแน่
ในอัฏฐสาลีนีนั้นได้อธิบายว่า เมื่อทรงแสดงอภิธรรมบนดาวดึงส์นั้น
ก็ได้มาแสดงแก่พระสารีบุตรด้วย หลังจากนั้นพระสารีบุตรก็ได้
สอนต่อๆแก่พระสาวกทั้งหลายเป็นลำดับๆ
ส่วนบทที่ว่าพระอานนท์นั้นได้เรียนพระธรรมขันธ์ ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
จากพระพุทธเจ้า และได้เรียนที่เหลืออีก ๒๐๐๐ จากพระมหาสาวกมี
พระสารีบุตรเป็นต้นนั้น ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า
พระอานนท์ก็ได้เรียน พระอภิธรรมปิฎกจากพระพุทธเจ้าโดยตรงเช่นกัน
ข้อนี้โปรดให้นึกถึง พรที่พระอานนท์ได้ขอจากพระพุทธเจ้าว่า
เมื่อทรงแสดงธรรมที่ไหนแล้ว ขอให้ได้มาแสดงธรรมนั้นแก่
พระอานนท์ทุกบท เพื่อที่พระมหาอุปัฏฐากพระอานนท์จะได้ไม่เป็น
ที่ครหาว่าเป็นผู้ใกล้ชิดพระองค์แต่กลับไม่รู้ธรรมบางข้อ
บางท่านอาจจะสงสัยว่า คัมภีร์กถาวัตถุนั้น เกิดขึ้นในการสังคายนา
ครั้งที่สามมิใช่หรือ แล้วเช่นนี้จะกล่าวว่า พระอภิธรรมเป็นพุทธพจน์ได้อย่างไร
ข้อนี้ตอบว่า กถาวัตถุนั้น แม้พระโมคคัลลีปุตตติสสเถระ เมื่อจะแสดงปกรณ์นี้
ท่านก็มิได้แสดงด้วยญาณของตน แต่แสดงตามมาติกาที่ตั้งไว้โดยนัย
ที่พระศาสดาประทาน ประมวลพระสูตรมาพันหนึ่ง คือ พระสูตร ๕๐๐ สูตร
ในฝ่ายสกวาที พระสูตร ๕๐๐ สูตรในฝ่ายปรวาที ซึ่งนัยแห่งมาติกานี้
ก็ได้ถูกแสดงโดยพระผู้มีพระภาคมาแต่ก่อนในพุทธกาลแล้ว ประดุจดัง
มธุปิณฑิกสูตร นั่นแล โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องนี้ได้ใน
อัฏฐสาลินีอรรถกถา หน้า 13 ถึง 17
จากคุณ : ชาวมหาวิหาร
เขียนเมื่อ : 10 พ.ค. 54 14:27:55
ประเด็นนี้ ขอแสดงข้อคัดค้าน ด้วยหลักฐานในชั้นอรรถกถา จากอัฏฐสาลินี(เล่มเดียวกันนั่นแหละ)
ซึ่งระบุว่า พระพุทธองค์ ตรัสอัฏฐกถากัณฑ์กับสัทธิวิหาริกของท่านพระสารีบุตรโดยตรง
ดังนั้น ผมจึงได้กล่าวอยู่เสมอว่า ข้อมูลในชั้นอรรถกถานั้น ต้องฟังหูไว้หูเสมอ .... ชัดเจนแล้วนะครับ (?)
ถามว่า ก็อัฏฐกถากัณฑ์นี้ เกิดแต่ใคร ?
ตอบว่า เกิดแต่พระสารีบุตรเถระ.
จริงอยู่ พระสารีบุตรเถระได้กล่าวอัฏฐกถากัณฑ์ให้สัทธิวิหาริกของ
ท่านรูปหนึ่ง ซึ่งไม่อาจกำหนดขยายเนื้อความในนิกเขปกัณฑ์ได้ แต่อัฏฐกถา
กัณฑ์นี้ ท่านกล่าวคัดค้านไว้ในมหาอรรถกถาว่า ธรรมดาพระอภิธรรมไม่ใช่
เป็นวิสัยของพระสาวก ไม่ใช่เป็นโคจรของพระสาวก พระอภิธรรมนี้เป็น
พุทธวิสัย เป็นโคจรของพระพุทธเจ้า แต่พระธรรมเสนาบดีถูกสัทธิวิหาริก
ถามแล้ว จึงพาสัทธิวิหาริกนั้นไปสำนักพระศาสดา แล้วทูลถามต่อพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสอัฏฐกถากัณฑ์ประทานแก่ภิกษุนั้น. ฯลฯ
ประเด็นที่ ๑๕
ความคิดเห็นที่ 73
ระหว่างที่ผมยังค้นกระทู้เก่าที่จะนำมาอ้างอิงไม่พบ
เพื่อแสดงว่า "ทฤษฎีโมเม" นั้น สร้างความเสียหายให้แก่ท่านพุทธทาสอย่างไร
เผอิญได้อ่านเนื้อความที่คุณชาฯ อุตส่าห์เรียบเรียง text ให้ใหม่..
ได้เห็นฤทธีกล่าวถึง กาลามสูตร
ก็ขอเชิญสมาชิกคุยกันอภิปรายไปพลาง ว่า
กาลามสูตร มีเนื้อหาอย่างไร?
เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์ เป็นไปเพื่อการดับทุกข์หรือไม่?
"..ท่านสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า ข้อความใน กาลามสูตร เกี่ยวข้องกับทุกข์และความดับแห่งทุกข์อย่างไร อีกทั้งท่านสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า หากแม้ในชาติหนึ่งชาติใด ท่านมีวาสนาได้พบเพียงแต่กาลามสูตรนี้เพียงสูตรเดียวเท่านั้นในชีวิต ท่านจะสามารถนำข้อความจากสูตรนี้ ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์โดยไม่เหลือ ได้หรือไม่ (?)
โดยตรรกะเดียวกับที่ฤทธีอ้างใช้กับ มหาสมยสูตร ..
ถ้ากาลามสูตรไม่มีเนื้อหาประโยชน์เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์โดยไม่เหลือ
กาลามสูตรนี้ก็ควรจะเสมอภาคกับมหาสมยสูตร คือ เป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้" !!
และเราก็ควรเห็นตามและปฏิบัติตามข้อเสนออันแสดงถึงความเคารพพระไตรปิฎกอย่างเหลือล้นของท่านพุทธทาส ..
และเป็นข้อเสนอที่จะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลต่อพระไตรปิฎกอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ..
คือสมควร "เอาออกทั้งหมด" ใช่หรือไม่ ?!
จากคุณ : ระนาดเอก
เขียนเมื่อ : 11 พ.ค. 54 02:39:41
ผมขอตอบอธิบายโดยสังเขปว่า ....
สิ่งแรกที่ผมเห็นว่าควรกล่าวให้เข้าใจตรงกันเสียก่อนว่า มันไม่ใช่การเอาออก หรือไม่เอาออก แต่มันควรเป็นว่า เอาใจใส่ หรือ ไม่ควรเอาใจใส่ ต่อข้อความนั้นๆ เสียมากกว่า .... ชัดเจนนะครับ (?)
ในกรณีของ กาลามสูตรนั้นย่อมชัดเจนอยู่แล้วว่า พระพุทธองค์ตรัสสอนครบทั้ง ศีล สมาธิ และ ปัญญา ถ้าท่านทั้งหลายอ่านพระสูตรนี้อย่างครบถ้วนนะครับ .... หึหึหึหึ
(๑) กรณี ศีล พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ….
“ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็บุคคลผู้โลภ ผู้โกรธ ผู้หลง ถูกความโลภ ความโกรธ ความหลงครอบงำ มีจิตอันความโลภ ความโกรธ ความหลง กลุ้มรุมนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน บุคคลผู้โลภ ย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ” .... ท่านทั้งหลายเห็นศีลชัด ใช่ไหมครับ (?)
(๒) กรณี สมาธิ พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ….
“ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้น ปราศจากความโลภ ปราศจากความพยาบาท ไม่หลงแล้วอย่างนี้ มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคง มีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกข์เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกันตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประโยชน์มิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ฯ” …. นี่คือตรัสสอน อัปปมัญญา ๔ ชัดเจนนะครับ !!!!
(๓) กรณี ปัญญา พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ….
“ดูกรกาลามชนทั้งหลายอริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างนี้มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการในปัจจุบันว่า
ก็ถ้าปรโลกมีจริง ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีจริง เหตุนี้เป็นเครื่องให้เราเมื่อแตกกายตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๑ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าปรโลกไม่มี ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วไม่มี เราไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์เป็นสุข บริหารตนอยู่ในปัจจุบันนี้ ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๒ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ชื่อว่าทำบาป เราไม่ได้คิดความชั่วให้แก่ใครๆ ไหนเลยทุกข์จักมาถูกต้องเราผู้ไม่ได้ทำบาปกรรมเล่า ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๓ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ไม่ชื่อว่าทำบาป เราก็ได้พิจารณาเห็น ตนว่าเป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้งสองส่วน ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๔ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่มีเศร้าหมองอย่างนี้ มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการนี้แลในปัจจุบัน ฯ” .... นี่คือตรัสสัมมาทิฐิ กรุณาไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับ พุทธพจน์จาก มหาจัตตารีสกสูตร เอาเองนะครับ
สรุปก็คือ ผมได้บอก “หลักการ” ที่สำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชน อีกทั้งยังอธิบายขยายความออกไปมากพอสมควรแล้วนะครับ ซึ่งนับจากนี้ไป ผมเห็นว่า ท่านผู้มีสติปัญญาทั้งหลายย่อมสามารถพิจารณาผิดชอบชั่วดีได้ด้วยตนเอง นะครับ
แต่ถ้าหากท่านผู้ใดต้องการ อภิปรายกับผมต่อไปอีก ก็ขอความกรุณาดังนี้ว่า ควรโต้แย้งทีละประเด็น ด้วยหลักฐานคือพุทธพจน์ที่ชัดแจ้งอย่างไร้ข้อกังขา โดยอธิบายขยายความเพียงเล็กน้อยก็พอ อย่าได้พยายามมาอวดภูมิรู้อะไรๆกับผมเลย เพราะผมเหม็นเบื่อ ขี้เกียจอ่านขี้เกียจฟังเต็มที และไม่ต้องการเสียเวลาในการอธิบายขยายความเพื่อแก้ “ความเห็นผิด” ที่มีอยู่มากมายตามที่ปรากฏอยู่นี้ ซึ่งไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อหาหลักสักเท่าใดเลย
ดังนั้น ขอความกรุณาว่า อย่ามากล่าวอารัมภบทยาวๆ และไม่ต้องชักแม่น้ำทั้ง ๕ เพียงแค่เอาหลักฐานมาแสดงตรงๆก็พอแล้ว อีกทั้งไม่จำเป็นต้องมาตั้งคำถามอวดภูมิอวดฉลาด น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหลงเหลงอะไรอีกแล้วนะครับ ผมขี้เกียจอธิบาย(แก้) มันเสียเวลามาก !!!!
ฉนั้น ประเด็นหลัก ก็มีอยู่เพียงว่า ผมเห็นว่าในกรณี อภิธรรมปิฎกนี้ ท่านพุทธทาสมิได้ทำอะไรผิด ซึ่งได้อธิบายหลักฐานและเหตุผลต่างๆ ซึ่งน่าจะมากพอสมควรแก่การทำความเข้าใจแล้วนะครับ ดังนั้น ถ้าหากใครต้องการค้านความข้อนี้ ก็เพียงแต่ ….
(๑) หาหลักฐานมาแสดงว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ที่ไหนหรือไม่ว่า อภิธัมเม หมายถึง อภิธรรมปิฎก ผมขอหลักฐานในชั้นพุทธพจน์นะครับ การอ้างข้อความจาก อปทาน นั้นยังใช้ไม่ได้นะครับ ผมอธิบายให้ฟังแล้วว่าเพราะอะไร คงไม่ต้องมาพูดซ้ำอีก
(๒) ประเด็นเรื่อง ทุกข์และความดับทุกข์นั้น ผมได้อธิบายตัวอย่างมามากพอสมควรแล้วนะครับ นั่นจึงหมายความว่า ห้ามใช้มุขปัญญาอ่อนประเภท ยกพระสูตรมาให้ผมวินิจฉัยไปเรื่อยๆไม่รู้จบรู้สิ้น อย่างนี้ไม่เอานะครับ ขอห้ามขาดเลยนะครับ กรุณาอย่ามาอวดฉลาดกันด้วยวิธีนี้เลย
(๓) ผมหวังว่า ท่านทั้งหลายจะสามารถเข้าใจหลัก ในการโต้แย้งนะครับ ถ้าผมยกพุทธพจน์จากพระสูตรขึ้นอ้าง คุณก็ต้องยกพุทธพจน์ขึ้นมาแย้งนะครับ คุณจะยกอรรถกถามาแย้งไม่ได้ คุณจะยกคำของพระเถระมาแย้งไม่ได้ .... หลักการเป็นอย่างนี้ เข้าใจไม่ยาก ใช่ไหมครับครับ (?)
(๔) กรณีอื่น ที่นอกเหนือไปจากเรื่อง อภิธรรมปิฎก และเรื่องทุกข์กับความดับทุกข์ ไม่ต้องนำมายัดทะนานในที่นี้เสียทั้งหมดนะครับ ถ้าอยากจะเสวนาอะไรกัน ก็กรุณานำไปตั้งกระทู้ใหม่นะครับ มิฉนั้น มันจะกลายเป็นว่า เมื่อจนด้วยเหตุผลและหลักฐาน มันก็แตกประเด็นออกไปเรื่อยๆไม่จบสิ้น ผมไม่มีเวลามากขนาดนั้น หวังว่าจะสามารถเข้าใจได้ตามสมควรนะครับ !!!!
ขอให้มีความสุขตามสมควร
Ritti Janson
http://www.oknation.net/blog/SiamBhikhunis
http://rittijanson.blogspot.com/
ทำไมท่านพุทธทาส จึงกล้า …. (?)
ขออนุญาต “วิพากษ์” กรณีท่านพุทธทาสกับเขาบ้างตามสมัยนิยมของสังคมไทยซึ่งมักตื้นเขินในด้านองค์ความรู้ แต่ก็ชื่นชอบนัก กับการวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งซึ่งตนอาจรู้ไปไม่ถึงด้วยเหตุที่ขาดวิจารณญาณอันรอบคอบแจ่มชัด !!!!
ทำไมท่านพุทธทาสจึงกล้าวิพากษ์วิจารณ์พระไตรปิฎกโดยเฉพาะก็คือพระอภิธรรมปิฎก (?)
ท่านพุทธทาสได้ให้เหตุผลในลักษณะของสมุฏฐาน(ตามหลักฐานที่ปรากฏในกระทู้) มี ๒ ประการคือ
(๑) ใน ๕๐๐ ปีแรกจดจำพระไตรปิฎกด้วยวิธีมุขปาฐะ ย่อมอาจจะเกิดการผิดเพี้ยนตกหล่นได้
(๒) ใน ๒๐๐๐ ปีต่อมาแม้จะใช้วิธีจดจารึกเป็นหนังสือ แต่ก็อาจจะมีการสูญหายหรือเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ได้
ด้วยเหตุ ๒ ประการนี้เอง ท่านพุทธทาสจึงกล่าวว่า “ฉะนั้นเรา(ท่านพุทธทาส)จึงกล้าวิจารณ์”
แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านทั้งหลายควรทำความเข้าใจให้ดีก็คือ เหตุทั้ง ๒ ประการที่ท่านพุทธทาสกล่าวถึงนั้นเป็นสิ่งที่สมควรเรียกว่า “สมมุติฐาน” เท่านั้น หาใช่สิ่งที่เรียกว่า “เหตุผล” หรือ “หลักการ” แต่อย่างใดไม่
ดังนั้น ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะวิพากษ์วิจารณ์ท่านพุทธทาสอย่างสาดเสียเทเสียนั้น จึงควรตั้งสติให้ดีและพิจารณาให้รอบคอบดังนี้ว่า ....
พระไตรปิฎก ตามความเป็นจริง
ก่อนอื่นเราควรยอมรับตามความเป็นจริงก่อนว่า ในไตรปิฎกนั้น มีส่วนที่ถูกเพิ่มเติมขึ้นมา โดยที่มิได้เป็น “ของเก่า” นับแต่สมัยปฐมสังคายนา เช่น ในส่วนของพระอภิธรรมปิฎกคือ คัมภีร์กถาวัตถุ นั้นย่อมเป็นที่แน่ชัดว่าแต่งขึ้นในสมัยตติยสังคายนา โดยท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสะ หรือมิใช่ (?)
ไม่เพียงเท่านั้น เพราะแม้แต่พระวินัยปิฎกเองก็มีข้อความบางส่วนซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าเป็นของเพิ่มเติมขึ้นมาในภายหลัง เช่น สัตตสติกขันธกะ(จากพระวินัยปิฎกเล่มที่ ๗) ซึ่งเป็นข้อความว่าด้วยพระอรหันต์ ๗๐๐ รูปกระทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ทั้งนี้ย่อมไม่ต้องกล่าวถึงว่า คัมภีร์ปริวาร(พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๘)ที่ย่อมมิใช่ของเก่าอย่างแน่นอน เนื่องจากข้อความทั้งหมดในคัมภีร์นี้เป็นการย่อหัวข้อ สรุปเนื้อความ และวินิจฉัยปัญหาต่างๆจาก ภิกขุวิภังค์ ภิกขุนีวิภังค์ และขันธกะ ซึ่งเป็นของที่เกิดขึ้นและเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง
ในส่วนของสุตตันตปิฎกนั้น เราย่อมทราบกันดีอยู่ว่า มหานิทเทส จูฬนิทเทส และ ปฏิสัมภิทามรรค นั้นเป็นภาษิตของท่านพระสารีบุตร ซึ่งไม่ทราบชัดว่ายกขึ้นสู่พระบาลีในสมัยใดแต่ไม่น่าจะใช่เมื่อสมัยปฐมสังคายนาเป็นแน่ !!!!
ที่กล่าวแสดงให้เห็นนี้ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นเฉพาะในแง่ของหลักฐานที่แจ้งชัดว่า พระไตรปิฎกตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ย่อมมีส่วนที่ได้ถูกเพิ่มเติม(เนื้อหา)ขึ้นมา(มาก)พอสมควรเมื่อเทียบกับการสังคายนาครั้งที่ ๑ ที่มีท่านพระมหากัสสปะเป็นประธาน ทั้งนี้ ได้ละเว้นที่จะกล่าวถึงกรณีที่ต่างกันออกไปของพระไตรปิฎกที่รักษากันไว้ในแต่ละชนชาติ เช่น ฉบับพม่านับเอา มิลินทปัญหา เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกด้วย โดยที่ฝ่ายไทยของเรามิได้ถือเอาตามนั้น
เมื่อปรากฏหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ดังนี้แล้ว สมมุติฐานของท่านพุทธทาสที่กล่าวว่า “พระไตรปิฎก อาจจะมีการสูญหายหรือเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ได้” จึงสมควรนับว่าเป็นสมมุติฐานที่สามารถรับฟังได้ หาใช่เป็นเพียงแค่การ (๑) คิดคาดคะเน อนุมาน หรือ (๒) ตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ ดังที่ใครบางคนพยายามกล่าวหาท่าน(พุทธทาส) เนื่องจาก หลักฐานที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกนั้นเอง ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งอยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร
ดังนั้น ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านใดก็ตามที่กล่าวโทษท่านพุทธทาสว่า นำเสนอสมมุติฐานดังกล่าวข้างต้น “โดยไม่ได้มีหลักฐานสนับสนุนแต่อย่างใด” คงจะไม่กล่าวว่า คัมภีร์กถาวัตถุ และ สัตตสติกขันธกะ เป็นของเก่า โดยที่มิได้ถูกเพิ่มเติมเข้ามาในพระไตรปิฎก ในภายหลัง(นับจากปฐมสังคายนา)กระมัง (?)
หลักในการตรวจสอบสมมุติฐาน
เมื่อกล่าวถึงสมมุติฐานของท่านพุทธทาส และหลักฐานแท้ๆจากพระไตรปิฎกแล้ว สิ่งที่ต้องอธิบายต่อไปก็คือ เราจะใช้หลักการอะไรในการพิสูจน์หรือตรวจสอบว่า ข้อความใดในพระไตรปิฎกเป็นพุทธพจน์ดั้งเดิมหรือเป็นสิ่งที่ถูกเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องใช้อ้างอิงในส่วนที่พ้นไปจากคัมภีร์ที่เราทราบได้อย่างแน่นอนอยู่แล้วว่าเป็นของใหม่ที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามา โดยไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆอีก อย่างเช่น คัมภีร์กถาวัตถุ และ สัตตสติกขันธกะ
หลักการเบื้องต้นในการพิจารณาว่า ธรรมเหล่าใดเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดานั้นก็โดยอาศัยหลักการที่พระพุทธองค์ตรัสไว้แก่ท่านพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี(สังขิตตสูตร) ความว่า ....
“ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้ ….
(๑) เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด
(๒) เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้
(๓) เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส
(๔) เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก
(๕) เป็นไปเพื่อสันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ
(๖) เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
(๗) เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
(๘) เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก
ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ”
แต่ยังมีหลักการอีกอย่างหนึ่งซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายกว่า และท่านพุทธทาสก็ได้ใช้หลักการนี้นั่นเองในการวินิจฉัยว่า ถ้อยคำใดเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดาหรือไม่ นั่นคือ การอ้างพุทธพจน์ ที่ตรัสกับท่านพระอนุราธะ ความว่า “ดูกรอนุราธะ ในกาลก่อนด้วย ในบัดนี้ด้วย เราย่อมบัญญัติทุกข์และความดับแห่งทุกข์ ฯ”(อนุราธสูตร) แปลความได้ว่า ท่านทั้งหลายในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทย่อมสามารถพิจารณาได้โดยแยบคายในใจของตนเองว่า ถ้อยคำหรือข้อความใดๆก็ตามที่ปรากฏอยู่ในปิฎกนั้นเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดาหรือไม่ โดยที่มิต้องอาศัย “การตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง” ตามคำเสียดสีของโมฆบุรุษบางคนแต่อย่างใดเลย หรือมิใช่ (?)
ตัวอย่างเช่น การที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่าท่านไม่ยอมรับว่า มหาสมัยสูตร เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดานั้น ก็ขอให้ท่านทั้งหลายจงพิจารณาข้อความทั้งหมดจากมหาสมัยสูตรเอาเองอย่างถี่ถ้วนเถิดว่า มีข้อความใดบ้างหรือไม่ ที่เนื่องกับทุกข์และความดับแห่งทุกข์ ตามที่ตรัสกับท่านพระอนุราธะว่า (พระองค์)ย่อมตรัสแต่เรื่องทุกข์และความดับแห่งทุกข์เท่านั้น !!!!
ทั้งนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตให้ดีด้วยว่า ข้อความเริ่มต้นของมหาสมัยสูตรนั้น กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่ามหาวัน เขตพระนครกบิลพัสดุ์ ในสักกชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์ ก็พวกเทวดาจากโลกธาตุทั้ง ๑๐ ประชุมกันมาก เพื่อทัศนาพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ ฯ” หลังจากนั้น ก็ปรากฏข้อความอธิบายเกี่ยวกับเทวดาในปริยายต่างๆ โดยไม่เกี่ยวกับเรื่องทุกข์และความดับแห่งทุกข์นั้นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งหากท่านผู้ใดยังจะยืนยันว่าข้อความในมหาสมัยสูตรเป็นพุทธพจน์ ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะนั่นย่อมเป็นสิทธิส่วนตัวของท่านเอง(ผมไม่เกี่ยว)
หากแต่เมื่อท่านยืนยันดังนั้นแล้ว ท่านสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า ข้อความในมหาสมัยสูตรเกี่ยวข้องกับทุกข์และความดับแห่งทุกข์อย่างไร อีกทั้งท่านสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า หากแม้ในชาติหนึ่งชาติใด ท่านมีวาสนาได้พบเพียงแต่มหาสมัยสูตรนี้เพียงสูตรเดียวเท่านั้นในชีวิต ท่านจะสามารถนำข้อความจากสูตรนี้ ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์โดยไม่เหลือ ได้หรือไม่ (?)
ซึ่งหากแม้ท่านทั้งหลายที่กำลังก่นด่าท่านพุทธทาสด้วยความเมามันอยู่นั้น กลับไม่สามารถอธิบายแจกแจงความข้อนี้ให้กระจ่างชัดได้ ก็ย่อมเป็นท่านเหล่านั้นนั่นเอง ที่ต้องตกเป็นจำเลยของผลอันสุกงอมแห่งเจตนา(คือกรรม)ในแง่ที่ว่า ท่านกำลังกล่าวตู่ใส่ร้ายพระเถระรูปหนึ่งอย่างอยุติธรรม และอย่างปราศจากความรู้ความเข้าใจในพระธรรมคำสอนอย่างทั่วถึงแท้จริง !!!!
หรือดังกรณีของ มหาสุทัสสนสูตร ซึ่งท่านพุทธทาสได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า “ท่านไม่ยอมรับ เนื่องจากไม่เกี่ยวกับดับทุกข์ .... เฟ้อ” เมื่อท่านทั้งหลาย ได้พิจารณาข้อความจากมหาสุทัสสนสูตรแล้ว ก็ย่อมทราบได้เองว่า แม้ข้อความในสูตรนี้จะยาวมาก แต่ข้อความส่วนใหญ่กลับเป็นเรื่องราวของ พระเจ้าจักรพรรดิมหาสุทัสสนะแห่งเมืองกุสาวดี(คือเกือบทั้งหมดของพระสูตร) โดยในท้ายที่สุดก็ได้ปรากฏคาถาของพระพุทธองค์สั้นๆเพียงว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็น ธรรมดาบังเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นความสุข ดังนี้ ฯ” ในกรณีเช่นนี้ ท่านพุทธทาสย่อมสามารถแยกแยะได้เองว่า ความข้อไหนเป็นพุทธพจน์ หรือมิใช่พุทธพจน์ ซึ่งนั่นก็ย่อมเป็นวิจารณญาณของท่านพุทธทาสเอง โดยที่ท่านก็มิได้บังคับบัญชาว่ากล่าวให้ผู้อื่นจะต้องเชื่อตามมติของท่านดายไป มิใช่หรือ (?)
กรณีพระอภิธรรมปิฎก
อภิธรรมปิฎกนั้น เมื่อพิจารณาในแง่ของการอ้างอิงก็ย่อมต้องถือว่าเป็นชั้นที่ ๑ คือ พระไตรปิฎก แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับพระไตรปิฎกด้วยกันเอง ก็ย่อมต้องถือเอา พระวินัยและพระสูตรเป็นหลัก ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายย่อมทราบเป็นอย่างดีแล้วว่า หลักฐานในชั้นพุทธพจน์นั้นตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนว่า อภิธรรม หมายถึง โพธิปักขิยธรรม คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โดยที่มิได้ตรัสว่ามีความหมายอย่างอื่นอีก(กินติสูตร) หมายความว่า การกล่าวว่า อภิธัมเม หมายถึง พระอภิธรรมปิฎกนั้นเป็นมติในชั้นอรรถกถาเท่านั้น โดยในความข้อนี้ ท่านทั้งหลายจะถือความหมายตามพุทธพจน์หรือตามมติอรรถกถา นั่นก็ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบของท่านเองอีกเช่นกัน
เพราะแม้ว่าท่านจะเชื่อถือกันว่าว่า อภิธรรมเป็นข้อความซึ่งพระพุทธองค์ตรัสกับพระพุทธมารดาเมื่อคราวประทับจำพรรษาในดาวดึงส์เทวโลก โดยอ้างข้อความจาก “อัฏฐสาลินี” ซึ่งกล่าวว่า ....
“พระสัมพุทธะพระองค์ใด มีพระทัยอันความกรุณานั้นให้อุตสาหะขึ้นด้วยดีในสัตว์ทั้งหลาย เมื่อประทับจำพรรษาในดาวดึงส์เทวโลก ในคราวที่แสดงยมกปาฏิหาริย์เสร็จแล้ว ได้ประทับนั่งบนศิลาอาสน์ ชื่อว่าบัณฑุกัมพล ณ ควงไม้ปาริชาต ทรงพระสิริโสภาคย์ ดุจพระอาทิตย์อุทัยเหนือขุนเขายุคันธร ผู้อันหมู่แห่งเทพเจ้าทั้งหมื่นจักรวาลได้มาแวดล้อมนั่งประชุมกัน สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ได้ทรงทำสันตุสสิตเทพบุตรซึ่งเคยเป็นพุทธมารดาให้เป็นประธานแก่หมู่เทพยเจ้าทั้งหลาย แล้วตรัสกถามรรค (ประพันธ์) พระอภิธรรมติดต่อกันไปตลอดพรรษากาล ด้วยเดชแห่งพระสัพพัญญุตญาณนั้น ฯ”
แต่กระนั้นก็ตาม ได้ปรากฏความในอัฏฐกถากัณฑวรรณนา กล่าวถึงที่มาของ อัฏฐกถากัณฑ์ ว่าเกิดจากการที่ท่านพระสารีบุตรไม่อาจกำหนดขยายเนื้อความใน นิกเขปกัณฑ์ ให้แก่สัทธิวิหาริกของท่านได้ ท่านจึงพาสัทธิวิหาริกนั้นไปสำนักพระศาสดา แล้วทูลถามต่อพระพุทธองค์ ครั้งนั้น พระพุทธองค์จึงตรัส อัฏฐกถากัณฑ์ ประทานแก่ภิกษุนั้น แปลความได้ว่า เอาเข้าจริงแล้ว พระอภิธรรมปิฎก ก็มิได้หมายถึง อภิธรรมที่เชื่อกันว่า พระพุทธองค์ตรัสกับพระพุทธมารดาในดาวดึงส์เทวโลกไปเสียทั้งหมด เพราะได้ปรากฏหลักฐานในชั้นอรรถกถานั้นเอง ที่กล่าวว่า พระพุทธองค์ตรัส อัฏฐกถากัณฑ์ กับสัทธิวิหาริกของท่านพระสารีบุตร(ธัมมสังคณี ประกอบไปด้วย ๑.มาติกา ๒.จิตตุปบาทกัณฑ์ ๓.รูปกัณฑ์ ๔.นิกเขปกัณฑ์ ๕.อัฏฐกถากัณฑ์)
กรณีของ อัฏฐกถากัณฑ์ ย่อมส่อแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า มติอรรถกาจารย์นั้นแม้จะสามารถรับฟังได้ แต่เราจะเชื่อไปเสียทั้งหมดโดยปราศจากการพินิจพิเคราะห์มิได้ เพราะเพียงแค่ว่า พระพุทธองค์ตรัสอภิธรรมกับใครและที่ไหนนั้น หลักฐานในชั้นอรรถกถาก็ขัดกันเองเสียแล้ว ทั้งหมดนี้ ย่อมเป็นภาระของท่านทั้งหลายในการพิจารณาด้วยตนเองอย่างรอบคอบ หาใช่การก้มหน้าก้มตาแต่งกระทู้ก่นด่าท่านพุทธทาสอย่างคนขาดสติ หรือมิใช่ (?)
ในประเด็นที่ผมสรุปว่า อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง กล่าวคือ เป็นเพียงการนำพุทธพจน์จากพระสูตรและพระวินัยมาสรุปและจัดหมวดหมู่เสียใหม่ จึงสมควรกล่าวได้ว่าเป็นพุทธพจน์โดยปริยาย ซึ่งเพื่อความไม่ประมาทก็ควรตรวจสอบข้อความจากอภิธรรมปิฎกด้วยพระสูตรและพระวินัย ตามหลักมหาปเทส ๔ นั้น ผมได้กล่าวอธิบายเหตุผลและหลักฐานมากพอสมควรแล้วในบทความชื่อ อภิธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม ซึ่งจะไม่ขอกล่าวซ้ำอีกในที่นี้(กรุณาไปหาอ่านเอาเอง)
ท่านพุทธทาสไม่เคารพพระไตรปิฏกเลย …. หรือ (?)
ทีนี้ก็มาถึงข้อกล่าวหาที่ว่าท่านพุทธทาสกับการ “โกย” พระไตรปิฎก ซึ่งมีใครบางคนพยายามกล่าวหาท่านพุทธทาสว่า ไม่เคารพพระไตรปิฎก โดยอ้างถึงข้อความจากหนังสือ อภิธรรมคืออะไร ของท่านพุทธทาส หน้า 15(ปรากฏในกระทู้ PANTIP_COM Y10496205 เหตุผล ที่ท่านพุทธทาส วิจารณ์ พระไตรปิฏก อรรถกถา ของเถรวาท ความคิดเห็นที่ ๒๙) ความว่า ....
“ทีนี้เรามาเปรียบเทียบกันอย่างนี้ ให้โกยอภิธรรมทิ้งให้หมด อภิธรรมที่รู้กันอยู่นั่นแหละ อภิธรรมปิฏก อภิธัมมัตถสังคหะ อภิธรรมอะไรก็ตามที่ระบุไปที่อภิธรรมเฟ้อนี้โกยทิ้งไปเสียให้หมด เราก็ไม่ขาดอะไร เพราะเรามีสุตตันตะเหลือไว้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อพระนิพพานได้โดยเร็ว ไม่ลังเลไม่เฉื่อยชาเสียอีก ....”
ซึ่งเจ้าของความคิดเห็นนั้นได้กล่าวเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า ….
“ไม่ว่าจะเป็นท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ แม้ท่านจะกล่าวว่า ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส แต่ท่านก็กล่าวตรงกันว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ควรศึกษา ทั้งสองท่านไม่เคยกล่าวว่าให้ตัดทอนส่วนไหนออกเลย นี่คือท่าทีที่ตรงข้ามกันกับท่านพุทธทาส ชัดเจน”
การที่บุคคลผู้นี้กล่าวว่า ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ มีมติว่าอภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรงนั้น ก็นับว่าถูกต้องชัดเจนสมควรแก่การอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง แต่การกล่าวว่า ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ ไม่เคยกล่าวว่าให้ตัดทอนส่วนไหนออกเลย ย่อมเป็นท่าทีที่ตรงข้ามกับท่านพุทธทาสอย่างชัดเจนนั้น .... อาจเป็นการสรุปเกิน(ข้อมูล) รวมไปถึงการกล่าวหาว่าท่านพุทธทาสไม่เคารพพระไตรปิฎกเลยนั้น ย่อมเป็นการกล่าวหาพระเถระด้วยข้อความอันเป็นเท็จอย่างปราศจากความละอายโดยแท้
ขอให้สังเกตให้ดีว่า ในเบื้องต้น ท่านพุทธทาสได้กล่าวว่า “ทีนี้เรามาเปรียบเทียบกันอย่างนี้ ....” ซึ่งด้วยข้อความสั้นๆเพียงเท่านั้น ข้อกล่าวหาทั้งหลายก็กลายเป็นเรื่อง โอละพ่อ ไปเสียแล้ว เนื่องจากท่านพุทธทาสก็ได้กล่าวเอาไว้ในเบื้องต้นอย่างชัดเจนแล้วนี่ครับว่า เป็นการกล่าวโดยเปรียบเทียบ และขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไปอีกว่า จำเพาะการเปรียบเทียบนั้น ท่านพุทธทาสหมายถึงว่า ....
หาก “โกย” .... อภิธรรมปิฎก อภิธัมมัตถสังคหะ ทิ้งไป เราก็ไม่ขาดอะไร .... ????
ประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาก็คือ การที่ท่านพุทธทาสกล่าว “เปรียบเทียบ” ว่าหากโกยอภิธรรมปิฎกทิ้งไปเราก็ไม่ขาดอะไรนั้น
(๑) คำกล่าวนี้เป็นความจริงหรือไม่ และ
(๒) การกล่าวเช่นนี้เป็นการไม่เคารพพระไตรปิฎกหรือไม่ (?)
ในแง่ของการพิจารณาข้อเท็จจริง ถ้าหากผู้กล่าวหาท่านพุทธทาสเชื่อตาม ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ และ คุณเสฐียรพงษ์ ซึ่งมีมติว่าอภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง ก็ย่อมมีความหมายว่า ท่านยอมรับตามความจริงด้วยว่า แท้ที่จริงแล้ว อภิธรรมปิฎก ก็คือการนำ ปรมัตถกถา จากพระสูตรและพระวินัย มาสรุปและเรียบเรียงขึ้นใหม่นั่นเอง พูดให้ง่ายเข้าไปอีกก็คือ อภิธรรมปิฎก อาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้ง Brief หรือ Short note และ Key ของพระสูตรและพระวินัย ซึ่งเมื่อพิจารณาตามหลักเหตุผลพื้นฐานแล้ว แม้ว่าส่วนของตำราที่เป็น Brief หรือ Short note จะขาดหายไป แต่ถ้าหากส่วนที่เป็นข้อความหลักแท้จริงอันเป็นที่มาของ Brief หรือ Short note นั้นยังอยู่ครบ ก็ย่อมเท่ากับว่า เรายังมิได้สูญเสียอะไรไปเลย หรือมิใช่ (?)
เพราะในแง่ของความเป็นจริงก็คือ ทั้ง Brief หรือ Short note หรือ Key นั้นย่อมเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาสามารถ วิเคราะห์และสังเคราะห์ขึ้นมาได้ใหม่ทุกเมื่อ ตราบเท่าที่ยังมีข้อความหลักของหนังสือนั้นอยู่อย่างครบถ้วน ฉันใดก็ฉันนั้น หากผู้กล่าวหาท่านพุทธทาส มีความเชื่อถืออย่างสนิทใจว่า อภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง หากแต่เป็นเพียงการนำปรมัตถกถาจากพระสูตรและพระวินัย มาสรุปและเรียบเรียงขึ้นใหม่ นั่นก็ย่อมต้องหมายความว่า แม้อภิธรรมปิฎกขาดหายไป แต่ใจความสำคัญทั้งหมดที่เคยปรากฏอยู่ในอภิธรรมปิฎกย่อมมิได้สูญหายไปด้วย เนื่องจากข้อความเหล่านั้น ย่อมบริบูรณ์ดีอยู่ตามเดิมในพระสูตรและพระวินัยนั่นเอง .... ซึ่งความข้อนี้ท่านจะสามารถเข้าใจในเหตุและผลได้อย่างถ่องแท้หรือไม่ ก็ยังเป็นที่น่าสงสัยอยู่ (?)
ดังนั้น คำอุปมาของท่านพุทธทาสที่ว่า หาก “โกย” อภิธรรมปิฎก อภิธัมมัตถสังคหะ ทิ้งไป เราก็ไม่ขาดอะไร จึงย่อมเป็นคำพูดที่บริสุทธิบริบูรณ์ด้วยเหตุและผลอย่างเต็มภาคภูมิ มิได้เป็นความเท็จเลยแม้แต่น้อย เว้นเสียแต่ว่า ผู้กล่าวหาท่านพุทธทาส จะเข้าใจไปว่า อภิธรรมปิฎก เป็นคัมภีร์ที่เกิดขึ้นมาอย่างเอกเทศ โดยที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พระสูตรและพระวินัยเลยไม่ว่าจะโดยปริยายใดๆ ซึ่งนั่นอาจหมายรวมไปถึงการปฏิเสธมติของ ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ และ คุณเสฐียรพงษ์ ตามที่ได้อ้างกันมาตั้งแต่ต้นนั้นด้วย
ส่วนประเด็นที่กล่าวร้ายว่า การกล่าวอุปมาดังกล่าวเท่ากับเป็นการแสดงออกซึ่งความไม่เคารพพระไตรปิฎกนั้นผมก็เห็นว่า เป็นการกล่าวหาที่ไม่สมควรแก่เหตุและผล เพราะนอกจากจะเห็นได้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า นั่นเป็นเพียงการกล่าวอุปมา อีกทั้งยังเป็นอุปมาที่สมด้วยเหตุผล และมีหลักฐานรองรับอยู่อย่างชัดแจ้ง ปราศจากข้อกังขาใด(หากจะพิจารณาความเหล่านั้นอย่างรอบคอบด้วยใจที่เป็นธรรม)
ดังนั้น การกล่าวหาว่าผู้กล่าวถ้อยคำและข้อความอันเป็นสัจจะความจริง(ท่านพุทธทาส) ว่าเป็นผู้ไม่เคารพพระไตรปิฎกนั้น จึงเป็นเพียงแค่คำกล่าวร้ายของอคติบุคคล ผู้มืดบอดด้วยสติปัญญา และไร้ซึ่งหิริโอตตัปปะ ที่หาคุณค่าใดๆมิได้ เท่านั้นเอง !!!!
เรื่องของความไม่เชื่อ
ดูเหมือนจะเกิดความสับสนเล็กน้อยในกรณีของ ความเชื่อ หรือ ความไม่เชื่อ โดยอ้างถึง ปุพพโกฏฐกสูตร และ กาลามสูตร ทั้งนี้ขออ้างถึงข้อความของคุณปล่อย(ความคิดเห็นที่ ๓๖) ซึ่งกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ขออนุญาตแชร์ความเห็นนิดนึงนะครับ
-----------------------------------------------
ปุพพโกฏฐกสูตร ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าอมตะมีจริงแท้ ทางนี้เป็นทางไป เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่เคยไป "ควรเชื่อ" เถอะ ว่ามีจริงและไปทางนี้ จะได้ไม่พลาดอมตะ(พระสารีบุตรเข้าถึงแล้ว จึงพ้นจากขั้นเชื่อว่าจริงหรือไม่จริง คือรู้ว่าจริง)
กาลามสูตร ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า ถ้าคุณยังไม่รู้หรือยังไม่เลือกว่าจะเชื่อทางไหน ก็ระวังอย่าเชื่อง่ายจนกว่าจะรู้ด้วยตนว่าทำแล้วมีประโยชน์หรือโทษ และที่สำคัญคือ ระหว่างยังไม่รู้ ให้ถือหลักอุ่นใจไว้ ทำอย่างไม่ให้เสียประโยชน์ทั้งสองด้าน”
ขออนุญาตกล่าวเสริม คุณปล่อย ดังนี้ว่า กาลามสูตร นับเป็นขั้นที่ ๑ ส่วน ปุพพโกฏฐกสูตร ควรนับเป็นขั้นที่ ๒ ทั้งนี้ผมเห็นด้วยในประเด็นที่คุณปล่อยกล่าวว่า เราควรใช้หลักกาลามสูตรในกรณีที่เรายังไม่ทราบแน่ชัดในทางเลือกที่แตกต่างกันเหล่านั้นว่าทางใดเป็นไปเพื่อกุศล จนกว่าเราจะสามารถพิจารณาได้อย่างแยบคาย(ในใจ)แล้วว่า “ทางนั้น” เป็นไปเพื่อประโยชน์เป็นไปเพื่อกุศล เมื่อนั้นเราจึงจะ “ปลงใจเชื่อ” ซึ่งกว่าจะพัฒนามาจนถึงขั้น ปลงใจเชื่อได้อย่างสนิทใจนั้น ย่อมหมายความว่าบุคคลผู้นั้นได้ผ่านการเรียน การสอบสวน การฟัง การทรงจำ และการพิจารณาในขันธ์ ธาตุ และอายตนะฯ มาแล้วอย่างยิ่งยวด ทั้งในขั้นสุตมยปัญญาและจินตมยปัญญา ดังที่เรียกกันว่า กัลยาณปุถุชน
ซึ่งเมื่อบุคคลได้พัฒนามาจนถึงขั้นนี้แล้วย่อมมี “ความเชื่อ” ในอมตะ(คือความดับทุกข์) และอินทรีย์(คือหนทางแห่งความดับทุกข์) โดยคำว่า ชนเหล่าอื่น ในปุพพโกฏฐกสูตรนั้นหมายถึงกัลยาณมิตร หรืออาจกล่าวอีกแบบหนึ่งก็ได้ว่า ข้อความในปุพพโกฏฐกสูตร หมายถึง การเชื่อในอริยสัจ ๔ เพราะอินทรีย์ในพระสูตรนั้นย่อมหมายถึง ธรรมในโพธิปักขิยธรรม คือ ธรรมอันยิ่ง(อภิธรรม) ดังนั้น การที่ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่าท่านไม่ถึงซึ่งความเชื่อนั้นแล้ว จึงหมายความว่า ด้วยเหตุที่ท่านรู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว กระทำให้แจ้งแล้ว พิจารณาเห็นแล้วด้วยปัญญา (ท่าน)จึงหมดความเคลือบแคลงสงสัยในความดับทุกข์(อมตะ)และทางดับทุกข์(มรรค) คือพ้นไปจากทิฐิ(ความเชื่อ)ทั้งปวงแล้วนั่นเอง
เมื่อย้อนมาพิจารณาในกรณีของท่านพุทธทาส ย่อมจะเห็นว่า ในขั้นต้นท่านได้อ้างถึง กาลามสูตร ซึ่งเป็นหลักการขั้นต้น(๑)ในการสอบสวนพิจารณาเพื่อให้ถึงซึ่งผล คือการปลงใจเชื่อ “ข้อความในพระไตรปิฎก” แต่ครั้นเมื่อถึงขั้นตอนการพิจารณา ท่านได้อ้างพุทธพจน์ ที่ตรัสกับท่านพระอนุราธะ ความว่า “ดูกรอนุราธะ ในกาลก่อนด้วย ในบัดนี้ด้วย เราย่อมบัญญัติทุกข์และความดับแห่งทุกข์ ฯ” มาใช้เป็นหลักการในการตรวจสอบ ซึ่งก็คือการใช้หลักความเชื่อในอริยสัจ ๔ ตามแนวทางในปุพพโกฏฐกสูตรซึ่งนับเป็นขั้นที่ ๒
โดยเมื่อพิจารณาความมาจนถึงขั้นนี้แล้ว กลับยิ่งพบว่า ท่านพุทธทาสได้พิจารณาธรรมโดยสมควรแก่ธรรม ถูกต้องตรงตามหลักการและแนวทางของพระธรรมวินัยอย่างน่ายกย่อง อีกทั้งผลแห่งการพิจารณาธรรมนั้นของท่านพุทธทาส ก็มิได้ก่อให้เกิดข้อสรุปที่ผิดไปจากสัจจะความจริง อันพ้นไปจากพระธรรมวินัยซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้วแต่อย่างใด ดังนั้น ความพยายามกล่าวร้ายต่อท่านพุทธทาสในกรณีนี้ จึงเป็นการกระทำที่อยุติธรรมต่อท่านพุทธทาสอย่างไม่สมควร อันเป็นเหตุให้(ผม)จำต้องเขียนข้อความ “แย้ง” โดยสังเขปและตามสมควรแก่การอธิบายเพื่อความยุติธรรม
ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า ข้อความที่ผมแสดงมาทั้งหมดนั้น ย่อมมีค่าเพียง “อัตตโนมติ” ของผมแต่เพียงผู้เดียว หาใช่ข้อสรุปแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ท่านทั้งหลายจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อตาม ด้วยเหตุที่ หากมีผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามกล่าวอ้างว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา” พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาใว้เป็นหลักการ คือ “พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย”
๑) ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว ดังนั้น พวกเธอพึง ทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
๒) ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำ สั่งสอนของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาปเทสนี้ไว้
ผมอาจมิได้กล่าวอธิบายครบทุกประเด็น หรือในบางประเด็นก็กล่าวอย่างย่นย่อเกินไป นั่นย่อมนับได้ว่าเป็นความบกพร่องของผมเอง หาได้เกี่ยวกับพุทธพจน์แต่อย่างใดไม่ อีกทั้งต้องสารภาพตามตรงว่า ผมมิได้เป็นศิษย์ของท่านพุทธทาส จึงมิได้มีหน้าที่ต้องมาแก้ต่างให้กับท่าน และยังเห็นอีกด้วยว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องแก้ต่างให้กับท่าน เพราะท่านพุทธทาสย่อมมิได้มาเดือดร้อนอะไรกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว หากแต่การกล่าวอธิบายในครั้งนี้ ผมย่อมถือเอาผลประโยชน์ของผู้กล่าวร้ายต่อท่านพุทธทาสนั้นเองเป็นที่ตั้ง ด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บรรดานักโจมตีท่านพุทธทาสนั้น จะได้สามารถพัฒนาตนให้เป็นผู้ซึ่งประกอบไปด้วยสติและปัญญาอย่างบริบูรณ์ ด้วยการเรียน การสอบสวน การฟัง การทรงจำ และการพิจารณาในขันธ์ ธาตุ และอายตนะฯ มาแล้วอย่างยิ่งยวด ทั้งในขั้นสุตมยปัญญาและจินตมยปัญญา อันจะเป็นบาทฐานที่สำคัญในการโต้แย้งท่านพุทธทาสได้อย่างสมเหตุสมผล ประกอบไปด้วยวิจารณญาณและหลักฐานที่ชัดแจ้ง อย่างปราศจากอคติทั้งปวงอันอาจชักนำไปสู่ทุคติอบายโดยไม่จำเป็น จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านทั้งหลายจะสามารถเข้าใจในความปรารถนาดีนี้ ได้ตามสมควร
Ritti Janson
http://www.oknation.net/blog/SiamBhikhunis
http://rittijanson.blogspot.com/
ทำไมท่านพุทธทาสจึงกล้าวิพากษ์วิจารณ์พระไตรปิฎกโดยเฉพาะก็คือพระอภิธรรมปิฎก (?)
ท่านพุทธทาสได้ให้เหตุผลในลักษณะของสมุฏฐาน(ตามหลักฐานที่ปรากฏในกระทู้) มี ๒ ประการคือ
(๑) ใน ๕๐๐ ปีแรกจดจำพระไตรปิฎกด้วยวิธีมุขปาฐะ ย่อมอาจจะเกิดการผิดเพี้ยนตกหล่นได้
(๒) ใน ๒๐๐๐ ปีต่อมาแม้จะใช้วิธีจดจารึกเป็นหนังสือ แต่ก็อาจจะมีการสูญหายหรือเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ได้
ด้วยเหตุ ๒ ประการนี้เอง ท่านพุทธทาสจึงกล่าวว่า “ฉะนั้นเรา(ท่านพุทธทาส)จึงกล้าวิจารณ์”
แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านทั้งหลายควรทำความเข้าใจให้ดีก็คือ เหตุทั้ง ๒ ประการที่ท่านพุทธทาสกล่าวถึงนั้นเป็นสิ่งที่สมควรเรียกว่า “สมมุติฐาน” เท่านั้น หาใช่สิ่งที่เรียกว่า “เหตุผล” หรือ “หลักการ” แต่อย่างใดไม่
ดังนั้น ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะวิพากษ์วิจารณ์ท่านพุทธทาสอย่างสาดเสียเทเสียนั้น จึงควรตั้งสติให้ดีและพิจารณาให้รอบคอบดังนี้ว่า ....
พระไตรปิฎก ตามความเป็นจริง
ก่อนอื่นเราควรยอมรับตามความเป็นจริงก่อนว่า ในไตรปิฎกนั้น มีส่วนที่ถูกเพิ่มเติมขึ้นมา โดยที่มิได้เป็น “ของเก่า” นับแต่สมัยปฐมสังคายนา เช่น ในส่วนของพระอภิธรรมปิฎกคือ คัมภีร์กถาวัตถุ นั้นย่อมเป็นที่แน่ชัดว่าแต่งขึ้นในสมัยตติยสังคายนา โดยท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสะ หรือมิใช่ (?)
ไม่เพียงเท่านั้น เพราะแม้แต่พระวินัยปิฎกเองก็มีข้อความบางส่วนซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าเป็นของเพิ่มเติมขึ้นมาในภายหลัง เช่น สัตตสติกขันธกะ(จากพระวินัยปิฎกเล่มที่ ๗) ซึ่งเป็นข้อความว่าด้วยพระอรหันต์ ๗๐๐ รูปกระทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ทั้งนี้ย่อมไม่ต้องกล่าวถึงว่า คัมภีร์ปริวาร(พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๘)ที่ย่อมมิใช่ของเก่าอย่างแน่นอน เนื่องจากข้อความทั้งหมดในคัมภีร์นี้เป็นการย่อหัวข้อ สรุปเนื้อความ และวินิจฉัยปัญหาต่างๆจาก ภิกขุวิภังค์ ภิกขุนีวิภังค์ และขันธกะ ซึ่งเป็นของที่เกิดขึ้นและเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง
ในส่วนของสุตตันตปิฎกนั้น เราย่อมทราบกันดีอยู่ว่า มหานิทเทส จูฬนิทเทส และ ปฏิสัมภิทามรรค นั้นเป็นภาษิตของท่านพระสารีบุตร ซึ่งไม่ทราบชัดว่ายกขึ้นสู่พระบาลีในสมัยใดแต่ไม่น่าจะใช่เมื่อสมัยปฐมสังคายนาเป็นแน่ !!!!
ที่กล่าวแสดงให้เห็นนี้ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นเฉพาะในแง่ของหลักฐานที่แจ้งชัดว่า พระไตรปิฎกตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ย่อมมีส่วนที่ได้ถูกเพิ่มเติม(เนื้อหา)ขึ้นมา(มาก)พอสมควรเมื่อเทียบกับการสังคายนาครั้งที่ ๑ ที่มีท่านพระมหากัสสปะเป็นประธาน ทั้งนี้ ได้ละเว้นที่จะกล่าวถึงกรณีที่ต่างกันออกไปของพระไตรปิฎกที่รักษากันไว้ในแต่ละชนชาติ เช่น ฉบับพม่านับเอา มิลินทปัญหา เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกด้วย โดยที่ฝ่ายไทยของเรามิได้ถือเอาตามนั้น
เมื่อปรากฏหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ดังนี้แล้ว สมมุติฐานของท่านพุทธทาสที่กล่าวว่า “พระไตรปิฎก อาจจะมีการสูญหายหรือเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ได้” จึงสมควรนับว่าเป็นสมมุติฐานที่สามารถรับฟังได้ หาใช่เป็นเพียงแค่การ (๑) คิดคาดคะเน อนุมาน หรือ (๒) ตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ ดังที่ใครบางคนพยายามกล่าวหาท่าน(พุทธทาส) เนื่องจาก หลักฐานที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกนั้นเอง ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งอยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร
ดังนั้น ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านใดก็ตามที่กล่าวโทษท่านพุทธทาสว่า นำเสนอสมมุติฐานดังกล่าวข้างต้น “โดยไม่ได้มีหลักฐานสนับสนุนแต่อย่างใด” คงจะไม่กล่าวว่า คัมภีร์กถาวัตถุ และ สัตตสติกขันธกะ เป็นของเก่า โดยที่มิได้ถูกเพิ่มเติมเข้ามาในพระไตรปิฎก ในภายหลัง(นับจากปฐมสังคายนา)กระมัง (?)
หลักในการตรวจสอบสมมุติฐาน
เมื่อกล่าวถึงสมมุติฐานของท่านพุทธทาส และหลักฐานแท้ๆจากพระไตรปิฎกแล้ว สิ่งที่ต้องอธิบายต่อไปก็คือ เราจะใช้หลักการอะไรในการพิสูจน์หรือตรวจสอบว่า ข้อความใดในพระไตรปิฎกเป็นพุทธพจน์ดั้งเดิมหรือเป็นสิ่งที่ถูกเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องใช้อ้างอิงในส่วนที่พ้นไปจากคัมภีร์ที่เราทราบได้อย่างแน่นอนอยู่แล้วว่าเป็นของใหม่ที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามา โดยไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆอีก อย่างเช่น คัมภีร์กถาวัตถุ และ สัตตสติกขันธกะ
หลักการเบื้องต้นในการพิจารณาว่า ธรรมเหล่าใดเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดานั้นก็โดยอาศัยหลักการที่พระพุทธองค์ตรัสไว้แก่ท่านพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี(สังขิตตสูตร) ความว่า ....
“ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้ ….
(๑) เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด
(๒) เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้
(๓) เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส
(๔) เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก
(๕) เป็นไปเพื่อสันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ
(๖) เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
(๗) เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
(๘) เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก
ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ”
แต่ยังมีหลักการอีกอย่างหนึ่งซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายกว่า และท่านพุทธทาสก็ได้ใช้หลักการนี้นั่นเองในการวินิจฉัยว่า ถ้อยคำใดเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดาหรือไม่ นั่นคือ การอ้างพุทธพจน์ ที่ตรัสกับท่านพระอนุราธะ ความว่า “ดูกรอนุราธะ ในกาลก่อนด้วย ในบัดนี้ด้วย เราย่อมบัญญัติทุกข์และความดับแห่งทุกข์ ฯ”(อนุราธสูตร) แปลความได้ว่า ท่านทั้งหลายในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทย่อมสามารถพิจารณาได้โดยแยบคายในใจของตนเองว่า ถ้อยคำหรือข้อความใดๆก็ตามที่ปรากฏอยู่ในปิฎกนั้นเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดาหรือไม่ โดยที่มิต้องอาศัย “การตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง” ตามคำเสียดสีของโมฆบุรุษบางคนแต่อย่างใดเลย หรือมิใช่ (?)
ตัวอย่างเช่น การที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่าท่านไม่ยอมรับว่า มหาสมัยสูตร เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดานั้น ก็ขอให้ท่านทั้งหลายจงพิจารณาข้อความทั้งหมดจากมหาสมัยสูตรเอาเองอย่างถี่ถ้วนเถิดว่า มีข้อความใดบ้างหรือไม่ ที่เนื่องกับทุกข์และความดับแห่งทุกข์ ตามที่ตรัสกับท่านพระอนุราธะว่า (พระองค์)ย่อมตรัสแต่เรื่องทุกข์และความดับแห่งทุกข์เท่านั้น !!!!
ทั้งนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตให้ดีด้วยว่า ข้อความเริ่มต้นของมหาสมัยสูตรนั้น กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่ามหาวัน เขตพระนครกบิลพัสดุ์ ในสักกชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์ ก็พวกเทวดาจากโลกธาตุทั้ง ๑๐ ประชุมกันมาก เพื่อทัศนาพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ ฯ” หลังจากนั้น ก็ปรากฏข้อความอธิบายเกี่ยวกับเทวดาในปริยายต่างๆ โดยไม่เกี่ยวกับเรื่องทุกข์และความดับแห่งทุกข์นั้นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งหากท่านผู้ใดยังจะยืนยันว่าข้อความในมหาสมัยสูตรเป็นพุทธพจน์ ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะนั่นย่อมเป็นสิทธิส่วนตัวของท่านเอง(ผมไม่เกี่ยว)
หากแต่เมื่อท่านยืนยันดังนั้นแล้ว ท่านสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า ข้อความในมหาสมัยสูตรเกี่ยวข้องกับทุกข์และความดับแห่งทุกข์อย่างไร อีกทั้งท่านสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า หากแม้ในชาติหนึ่งชาติใด ท่านมีวาสนาได้พบเพียงแต่มหาสมัยสูตรนี้เพียงสูตรเดียวเท่านั้นในชีวิต ท่านจะสามารถนำข้อความจากสูตรนี้ ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์โดยไม่เหลือ ได้หรือไม่ (?)
ซึ่งหากแม้ท่านทั้งหลายที่กำลังก่นด่าท่านพุทธทาสด้วยความเมามันอยู่นั้น กลับไม่สามารถอธิบายแจกแจงความข้อนี้ให้กระจ่างชัดได้ ก็ย่อมเป็นท่านเหล่านั้นนั่นเอง ที่ต้องตกเป็นจำเลยของผลอันสุกงอมแห่งเจตนา(คือกรรม)ในแง่ที่ว่า ท่านกำลังกล่าวตู่ใส่ร้ายพระเถระรูปหนึ่งอย่างอยุติธรรม และอย่างปราศจากความรู้ความเข้าใจในพระธรรมคำสอนอย่างทั่วถึงแท้จริง !!!!
หรือดังกรณีของ มหาสุทัสสนสูตร ซึ่งท่านพุทธทาสได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า “ท่านไม่ยอมรับ เนื่องจากไม่เกี่ยวกับดับทุกข์ .... เฟ้อ” เมื่อท่านทั้งหลาย ได้พิจารณาข้อความจากมหาสุทัสสนสูตรแล้ว ก็ย่อมทราบได้เองว่า แม้ข้อความในสูตรนี้จะยาวมาก แต่ข้อความส่วนใหญ่กลับเป็นเรื่องราวของ พระเจ้าจักรพรรดิมหาสุทัสสนะแห่งเมืองกุสาวดี(คือเกือบทั้งหมดของพระสูตร) โดยในท้ายที่สุดก็ได้ปรากฏคาถาของพระพุทธองค์สั้นๆเพียงว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็น ธรรมดาบังเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นความสุข ดังนี้ ฯ” ในกรณีเช่นนี้ ท่านพุทธทาสย่อมสามารถแยกแยะได้เองว่า ความข้อไหนเป็นพุทธพจน์ หรือมิใช่พุทธพจน์ ซึ่งนั่นก็ย่อมเป็นวิจารณญาณของท่านพุทธทาสเอง โดยที่ท่านก็มิได้บังคับบัญชาว่ากล่าวให้ผู้อื่นจะต้องเชื่อตามมติของท่านดายไป มิใช่หรือ (?)
กรณีพระอภิธรรมปิฎก
อภิธรรมปิฎกนั้น เมื่อพิจารณาในแง่ของการอ้างอิงก็ย่อมต้องถือว่าเป็นชั้นที่ ๑ คือ พระไตรปิฎก แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับพระไตรปิฎกด้วยกันเอง ก็ย่อมต้องถือเอา พระวินัยและพระสูตรเป็นหลัก ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายย่อมทราบเป็นอย่างดีแล้วว่า หลักฐานในชั้นพุทธพจน์นั้นตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนว่า อภิธรรม หมายถึง โพธิปักขิยธรรม คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โดยที่มิได้ตรัสว่ามีความหมายอย่างอื่นอีก(กินติสูตร) หมายความว่า การกล่าวว่า อภิธัมเม หมายถึง พระอภิธรรมปิฎกนั้นเป็นมติในชั้นอรรถกถาเท่านั้น โดยในความข้อนี้ ท่านทั้งหลายจะถือความหมายตามพุทธพจน์หรือตามมติอรรถกถา นั่นก็ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบของท่านเองอีกเช่นกัน
เพราะแม้ว่าท่านจะเชื่อถือกันว่าว่า อภิธรรมเป็นข้อความซึ่งพระพุทธองค์ตรัสกับพระพุทธมารดาเมื่อคราวประทับจำพรรษาในดาวดึงส์เทวโลก โดยอ้างข้อความจาก “อัฏฐสาลินี” ซึ่งกล่าวว่า ....
“พระสัมพุทธะพระองค์ใด มีพระทัยอันความกรุณานั้นให้อุตสาหะขึ้นด้วยดีในสัตว์ทั้งหลาย เมื่อประทับจำพรรษาในดาวดึงส์เทวโลก ในคราวที่แสดงยมกปาฏิหาริย์เสร็จแล้ว ได้ประทับนั่งบนศิลาอาสน์ ชื่อว่าบัณฑุกัมพล ณ ควงไม้ปาริชาต ทรงพระสิริโสภาคย์ ดุจพระอาทิตย์อุทัยเหนือขุนเขายุคันธร ผู้อันหมู่แห่งเทพเจ้าทั้งหมื่นจักรวาลได้มาแวดล้อมนั่งประชุมกัน สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ได้ทรงทำสันตุสสิตเทพบุตรซึ่งเคยเป็นพุทธมารดาให้เป็นประธานแก่หมู่เทพยเจ้าทั้งหลาย แล้วตรัสกถามรรค (ประพันธ์) พระอภิธรรมติดต่อกันไปตลอดพรรษากาล ด้วยเดชแห่งพระสัพพัญญุตญาณนั้น ฯ”
แต่กระนั้นก็ตาม ได้ปรากฏความในอัฏฐกถากัณฑวรรณนา กล่าวถึงที่มาของ อัฏฐกถากัณฑ์ ว่าเกิดจากการที่ท่านพระสารีบุตรไม่อาจกำหนดขยายเนื้อความใน นิกเขปกัณฑ์ ให้แก่สัทธิวิหาริกของท่านได้ ท่านจึงพาสัทธิวิหาริกนั้นไปสำนักพระศาสดา แล้วทูลถามต่อพระพุทธองค์ ครั้งนั้น พระพุทธองค์จึงตรัส อัฏฐกถากัณฑ์ ประทานแก่ภิกษุนั้น แปลความได้ว่า เอาเข้าจริงแล้ว พระอภิธรรมปิฎก ก็มิได้หมายถึง อภิธรรมที่เชื่อกันว่า พระพุทธองค์ตรัสกับพระพุทธมารดาในดาวดึงส์เทวโลกไปเสียทั้งหมด เพราะได้ปรากฏหลักฐานในชั้นอรรถกถานั้นเอง ที่กล่าวว่า พระพุทธองค์ตรัส อัฏฐกถากัณฑ์ กับสัทธิวิหาริกของท่านพระสารีบุตร(ธัมมสังคณี ประกอบไปด้วย ๑.มาติกา ๒.จิตตุปบาทกัณฑ์ ๓.รูปกัณฑ์ ๔.นิกเขปกัณฑ์ ๕.อัฏฐกถากัณฑ์)
กรณีของ อัฏฐกถากัณฑ์ ย่อมส่อแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า มติอรรถกาจารย์นั้นแม้จะสามารถรับฟังได้ แต่เราจะเชื่อไปเสียทั้งหมดโดยปราศจากการพินิจพิเคราะห์มิได้ เพราะเพียงแค่ว่า พระพุทธองค์ตรัสอภิธรรมกับใครและที่ไหนนั้น หลักฐานในชั้นอรรถกถาก็ขัดกันเองเสียแล้ว ทั้งหมดนี้ ย่อมเป็นภาระของท่านทั้งหลายในการพิจารณาด้วยตนเองอย่างรอบคอบ หาใช่การก้มหน้าก้มตาแต่งกระทู้ก่นด่าท่านพุทธทาสอย่างคนขาดสติ หรือมิใช่ (?)
ในประเด็นที่ผมสรุปว่า อภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง กล่าวคือ เป็นเพียงการนำพุทธพจน์จากพระสูตรและพระวินัยมาสรุปและจัดหมวดหมู่เสียใหม่ จึงสมควรกล่าวได้ว่าเป็นพุทธพจน์โดยปริยาย ซึ่งเพื่อความไม่ประมาทก็ควรตรวจสอบข้อความจากอภิธรรมปิฎกด้วยพระสูตรและพระวินัย ตามหลักมหาปเทส ๔ นั้น ผมได้กล่าวอธิบายเหตุผลและหลักฐานมากพอสมควรแล้วในบทความชื่อ อภิธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม ซึ่งจะไม่ขอกล่าวซ้ำอีกในที่นี้(กรุณาไปหาอ่านเอาเอง)
ท่านพุทธทาสไม่เคารพพระไตรปิฏกเลย …. หรือ (?)
ทีนี้ก็มาถึงข้อกล่าวหาที่ว่าท่านพุทธทาสกับการ “โกย” พระไตรปิฎก ซึ่งมีใครบางคนพยายามกล่าวหาท่านพุทธทาสว่า ไม่เคารพพระไตรปิฎก โดยอ้างถึงข้อความจากหนังสือ อภิธรรมคืออะไร ของท่านพุทธทาส หน้า 15(ปรากฏในกระทู้ PANTIP_COM Y10496205 เหตุผล ที่ท่านพุทธทาส วิจารณ์ พระไตรปิฏก อรรถกถา ของเถรวาท ความคิดเห็นที่ ๒๙) ความว่า ....
“ทีนี้เรามาเปรียบเทียบกันอย่างนี้ ให้โกยอภิธรรมทิ้งให้หมด อภิธรรมที่รู้กันอยู่นั่นแหละ อภิธรรมปิฏก อภิธัมมัตถสังคหะ อภิธรรมอะไรก็ตามที่ระบุไปที่อภิธรรมเฟ้อนี้โกยทิ้งไปเสียให้หมด เราก็ไม่ขาดอะไร เพราะเรามีสุตตันตะเหลือไว้เป็นข้อปฏิบัติเพื่อพระนิพพานได้โดยเร็ว ไม่ลังเลไม่เฉื่อยชาเสียอีก ....”
ซึ่งเจ้าของความคิดเห็นนั้นได้กล่าวเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า ….
“ไม่ว่าจะเป็นท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ แม้ท่านจะกล่าวว่า ภาษาในพระอภิธรรมปิฎก ไม่ได้อยู่ในรูปพุทธดำรัส แต่ท่านก็กล่าวตรงกันว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ควรศึกษา ทั้งสองท่านไม่เคยกล่าวว่าให้ตัดทอนส่วนไหนออกเลย นี่คือท่าทีที่ตรงข้ามกันกับท่านพุทธทาส ชัดเจน”
การที่บุคคลผู้นี้กล่าวว่า ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ มีมติว่าอภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรงนั้น ก็นับว่าถูกต้องชัดเจนสมควรแก่การอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง แต่การกล่าวว่า ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ อ.เสฐียรพงษ์ ไม่เคยกล่าวว่าให้ตัดทอนส่วนไหนออกเลย ย่อมเป็นท่าทีที่ตรงข้ามกับท่านพุทธทาสอย่างชัดเจนนั้น .... อาจเป็นการสรุปเกิน(ข้อมูล) รวมไปถึงการกล่าวหาว่าท่านพุทธทาสไม่เคารพพระไตรปิฎกเลยนั้น ย่อมเป็นการกล่าวหาพระเถระด้วยข้อความอันเป็นเท็จอย่างปราศจากความละอายโดยแท้
ขอให้สังเกตให้ดีว่า ในเบื้องต้น ท่านพุทธทาสได้กล่าวว่า “ทีนี้เรามาเปรียบเทียบกันอย่างนี้ ....” ซึ่งด้วยข้อความสั้นๆเพียงเท่านั้น ข้อกล่าวหาทั้งหลายก็กลายเป็นเรื่อง โอละพ่อ ไปเสียแล้ว เนื่องจากท่านพุทธทาสก็ได้กล่าวเอาไว้ในเบื้องต้นอย่างชัดเจนแล้วนี่ครับว่า เป็นการกล่าวโดยเปรียบเทียบ และขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไปอีกว่า จำเพาะการเปรียบเทียบนั้น ท่านพุทธทาสหมายถึงว่า ....
หาก “โกย” .... อภิธรรมปิฎก อภิธัมมัตถสังคหะ ทิ้งไป เราก็ไม่ขาดอะไร .... ????
ประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาก็คือ การที่ท่านพุทธทาสกล่าว “เปรียบเทียบ” ว่าหากโกยอภิธรรมปิฎกทิ้งไปเราก็ไม่ขาดอะไรนั้น
(๑) คำกล่าวนี้เป็นความจริงหรือไม่ และ
(๒) การกล่าวเช่นนี้เป็นการไม่เคารพพระไตรปิฎกหรือไม่ (?)
ในแง่ของการพิจารณาข้อเท็จจริง ถ้าหากผู้กล่าวหาท่านพุทธทาสเชื่อตาม ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ และ คุณเสฐียรพงษ์ ซึ่งมีมติว่าอภิธรรมปิฎกมิใช่พุทธพจน์โดยตรง ก็ย่อมมีความหมายว่า ท่านยอมรับตามความจริงด้วยว่า แท้ที่จริงแล้ว อภิธรรมปิฎก ก็คือการนำ ปรมัตถกถา จากพระสูตรและพระวินัย มาสรุปและเรียบเรียงขึ้นใหม่นั่นเอง พูดให้ง่ายเข้าไปอีกก็คือ อภิธรรมปิฎก อาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้ง Brief หรือ Short note และ Key ของพระสูตรและพระวินัย ซึ่งเมื่อพิจารณาตามหลักเหตุผลพื้นฐานแล้ว แม้ว่าส่วนของตำราที่เป็น Brief หรือ Short note จะขาดหายไป แต่ถ้าหากส่วนที่เป็นข้อความหลักแท้จริงอันเป็นที่มาของ Brief หรือ Short note นั้นยังอยู่ครบ ก็ย่อมเท่ากับว่า เรายังมิได้สูญเสียอะไรไปเลย หรือมิใช่ (?)
เพราะในแง่ของความเป็นจริงก็คือ ทั้ง Brief หรือ Short note หรือ Key นั้นย่อมเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาสามารถ วิเคราะห์และสังเคราะห์ขึ้นมาได้ใหม่ทุกเมื่อ ตราบเท่าที่ยังมีข้อความหลักของหนังสือนั้นอยู่อย่างครบถ้วน ฉันใดก็ฉันนั้น หากผู้กล่าวหาท่านพุทธทาส มีความเชื่อถืออย่างสนิทใจว่า อภิธรรมปิฎกมิได้เป็นพุทธพจน์โดยตรง หากแต่เป็นเพียงการนำปรมัตถกถาจากพระสูตรและพระวินัย มาสรุปและเรียบเรียงขึ้นใหม่ นั่นก็ย่อมต้องหมายความว่า แม้อภิธรรมปิฎกขาดหายไป แต่ใจความสำคัญทั้งหมดที่เคยปรากฏอยู่ในอภิธรรมปิฎกย่อมมิได้สูญหายไปด้วย เนื่องจากข้อความเหล่านั้น ย่อมบริบูรณ์ดีอยู่ตามเดิมในพระสูตรและพระวินัยนั่นเอง .... ซึ่งความข้อนี้ท่านจะสามารถเข้าใจในเหตุและผลได้อย่างถ่องแท้หรือไม่ ก็ยังเป็นที่น่าสงสัยอยู่ (?)
ดังนั้น คำอุปมาของท่านพุทธทาสที่ว่า หาก “โกย” อภิธรรมปิฎก อภิธัมมัตถสังคหะ ทิ้งไป เราก็ไม่ขาดอะไร จึงย่อมเป็นคำพูดที่บริสุทธิบริบูรณ์ด้วยเหตุและผลอย่างเต็มภาคภูมิ มิได้เป็นความเท็จเลยแม้แต่น้อย เว้นเสียแต่ว่า ผู้กล่าวหาท่านพุทธทาส จะเข้าใจไปว่า อภิธรรมปิฎก เป็นคัมภีร์ที่เกิดขึ้นมาอย่างเอกเทศ โดยที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พระสูตรและพระวินัยเลยไม่ว่าจะโดยปริยายใดๆ ซึ่งนั่นอาจหมายรวมไปถึงการปฏิเสธมติของ ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ และ คุณเสฐียรพงษ์ ตามที่ได้อ้างกันมาตั้งแต่ต้นนั้นด้วย
ส่วนประเด็นที่กล่าวร้ายว่า การกล่าวอุปมาดังกล่าวเท่ากับเป็นการแสดงออกซึ่งความไม่เคารพพระไตรปิฎกนั้นผมก็เห็นว่า เป็นการกล่าวหาที่ไม่สมควรแก่เหตุและผล เพราะนอกจากจะเห็นได้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า นั่นเป็นเพียงการกล่าวอุปมา อีกทั้งยังเป็นอุปมาที่สมด้วยเหตุผล และมีหลักฐานรองรับอยู่อย่างชัดแจ้ง ปราศจากข้อกังขาใด(หากจะพิจารณาความเหล่านั้นอย่างรอบคอบด้วยใจที่เป็นธรรม)
ดังนั้น การกล่าวหาว่าผู้กล่าวถ้อยคำและข้อความอันเป็นสัจจะความจริง(ท่านพุทธทาส) ว่าเป็นผู้ไม่เคารพพระไตรปิฎกนั้น จึงเป็นเพียงแค่คำกล่าวร้ายของอคติบุคคล ผู้มืดบอดด้วยสติปัญญา และไร้ซึ่งหิริโอตตัปปะ ที่หาคุณค่าใดๆมิได้ เท่านั้นเอง !!!!
เรื่องของความไม่เชื่อ
ดูเหมือนจะเกิดความสับสนเล็กน้อยในกรณีของ ความเชื่อ หรือ ความไม่เชื่อ โดยอ้างถึง ปุพพโกฏฐกสูตร และ กาลามสูตร ทั้งนี้ขออ้างถึงข้อความของคุณปล่อย(ความคิดเห็นที่ ๓๖) ซึ่งกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ขออนุญาตแชร์ความเห็นนิดนึงนะครับ
-----------------------------------------------
ปุพพโกฏฐกสูตร ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าอมตะมีจริงแท้ ทางนี้เป็นทางไป เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่เคยไป "ควรเชื่อ" เถอะ ว่ามีจริงและไปทางนี้ จะได้ไม่พลาดอมตะ(พระสารีบุตรเข้าถึงแล้ว จึงพ้นจากขั้นเชื่อว่าจริงหรือไม่จริง คือรู้ว่าจริง)
กาลามสูตร ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า ถ้าคุณยังไม่รู้หรือยังไม่เลือกว่าจะเชื่อทางไหน ก็ระวังอย่าเชื่อง่ายจนกว่าจะรู้ด้วยตนว่าทำแล้วมีประโยชน์หรือโทษ และที่สำคัญคือ ระหว่างยังไม่รู้ ให้ถือหลักอุ่นใจไว้ ทำอย่างไม่ให้เสียประโยชน์ทั้งสองด้าน”
ขออนุญาตกล่าวเสริม คุณปล่อย ดังนี้ว่า กาลามสูตร นับเป็นขั้นที่ ๑ ส่วน ปุพพโกฏฐกสูตร ควรนับเป็นขั้นที่ ๒ ทั้งนี้ผมเห็นด้วยในประเด็นที่คุณปล่อยกล่าวว่า เราควรใช้หลักกาลามสูตรในกรณีที่เรายังไม่ทราบแน่ชัดในทางเลือกที่แตกต่างกันเหล่านั้นว่าทางใดเป็นไปเพื่อกุศล จนกว่าเราจะสามารถพิจารณาได้อย่างแยบคาย(ในใจ)แล้วว่า “ทางนั้น” เป็นไปเพื่อประโยชน์เป็นไปเพื่อกุศล เมื่อนั้นเราจึงจะ “ปลงใจเชื่อ” ซึ่งกว่าจะพัฒนามาจนถึงขั้น ปลงใจเชื่อได้อย่างสนิทใจนั้น ย่อมหมายความว่าบุคคลผู้นั้นได้ผ่านการเรียน การสอบสวน การฟัง การทรงจำ และการพิจารณาในขันธ์ ธาตุ และอายตนะฯ มาแล้วอย่างยิ่งยวด ทั้งในขั้นสุตมยปัญญาและจินตมยปัญญา ดังที่เรียกกันว่า กัลยาณปุถุชน
ซึ่งเมื่อบุคคลได้พัฒนามาจนถึงขั้นนี้แล้วย่อมมี “ความเชื่อ” ในอมตะ(คือความดับทุกข์) และอินทรีย์(คือหนทางแห่งความดับทุกข์) โดยคำว่า ชนเหล่าอื่น ในปุพพโกฏฐกสูตรนั้นหมายถึงกัลยาณมิตร หรืออาจกล่าวอีกแบบหนึ่งก็ได้ว่า ข้อความในปุพพโกฏฐกสูตร หมายถึง การเชื่อในอริยสัจ ๔ เพราะอินทรีย์ในพระสูตรนั้นย่อมหมายถึง ธรรมในโพธิปักขิยธรรม คือ ธรรมอันยิ่ง(อภิธรรม) ดังนั้น การที่ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่าท่านไม่ถึงซึ่งความเชื่อนั้นแล้ว จึงหมายความว่า ด้วยเหตุที่ท่านรู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว กระทำให้แจ้งแล้ว พิจารณาเห็นแล้วด้วยปัญญา (ท่าน)จึงหมดความเคลือบแคลงสงสัยในความดับทุกข์(อมตะ)และทางดับทุกข์(มรรค) คือพ้นไปจากทิฐิ(ความเชื่อ)ทั้งปวงแล้วนั่นเอง
เมื่อย้อนมาพิจารณาในกรณีของท่านพุทธทาส ย่อมจะเห็นว่า ในขั้นต้นท่านได้อ้างถึง กาลามสูตร ซึ่งเป็นหลักการขั้นต้น(๑)ในการสอบสวนพิจารณาเพื่อให้ถึงซึ่งผล คือการปลงใจเชื่อ “ข้อความในพระไตรปิฎก” แต่ครั้นเมื่อถึงขั้นตอนการพิจารณา ท่านได้อ้างพุทธพจน์ ที่ตรัสกับท่านพระอนุราธะ ความว่า “ดูกรอนุราธะ ในกาลก่อนด้วย ในบัดนี้ด้วย เราย่อมบัญญัติทุกข์และความดับแห่งทุกข์ ฯ” มาใช้เป็นหลักการในการตรวจสอบ ซึ่งก็คือการใช้หลักความเชื่อในอริยสัจ ๔ ตามแนวทางในปุพพโกฏฐกสูตรซึ่งนับเป็นขั้นที่ ๒
โดยเมื่อพิจารณาความมาจนถึงขั้นนี้แล้ว กลับยิ่งพบว่า ท่านพุทธทาสได้พิจารณาธรรมโดยสมควรแก่ธรรม ถูกต้องตรงตามหลักการและแนวทางของพระธรรมวินัยอย่างน่ายกย่อง อีกทั้งผลแห่งการพิจารณาธรรมนั้นของท่านพุทธทาส ก็มิได้ก่อให้เกิดข้อสรุปที่ผิดไปจากสัจจะความจริง อันพ้นไปจากพระธรรมวินัยซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้วแต่อย่างใด ดังนั้น ความพยายามกล่าวร้ายต่อท่านพุทธทาสในกรณีนี้ จึงเป็นการกระทำที่อยุติธรรมต่อท่านพุทธทาสอย่างไม่สมควร อันเป็นเหตุให้(ผม)จำต้องเขียนข้อความ “แย้ง” โดยสังเขปและตามสมควรแก่การอธิบายเพื่อความยุติธรรม
ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า ข้อความที่ผมแสดงมาทั้งหมดนั้น ย่อมมีค่าเพียง “อัตตโนมติ” ของผมแต่เพียงผู้เดียว หาใช่ข้อสรุปแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ท่านทั้งหลายจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อตาม ด้วยเหตุที่ หากมีผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามกล่าวอ้างว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา” พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาใว้เป็นหลักการ คือ “พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย”
๑) ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว ดังนั้น พวกเธอพึง ทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
๒) ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำ สั่งสอนของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาปเทสนี้ไว้
ผมอาจมิได้กล่าวอธิบายครบทุกประเด็น หรือในบางประเด็นก็กล่าวอย่างย่นย่อเกินไป นั่นย่อมนับได้ว่าเป็นความบกพร่องของผมเอง หาได้เกี่ยวกับพุทธพจน์แต่อย่างใดไม่ อีกทั้งต้องสารภาพตามตรงว่า ผมมิได้เป็นศิษย์ของท่านพุทธทาส จึงมิได้มีหน้าที่ต้องมาแก้ต่างให้กับท่าน และยังเห็นอีกด้วยว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องแก้ต่างให้กับท่าน เพราะท่านพุทธทาสย่อมมิได้มาเดือดร้อนอะไรกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว หากแต่การกล่าวอธิบายในครั้งนี้ ผมย่อมถือเอาผลประโยชน์ของผู้กล่าวร้ายต่อท่านพุทธทาสนั้นเองเป็นที่ตั้ง ด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บรรดานักโจมตีท่านพุทธทาสนั้น จะได้สามารถพัฒนาตนให้เป็นผู้ซึ่งประกอบไปด้วยสติและปัญญาอย่างบริบูรณ์ ด้วยการเรียน การสอบสวน การฟัง การทรงจำ และการพิจารณาในขันธ์ ธาตุ และอายตนะฯ มาแล้วอย่างยิ่งยวด ทั้งในขั้นสุตมยปัญญาและจินตมยปัญญา อันจะเป็นบาทฐานที่สำคัญในการโต้แย้งท่านพุทธทาสได้อย่างสมเหตุสมผล ประกอบไปด้วยวิจารณญาณและหลักฐานที่ชัดแจ้ง อย่างปราศจากอคติทั้งปวงอันอาจชักนำไปสู่ทุคติอบายโดยไม่จำเป็น จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านทั้งหลายจะสามารถเข้าใจในความปรารถนาดีนี้ ได้ตามสมควร
Ritti Janson
http://www.oknation.net/blog/SiamBhikhunis
http://rittijanson.blogspot.com/
วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554
ปุจฉา ข้อที่ ๒ สตรี เป็นสาเหตุที่ทำให้พระศาสนาอายุสั้นลง จริงหรือ ?
วิสัชนา ....
ความเชื่อถือบางอย่างที่มักมีการกล่าวกันโดยทั่วไปในสังคมชาวพุทธ อย่างปราศจากการพิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบในทำนองว่า “การที่สตรีออกบวชเป็นสาเหตุทำให้พระพุทธศาสนามีอายุสั้นลง” นั้นเปรียบเสมือนป้อมปราการแห่งอคติ(ทางเพศ)ที่มีต่อสตรีผู้มีฉันทะต่อการอุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ พร้อมกันนั้น ความคิดอ่านอันเจือไปด้วยอคติอย่างขาดสติสัมปชัญญะนี้ ก็ได้กลายไปเป็นกำแพงที่คอยขวางกั้นหนทางแห่งการปฏิบัติธรรมเพื่อความดับทุกข์ของสตรีทั้งหลายที่ทรงประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง นานวันเข้า ก็เกิดการต่อยอดความคิดซึ่งเจือไปด้วยอคติอย่างปราศจากสติสัมปชัญญะ ต่อไปอีกจนถึงขั้นที่ว่า ถ้าหากในปัจจุบันนี้ยังมีสตรีออกบวชเป็นภิกษุณี พระพุทธศาสนาก็คงจะมีอายุไม่ถึงห้าพันปีเป็นแน่ !!!!
แม้ว่า จะไม่น่าแปลกใจสักเท่าใดนัก ที่ถ้อยคำเหล่านั้นมักจะเป็นความคิดความอ่านของบุรุษเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่น่าสงสารปนหดหู่ก็คือ สตรีโดยส่วนมากเมื่อได้ฟังถ้อยคำอันไร้สาระเหล่านั้นแล้ว ก็มักคล้อยตาม และรับเชื่อเอาไว้อย่างปราศจากข้อโต้แย้ง โดยที่มิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงใดๆเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ความจริงแล้ว ถ้าเราจะมีความเพียรพยายามเพิ่มขึ้นอีกสักนิด บางที เราอาจจะได้พบกับบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากที่เคยรับรู้และเข้าใจ(อย่างผิดๆ)มาแต่เดิมก็เป็นได้
พระพุทธศาสนาจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี
เมื่อครั้งที่ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์แล้วได้กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดีโคตมี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการแล้ว พระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาค อุปสมบทแล้ว” ครั้งนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น”(อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๕๑๘) แน่นอนว่า ถ้าหากเราฟังความแต่เพียงเท่าที่ปรากฏอยู่นี้ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการเผลอสติ ด่วนสรุปความไปโดยปราศจากความเข้าใจ จนเลยเถิดไปในทำนองว่า เพราะเหตุที่มีสตรีออกบวช จึงเป็นเหตุให้อายุของพระศาสนาสั้นลงไป ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ถ้าหากเราจะค่อยๆพิจารณาข้อความถัดไปจากนี้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบขึ้นอีกสักนิด บางทีข้อสรุปอันก่อให้เกิดความเชื่อถือที่ผิดๆนั้น อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นได้
พระพุทธองค์ได้ตรัสอธิบายความต่อไปอีกว่า “ดูกรอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิตในธรรมวินัยใด ธรรมวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่ได้นาน เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีหญิงมาก มีชายน้อย ตระกูลเหล่านั้นถูกพวก โจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนหนอนขยอกที่ลงใน นาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือน เพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน ดูกรอานนท์ บุรุษกั้นทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลไป แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการแก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน” (อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๕๑๘)
อรรถกถาจารย์ท่านได้ให้คำอธิบายเอาไว้ดังนี้ว่า “เมื่อครุธรรมเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้มิได้ทรงบัญญัติ พระสัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ห้าร้อยปี เพราะเหตุที่มาตุคามบวช แต่เพราะเหตุที่ทรงบัญญัติครุธรรมเหล่านั้นไว้ก่อนพระสัทธรรมจักตั้งอยู่ได้อีกห้าร้อยปี ข้อนี้ก็ฉันนั้นแล จึงรวมความว่า พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ตลอดพันปีที่ตรัสทีแรกนั่นเอง ด้วยประการฉะนี้”
ถ้าหากเราจะพิจารณาข้อความทั้งหมดด้วยความเป็นธรรมแล้วไซร้ ก็จะได้ความดังนี้ว่า หลังจากที่ท่านมหาปชาบดีโคตมี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการ ซึ่งก็เท่ากับว่าท่านมหาปชาบดีโคตมี ได้รับการอุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้วนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสกับท่านพระอานนท์ได้ใจความดังนี้คือ ….
(๑) พระศาสนาซึ่งควรจะมีอายุถึงหนึ่งพันปี แต่จะเหลือแค่ห้าร้อยปี เพราะมีสตรีออกบวช
(๒) ทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ประการขึ้นมาสำหรับภิกษุณี เพื่อให้พระศาสนามีอายุถึงพันปีดังเดิม
อุปมาของพระพุทธองค์
ประเด็นแรกที่เราควรจะพิจารณาก็คือ สตรีเป็นสาเหตุที่ทำให้พระศาสนาอายุสั้นลงจริงหรือไม่ (?) ซึ่งถ้าเราฟังความโดยผิวเผิน โดยที่มิได้นำเอาบริบทแวดล้อมทางสังคมในยุคสมัยพุทธกาลมาประกอบการพิจารณา ก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปได้ว่า พระพุทธองค์ตรัสว่า สตรีเป็นสาเหตุที่ทำให้พระศาสนามีอายุสั้นลงจริงๆ แต่ถ้าหากเราจะพิจารณาคำอธิบายขยายความที่พระพุทธองค์ตรัสในลำดับต่อมานั้น ก็น่าที่จะทำให้สามารถเข้าใจถึงเหตุผลได้อย่างถ่องแท้ก็เป็นได้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสอุปมาให้ท่านพระอานนท์ฟังดังนี้ว่า การที่สตรีได้ออกบวชเปรียบเหมือน….
(๑) ตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่มีหญิงมากมีชายน้อย ตระกูลเหล่านั้นถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย
(๒) หนอนขยอกที่ลงใน นาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน
(๓) เพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน
ในอุปมาข้อที่หนึ่งนั้น นับเป็นอุปมาข้อต้นที่สำคัญและสามารถแสดงให้เห็นภาพพจน์ได้ดีที่สุดคือ พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบว่า คณะสงฆ์คือตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง ซึ่งถ้าหากตระกูลนั้นประกอบไปด้วย หญิง(ภิกษุณี)จำนวนมาก แต่มีชาย(ภิกษุ)จำนวนน้อย ก็จะเป็นเหตุให้พวกโจร(ฝ่ายปฏิกิริยาในสังคมสมัยนั้น)หาหนทางในการกำจัดตระกูล(คณะสงฆ์)ได้ง่าย ดังนั้น หนอนขยอกในอุปมาที่สอง และเพลี้ยในอุปมาที่สาม จึงมิได้หมายถึง สตรีหรือภิกษุณี ตามที่เคยเข้าใจกันโดยทั่วไป แต่จะหมายถึง ฝ่ายปฏิกิริยาในสังคมสมัยนั้น อันได้แก่ กลุ่มเจ้าทาสนายทาสที่ไม่พอใจต่อท่าทีการปฏิเสธ “ชนชั้นวรรณะ” ของพระพุทธองค์ รวมทั้งกลุ่มเจ้าลัทธิฝ่ายพระเวท ซึ่งถือว่าพระพุทธองค์เป็นฝ่ายต่อต้านพระเวท ฯลฯ นั้นต่างหาก !!!!
ดังนั้น การที่พระพุทธองค์ตรัสในลำดับถัดมาว่า “ดูกรอานนท์ บุรุษกั้นทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลไป แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการ แก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน” (อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๕๑๘) จึงควรมีความหมายว่า พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ ครุธรรม ๘ ประการ แก่ภิกษุณีนั้น ก็เพื่อปกป้องคณะสงฆ์ซึ่งประกอบไปด้วยภิกษุและภิกษุณี จากการทำลายล้างโดย ศัตรูของพระสัทธรรม(ตัวจริง) อันหมายถึง สภาพข้อจำกัดของสังคมในสมัยพุทธกาล ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงอยู่ของคณะสงฆ์ รวมไปถึงคณะบุคคลผู้สูญเสียผลประโยชน์และเสื่อมจากลาภสักการะ อันเนื่องมาจากการเผยแผ่พุทธธรรมโดยพระพุทธองค์และคณะสงฆ์ ซึ่งคณะบุคคลเหล่านี้ มีความมุ่งมาดปรารถนาอย่างยิ่งยวดในการที่จะกำจัดคณะสงฆ์ให้เสื่อมสูญไปจากแผ่นดิน โดยเล็งเป้าการโจมตีไปที่ “จุดอ่อน” ที่มีความเปราะบางที่สุดของคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่พวกเขาสามารถเอารัดเอาเปรียบได้ง่ายที่สุด และสามารถเบียดเบียนบีฑาได้อย่างช่ำชองที่สุด นั่นก็คือ สตรี(ภิกษุณี) นั่นเอง !!!!
พระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี ณ ชมพูทวีป
ประเด็นต่อมาที่ควรพิจารณาให้ชัดเจนก็คือ การที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “สัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี” นั้นมีความหมายว่าอย่างไร (?)
ในเมื่อประเด็นหลักสำหรับการพิจารณาก็คือ สตรีเป็นสาเหตุที่ทำให้พระศาสนาอายุสั้นลงหรือไม่ ดังนั้น พุทธพจน์นี้จึงมีความสำคัญต่อการพิจารณาอย่างมีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอรรถกถาจารย์ ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้เอาไว้ว่า เพราะเหตุที่มาตุคามบวช พระศาสนาจึงมีอายุเพียง ๕๐๐ ปี แต่เพราะพระพุทธองค์ ได้ทรงบัญญัติครุธรรมเอาไว้ก่อน พระศาสนาจึงมีอายุครบ ๑,๐๐๐ ปีดังเดิม
ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นก็คือ เราทราบว่าอายุพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ จะยาวนานถึง ๕,๐๐๐ ปี และในขณะนี้ซึ่งกาลเวลาได้ล่วงเลยมากว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว นั่นจึงหมายความว่า อายุพระศาสนา ๑,๐๐๐ ปีที่พระพุทธองค์ตรัสถึงกรณีนี้นั้น ย่อมมิได้ทรงหมายถึง อายุพระศาสนาโดยรวมอย่างแน่นอน ดังนั้น ภิกษุณี ครุธรรม ๘ ประการ และอายุพระศาสนา ๑,๐๐๐ ปี จึงย่อมที่จะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน มากกว่าที่เราเคยเข้าใจกันมาแต่เดิม
เมื่อพิจารณาถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปแล้ว จะพบเหตุบางประการที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ อย่างมีนัยสำคัญมากทีเดียว โดยพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป ช่วง ๕๐๐ ปีแรก นับได้ว่าเป็นยุคทองของฝ่ายเถรวาท ในช่วงแรกพระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าอชาตศัตรู หนึ่งศตวรรษต่อมา ก็ได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้ากาฬาโศก แห่งนครเวสาลี แคว้นวัชชี และรุ่งเรืองถึงขีดสุด ในยุคสมัยของพระเจ้าอโศก แห่งนครปาฏลีบุตร แคว้นมคธ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๓
ลัทธิมหายานในอินเดียสมัยแรก รุ่งเรืองขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ โดยมีพระเจ้ากนิษกะ แห่งราชวงศ์กุษาณะ ให้การอุปถัมภ์ จวบจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๐ โดยมีนิกายมาธยมิกะหรือลัทธิศูนยวาทินของท่านนาคารชุนเป็นสดมภ์หลัก สิ่งที่เราชาวพุทธเถรวาทควรรับทราบไว้ก็คือ โดยเนื้อแท้แล้ว นิกายมาธยมิกะของท่านนาคารชุนนี้ นับได้ว่าเป็นมหายานรุ่นแรกในอินเดียที่รักษาพระธรรมวินัยเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนมิได้แตกต่างจากพุทธนิกายเถรวาทเลย ที่แตกต่างกันบ้างก็เป็นแต่เพียง นิกายมาธยมิกะ ได้นำหลัก “สุญญตา” มาอธิบายขยายความเพิ่มเติมด้วยรูปแบบของปรัชญา ซึ่งในอันที่จริง แนวทางการอธิบายแบบนี้ ก็ยังมิได้ “นอกลู่นอกทาง” จนถึงขนาดที่จะบังอาจกล่าว(ร้าย)ว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูปไปได้เลยแม้แต่น้อย
แต่หลังจากศตวรรษที่ ๑๐ เป็นต้นมา ในช่วงปลายสมัยราชวงศ์คุปตะ เมื่อพระพุทธศาสนาลัทธิตันตรยานรุ่งเรืองขึ้น พระสัทธรรมจากที่เคยบริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่ในชมพูทวีปมาเป็นเวลาช้านาน ก็ได้ถึงกาลเสื่อมสลาย ด้วยเหตุที่ลัทธินิกายนี้ ได้พยายามนำเอาวัตรปฏิบัติอันลามกต่ำทราม เข้ามาเจือปนในคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก จนทำให้พระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ดีแล้ว กลายเป็นสัทธรรมปฏิรูปไปในที่สุด โดยที่ลัทธินิกายนี้ ยกย่องงมงายอยู่แต่ในเรื่องของเวทย์มนต์คาถา อาคมขลัง พิธีหาลาภ เสกเป่า ลงเลขลงยันต์ ซึ่งเป็นเรื่องไสยศาสตร์เดรัจฉานวิชาทั้งนั้น(ดังที่เห็นและเป็นอยู่ในประเทศไทยเวลานี้)
ผลก็คือ ภิกษุสงฆ์เหล่านี้ ทำหน้าที่ไม่แตกต่างไปจากพวกพราหมณ์ สุดท้าย พระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ จึงได้สิ้นอายุลงไป ด้วยน้ำมือของ “ภิกษุ” ซึ่งก็คือพวกนักบวช “ผู้ชาย” นั่นเอง หาได้เกิดจาก “สตรี” ดังที่เคยวิตกกังวลกันมาก่อนหน้านี้แต่อย่างใดไม่ !!!!
ขอให้สังเกตด้วยว่า ในราวพุทธศักราชเก้าร้อยเศษนี่เอง ที่พระพุทธศาสนาในอินเดียเสื่อมโทรมลงอย่างมากจน “อรรถกถาพระบาลี” ได้สูญหายไป จึงเป็นเหตุให้ท่านพระพุทธโฆษาจารย์แห่งอินเดีย ต้องไปเกาะลังกา เพื่อแปลอรรถกถาภาษาสิงหลมาเป็นภาษามคธหรือเป็นภาษาบาลี ซึ่งควรทำความเข้าใจกันให้ดีว่า ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ ได้ทำการ “แปล” อรรถกถาภาษาสิงหลมาเป็นภาษามคธ ดังนั้น การกล่าวว่า ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นผู้แต่งอรรถกถานั้น อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง
เพราะแท้ที่จริงแล้ว อรรถกถา นั้นก็คือคำอธิบายพุทธพจน์ ที่ท่องจำสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลนั้นแล้ว จนเมื่อพระพุทธศาสนาได้เผยแผ่ไปถึงลังกาในสมัยของพระเจ้าอโศก จึงได้มีการแปลอรรถกถาจากภาษามคธไปเป็นภาษาสิงหล แต่ในราวศตวรรษที่ ๑๐ นั้นเอง กลับปรากฏว่า จากความเสื่อมโทรมของพระพุทธศาสนาในอินเดีย มีผลทำให้ อรรถกถาภาษามคธ สูญหายไป ท่านพระพุทธโฆษาจารย์จึงได้แปลอรรถกถาภาษาสิงหลจากเกาะลังกาเป็นภาษามคธอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำกลับมาเผยแผ่ในอินเดียในลำดับถัดไป
เมื่อพิจารณาพุทธพจน์ในส่วนนี้ ประกอบกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในชมพูทวีปแล้ว ย่อมทำให้สามารถเห็นถึงความสอดคล้องกลมกลืนของเหตุและผลเป็นอย่างดีว่า การที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ประการ ขึ้นมาสำหรับภิกษุณีนั้น ทรงมีความมุ่งหมายที่จะปกป้องคณะสงฆ์ จากภัยอันตรายที่เกิดจากกระบวนการทำลายล้างโดยคณะบุคคลผู้สูญเสียผลประโยชน์ อันเป็นผลมาจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้คณะสงฆ์(ภิกษุและภิกษุณี)สามารถตั้งมั่นอยู่ในชมพูทวีปได้ถึงหนึ่งพันปี
ครุธรรม ๘ ประการ กับภารกิจที่เสร็จสิ้น
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ในเมื่อประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ก็ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงได้อย่างแจ่มชัดแล้วว่า ครุธรรม ๘ ประการ นั้นได้ทำหน้าที่(ของตน)ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนแล้วในอันที่จะสามารถปกป้องคุ้มกันภัยอันตรายต่างๆ มิให้เกิดแก่พระพุทธศาสนาในชมพูทวีป จนทำให้คณะสงฆ์และพระสัทธรรม สามารถตั้งมั่นอยู่ในชมพูทวีปได้นานถึงหนึ่งพันปี ครบถ้วนตามพุทธประสงค์แล้ว ดังนั้น เราในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทผู้ประกอบด้วยสติและปัญญา ควรจะมีมุมมองและท่าทีอย่างไรต่อ ครุธรรม ๘ ประการ ซึ่งสำเร็จภารกิจในการปกป้องและสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ชมพูทวีปนั้นแล้ว อย่างถูกต้องเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดในแง่ของความดับทุกข์ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของพระพุทธศาสนา
แน่นอนว่า โดยธรรมเนียมของชาวพุทธเถรวาท ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะละเลยต่อ ครุธรรม ๘ ประการ ซึ่งเป็นพุทธบัญญัติ เพราะถึงแม้จะปรากฏเป็นข้อเท็จจริงอยู่อย่างชัดแจ้งว่า พระพุทธองค์มิได้ทรงมีความประสงค์ ในอันที่จะประกาศใช้ ครุธรรม ๘ ประการ ไปจนถึงห้าพันปีตลอดอายุพระศาสนาของพระองค์ก็ตาม คือทรงระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ทรงบัญญัติ ครุธรรม ๘ ประการ นี้ก็เพื่อความตั้งมั่นของพระสัทธรรม(พระพุทธศาสนาในชมพูทวีป)เป็นเวลาหนึ่งพันปี(เท่านั้น) แต่แนวทางในการปฏิบัติของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ย่อมถือเอามติของพระอรหันตเถระเมื่อครั้งปฐมสังคายนาความว่า “สงฆ์ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ ทรงบัญญัติไว้แล้ว” (อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๖๒๑) นั่นจึงหมายความว่า ถึงอย่างไรก็ตาม เราในฐานะที่เป็นชาวพุทธเถรวาท จะปฏิเสธ ครุธรรม ๘ ประการ ไม่ได้เป็นอันขาด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม
กระนั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นบทสรุปอันสำคัญยิ่งก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า “สตรี” มิได้เป็นสาเหตุที่ทำให้อายุของพระพุทธศาสนาสั้นลงแต่อย่างใดเลย แต่กลับกลายเป็น นักบวชสตรีเหล่านั้นต่างหาก ที่เป็นผู้เสียสละอย่างสำคัญ ในการแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา ให้สามารถตั้งมั่นอยู่ได้ในชมพูทวีปนับพันปี ด้วยการยอมรับ ครุธรรม ๘ ประการ เอาไว้ด้วยความมุ่งมั่น และศรัทธาในพรหมจรรย์โดยปราศจากข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น
ฉะนั้นในบัดนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่ถ้อยคำบิดเบือนในทำนองที่ว่า “สตรีเป็นสาเหตุทำให้พระพุทธศาสนามีอายุสั้นลง” ควรจะหมดไปจากสังคมชาวพุทธเถรวาทเสียที เพราะด้วยเหตุแห่งการสอบสวนทวนความอย่างมีเหตุผลและประกอบด้วยหลักฐาน กลับปรากฏว่า ถ้อยคำเหล่านี้ มิได้เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็นเพียงแค่คำพูดที่เกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง หรือไม่ก็เป็นการพูดที่เนื่องมาจากความคิดอ่านซึ่งเจือไปด้วยอคติ(ทางเพศ)อย่างขาดสติสัมปชัญญะเท่านั้นเอง !!!!
ความเชื่อถือบางอย่างที่มักมีการกล่าวกันโดยทั่วไปในสังคมชาวพุทธ อย่างปราศจากการพิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบในทำนองว่า “การที่สตรีออกบวชเป็นสาเหตุทำให้พระพุทธศาสนามีอายุสั้นลง” นั้นเปรียบเสมือนป้อมปราการแห่งอคติ(ทางเพศ)ที่มีต่อสตรีผู้มีฉันทะต่อการอุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ พร้อมกันนั้น ความคิดอ่านอันเจือไปด้วยอคติอย่างขาดสติสัมปชัญญะนี้ ก็ได้กลายไปเป็นกำแพงที่คอยขวางกั้นหนทางแห่งการปฏิบัติธรรมเพื่อความดับทุกข์ของสตรีทั้งหลายที่ทรงประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง นานวันเข้า ก็เกิดการต่อยอดความคิดซึ่งเจือไปด้วยอคติอย่างปราศจากสติสัมปชัญญะ ต่อไปอีกจนถึงขั้นที่ว่า ถ้าหากในปัจจุบันนี้ยังมีสตรีออกบวชเป็นภิกษุณี พระพุทธศาสนาก็คงจะมีอายุไม่ถึงห้าพันปีเป็นแน่ !!!!
แม้ว่า จะไม่น่าแปลกใจสักเท่าใดนัก ที่ถ้อยคำเหล่านั้นมักจะเป็นความคิดความอ่านของบุรุษเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่น่าสงสารปนหดหู่ก็คือ สตรีโดยส่วนมากเมื่อได้ฟังถ้อยคำอันไร้สาระเหล่านั้นแล้ว ก็มักคล้อยตาม และรับเชื่อเอาไว้อย่างปราศจากข้อโต้แย้ง โดยที่มิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงใดๆเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ความจริงแล้ว ถ้าเราจะมีความเพียรพยายามเพิ่มขึ้นอีกสักนิด บางที เราอาจจะได้พบกับบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากที่เคยรับรู้และเข้าใจ(อย่างผิดๆ)มาแต่เดิมก็เป็นได้
พระพุทธศาสนาจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี
เมื่อครั้งที่ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์แล้วได้กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดีโคตมี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการแล้ว พระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาค อุปสมบทแล้ว” ครั้งนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น”(อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๕๑๘) แน่นอนว่า ถ้าหากเราฟังความแต่เพียงเท่าที่ปรากฏอยู่นี้ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการเผลอสติ ด่วนสรุปความไปโดยปราศจากความเข้าใจ จนเลยเถิดไปในทำนองว่า เพราะเหตุที่มีสตรีออกบวช จึงเป็นเหตุให้อายุของพระศาสนาสั้นลงไป ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ถ้าหากเราจะค่อยๆพิจารณาข้อความถัดไปจากนี้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบขึ้นอีกสักนิด บางทีข้อสรุปอันก่อให้เกิดความเชื่อถือที่ผิดๆนั้น อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นได้
พระพุทธองค์ได้ตรัสอธิบายความต่อไปอีกว่า “ดูกรอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิตในธรรมวินัยใด ธรรมวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่ได้นาน เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีหญิงมาก มีชายน้อย ตระกูลเหล่านั้นถูกพวก โจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนหนอนขยอกที่ลงใน นาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือน เพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน ดูกรอานนท์ บุรุษกั้นทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลไป แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการแก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน” (อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๕๑๘)
อรรถกถาจารย์ท่านได้ให้คำอธิบายเอาไว้ดังนี้ว่า “เมื่อครุธรรมเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้มิได้ทรงบัญญัติ พระสัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ห้าร้อยปี เพราะเหตุที่มาตุคามบวช แต่เพราะเหตุที่ทรงบัญญัติครุธรรมเหล่านั้นไว้ก่อนพระสัทธรรมจักตั้งอยู่ได้อีกห้าร้อยปี ข้อนี้ก็ฉันนั้นแล จึงรวมความว่า พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ตลอดพันปีที่ตรัสทีแรกนั่นเอง ด้วยประการฉะนี้”
ถ้าหากเราจะพิจารณาข้อความทั้งหมดด้วยความเป็นธรรมแล้วไซร้ ก็จะได้ความดังนี้ว่า หลังจากที่ท่านมหาปชาบดีโคตมี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการ ซึ่งก็เท่ากับว่าท่านมหาปชาบดีโคตมี ได้รับการอุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้วนั้น สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสกับท่านพระอานนท์ได้ใจความดังนี้คือ ….
(๑) พระศาสนาซึ่งควรจะมีอายุถึงหนึ่งพันปี แต่จะเหลือแค่ห้าร้อยปี เพราะมีสตรีออกบวช
(๒) ทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ประการขึ้นมาสำหรับภิกษุณี เพื่อให้พระศาสนามีอายุถึงพันปีดังเดิม
อุปมาของพระพุทธองค์
ประเด็นแรกที่เราควรจะพิจารณาก็คือ สตรีเป็นสาเหตุที่ทำให้พระศาสนาอายุสั้นลงจริงหรือไม่ (?) ซึ่งถ้าเราฟังความโดยผิวเผิน โดยที่มิได้นำเอาบริบทแวดล้อมทางสังคมในยุคสมัยพุทธกาลมาประกอบการพิจารณา ก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปได้ว่า พระพุทธองค์ตรัสว่า สตรีเป็นสาเหตุที่ทำให้พระศาสนามีอายุสั้นลงจริงๆ แต่ถ้าหากเราจะพิจารณาคำอธิบายขยายความที่พระพุทธองค์ตรัสในลำดับต่อมานั้น ก็น่าที่จะทำให้สามารถเข้าใจถึงเหตุผลได้อย่างถ่องแท้ก็เป็นได้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสอุปมาให้ท่านพระอานนท์ฟังดังนี้ว่า การที่สตรีได้ออกบวชเปรียบเหมือน….
(๑) ตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่มีหญิงมากมีชายน้อย ตระกูลเหล่านั้นถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย
(๒) หนอนขยอกที่ลงใน นาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน
(๓) เพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน
ในอุปมาข้อที่หนึ่งนั้น นับเป็นอุปมาข้อต้นที่สำคัญและสามารถแสดงให้เห็นภาพพจน์ได้ดีที่สุดคือ พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบว่า คณะสงฆ์คือตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง ซึ่งถ้าหากตระกูลนั้นประกอบไปด้วย หญิง(ภิกษุณี)จำนวนมาก แต่มีชาย(ภิกษุ)จำนวนน้อย ก็จะเป็นเหตุให้พวกโจร(ฝ่ายปฏิกิริยาในสังคมสมัยนั้น)หาหนทางในการกำจัดตระกูล(คณะสงฆ์)ได้ง่าย ดังนั้น หนอนขยอกในอุปมาที่สอง และเพลี้ยในอุปมาที่สาม จึงมิได้หมายถึง สตรีหรือภิกษุณี ตามที่เคยเข้าใจกันโดยทั่วไป แต่จะหมายถึง ฝ่ายปฏิกิริยาในสังคมสมัยนั้น อันได้แก่ กลุ่มเจ้าทาสนายทาสที่ไม่พอใจต่อท่าทีการปฏิเสธ “ชนชั้นวรรณะ” ของพระพุทธองค์ รวมทั้งกลุ่มเจ้าลัทธิฝ่ายพระเวท ซึ่งถือว่าพระพุทธองค์เป็นฝ่ายต่อต้านพระเวท ฯลฯ นั้นต่างหาก !!!!
ดังนั้น การที่พระพุทธองค์ตรัสในลำดับถัดมาว่า “ดูกรอานนท์ บุรุษกั้นทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลไป แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการ แก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน” (อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๕๑๘) จึงควรมีความหมายว่า พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ ครุธรรม ๘ ประการ แก่ภิกษุณีนั้น ก็เพื่อปกป้องคณะสงฆ์ซึ่งประกอบไปด้วยภิกษุและภิกษุณี จากการทำลายล้างโดย ศัตรูของพระสัทธรรม(ตัวจริง) อันหมายถึง สภาพข้อจำกัดของสังคมในสมัยพุทธกาล ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงอยู่ของคณะสงฆ์ รวมไปถึงคณะบุคคลผู้สูญเสียผลประโยชน์และเสื่อมจากลาภสักการะ อันเนื่องมาจากการเผยแผ่พุทธธรรมโดยพระพุทธองค์และคณะสงฆ์ ซึ่งคณะบุคคลเหล่านี้ มีความมุ่งมาดปรารถนาอย่างยิ่งยวดในการที่จะกำจัดคณะสงฆ์ให้เสื่อมสูญไปจากแผ่นดิน โดยเล็งเป้าการโจมตีไปที่ “จุดอ่อน” ที่มีความเปราะบางที่สุดของคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่พวกเขาสามารถเอารัดเอาเปรียบได้ง่ายที่สุด และสามารถเบียดเบียนบีฑาได้อย่างช่ำชองที่สุด นั่นก็คือ สตรี(ภิกษุณี) นั่นเอง !!!!
พระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี ณ ชมพูทวีป
ประเด็นต่อมาที่ควรพิจารณาให้ชัดเจนก็คือ การที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “สัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี” นั้นมีความหมายว่าอย่างไร (?)
ในเมื่อประเด็นหลักสำหรับการพิจารณาก็คือ สตรีเป็นสาเหตุที่ทำให้พระศาสนาอายุสั้นลงหรือไม่ ดังนั้น พุทธพจน์นี้จึงมีความสำคัญต่อการพิจารณาอย่างมีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอรรถกถาจารย์ ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้เอาไว้ว่า เพราะเหตุที่มาตุคามบวช พระศาสนาจึงมีอายุเพียง ๕๐๐ ปี แต่เพราะพระพุทธองค์ ได้ทรงบัญญัติครุธรรมเอาไว้ก่อน พระศาสนาจึงมีอายุครบ ๑,๐๐๐ ปีดังเดิม
ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นก็คือ เราทราบว่าอายุพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ จะยาวนานถึง ๕,๐๐๐ ปี และในขณะนี้ซึ่งกาลเวลาได้ล่วงเลยมากว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว นั่นจึงหมายความว่า อายุพระศาสนา ๑,๐๐๐ ปีที่พระพุทธองค์ตรัสถึงกรณีนี้นั้น ย่อมมิได้ทรงหมายถึง อายุพระศาสนาโดยรวมอย่างแน่นอน ดังนั้น ภิกษุณี ครุธรรม ๘ ประการ และอายุพระศาสนา ๑,๐๐๐ ปี จึงย่อมที่จะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน มากกว่าที่เราเคยเข้าใจกันมาแต่เดิม
เมื่อพิจารณาถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปแล้ว จะพบเหตุบางประการที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ อย่างมีนัยสำคัญมากทีเดียว โดยพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป ช่วง ๕๐๐ ปีแรก นับได้ว่าเป็นยุคทองของฝ่ายเถรวาท ในช่วงแรกพระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าอชาตศัตรู หนึ่งศตวรรษต่อมา ก็ได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้ากาฬาโศก แห่งนครเวสาลี แคว้นวัชชี และรุ่งเรืองถึงขีดสุด ในยุคสมัยของพระเจ้าอโศก แห่งนครปาฏลีบุตร แคว้นมคธ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๓
ลัทธิมหายานในอินเดียสมัยแรก รุ่งเรืองขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ โดยมีพระเจ้ากนิษกะ แห่งราชวงศ์กุษาณะ ให้การอุปถัมภ์ จวบจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๐ โดยมีนิกายมาธยมิกะหรือลัทธิศูนยวาทินของท่านนาคารชุนเป็นสดมภ์หลัก สิ่งที่เราชาวพุทธเถรวาทควรรับทราบไว้ก็คือ โดยเนื้อแท้แล้ว นิกายมาธยมิกะของท่านนาคารชุนนี้ นับได้ว่าเป็นมหายานรุ่นแรกในอินเดียที่รักษาพระธรรมวินัยเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนมิได้แตกต่างจากพุทธนิกายเถรวาทเลย ที่แตกต่างกันบ้างก็เป็นแต่เพียง นิกายมาธยมิกะ ได้นำหลัก “สุญญตา” มาอธิบายขยายความเพิ่มเติมด้วยรูปแบบของปรัชญา ซึ่งในอันที่จริง แนวทางการอธิบายแบบนี้ ก็ยังมิได้ “นอกลู่นอกทาง” จนถึงขนาดที่จะบังอาจกล่าว(ร้าย)ว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูปไปได้เลยแม้แต่น้อย
แต่หลังจากศตวรรษที่ ๑๐ เป็นต้นมา ในช่วงปลายสมัยราชวงศ์คุปตะ เมื่อพระพุทธศาสนาลัทธิตันตรยานรุ่งเรืองขึ้น พระสัทธรรมจากที่เคยบริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่ในชมพูทวีปมาเป็นเวลาช้านาน ก็ได้ถึงกาลเสื่อมสลาย ด้วยเหตุที่ลัทธินิกายนี้ ได้พยายามนำเอาวัตรปฏิบัติอันลามกต่ำทราม เข้ามาเจือปนในคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก จนทำให้พระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ดีแล้ว กลายเป็นสัทธรรมปฏิรูปไปในที่สุด โดยที่ลัทธินิกายนี้ ยกย่องงมงายอยู่แต่ในเรื่องของเวทย์มนต์คาถา อาคมขลัง พิธีหาลาภ เสกเป่า ลงเลขลงยันต์ ซึ่งเป็นเรื่องไสยศาสตร์เดรัจฉานวิชาทั้งนั้น(ดังที่เห็นและเป็นอยู่ในประเทศไทยเวลานี้)
ผลก็คือ ภิกษุสงฆ์เหล่านี้ ทำหน้าที่ไม่แตกต่างไปจากพวกพราหมณ์ สุดท้าย พระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ จึงได้สิ้นอายุลงไป ด้วยน้ำมือของ “ภิกษุ” ซึ่งก็คือพวกนักบวช “ผู้ชาย” นั่นเอง หาได้เกิดจาก “สตรี” ดังที่เคยวิตกกังวลกันมาก่อนหน้านี้แต่อย่างใดไม่ !!!!
ขอให้สังเกตด้วยว่า ในราวพุทธศักราชเก้าร้อยเศษนี่เอง ที่พระพุทธศาสนาในอินเดียเสื่อมโทรมลงอย่างมากจน “อรรถกถาพระบาลี” ได้สูญหายไป จึงเป็นเหตุให้ท่านพระพุทธโฆษาจารย์แห่งอินเดีย ต้องไปเกาะลังกา เพื่อแปลอรรถกถาภาษาสิงหลมาเป็นภาษามคธหรือเป็นภาษาบาลี ซึ่งควรทำความเข้าใจกันให้ดีว่า ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ ได้ทำการ “แปล” อรรถกถาภาษาสิงหลมาเป็นภาษามคธ ดังนั้น การกล่าวว่า ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นผู้แต่งอรรถกถานั้น อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง
เพราะแท้ที่จริงแล้ว อรรถกถา นั้นก็คือคำอธิบายพุทธพจน์ ที่ท่องจำสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลนั้นแล้ว จนเมื่อพระพุทธศาสนาได้เผยแผ่ไปถึงลังกาในสมัยของพระเจ้าอโศก จึงได้มีการแปลอรรถกถาจากภาษามคธไปเป็นภาษาสิงหล แต่ในราวศตวรรษที่ ๑๐ นั้นเอง กลับปรากฏว่า จากความเสื่อมโทรมของพระพุทธศาสนาในอินเดีย มีผลทำให้ อรรถกถาภาษามคธ สูญหายไป ท่านพระพุทธโฆษาจารย์จึงได้แปลอรรถกถาภาษาสิงหลจากเกาะลังกาเป็นภาษามคธอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำกลับมาเผยแผ่ในอินเดียในลำดับถัดไป
เมื่อพิจารณาพุทธพจน์ในส่วนนี้ ประกอบกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในชมพูทวีปแล้ว ย่อมทำให้สามารถเห็นถึงความสอดคล้องกลมกลืนของเหตุและผลเป็นอย่างดีว่า การที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ประการ ขึ้นมาสำหรับภิกษุณีนั้น ทรงมีความมุ่งหมายที่จะปกป้องคณะสงฆ์ จากภัยอันตรายที่เกิดจากกระบวนการทำลายล้างโดยคณะบุคคลผู้สูญเสียผลประโยชน์ อันเป็นผลมาจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้คณะสงฆ์(ภิกษุและภิกษุณี)สามารถตั้งมั่นอยู่ในชมพูทวีปได้ถึงหนึ่งพันปี
ครุธรรม ๘ ประการ กับภารกิจที่เสร็จสิ้น
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ในเมื่อประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ก็ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงได้อย่างแจ่มชัดแล้วว่า ครุธรรม ๘ ประการ นั้นได้ทำหน้าที่(ของตน)ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนแล้วในอันที่จะสามารถปกป้องคุ้มกันภัยอันตรายต่างๆ มิให้เกิดแก่พระพุทธศาสนาในชมพูทวีป จนทำให้คณะสงฆ์และพระสัทธรรม สามารถตั้งมั่นอยู่ในชมพูทวีปได้นานถึงหนึ่งพันปี ครบถ้วนตามพุทธประสงค์แล้ว ดังนั้น เราในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทผู้ประกอบด้วยสติและปัญญา ควรจะมีมุมมองและท่าทีอย่างไรต่อ ครุธรรม ๘ ประการ ซึ่งสำเร็จภารกิจในการปกป้องและสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ชมพูทวีปนั้นแล้ว อย่างถูกต้องเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดในแง่ของความดับทุกข์ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของพระพุทธศาสนา
แน่นอนว่า โดยธรรมเนียมของชาวพุทธเถรวาท ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะละเลยต่อ ครุธรรม ๘ ประการ ซึ่งเป็นพุทธบัญญัติ เพราะถึงแม้จะปรากฏเป็นข้อเท็จจริงอยู่อย่างชัดแจ้งว่า พระพุทธองค์มิได้ทรงมีความประสงค์ ในอันที่จะประกาศใช้ ครุธรรม ๘ ประการ ไปจนถึงห้าพันปีตลอดอายุพระศาสนาของพระองค์ก็ตาม คือทรงระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ทรงบัญญัติ ครุธรรม ๘ ประการ นี้ก็เพื่อความตั้งมั่นของพระสัทธรรม(พระพุทธศาสนาในชมพูทวีป)เป็นเวลาหนึ่งพันปี(เท่านั้น) แต่แนวทางในการปฏิบัติของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ย่อมถือเอามติของพระอรหันตเถระเมื่อครั้งปฐมสังคายนาความว่า “สงฆ์ไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ ทรงบัญญัติไว้แล้ว” (อ้างจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๖๒๑) นั่นจึงหมายความว่า ถึงอย่างไรก็ตาม เราในฐานะที่เป็นชาวพุทธเถรวาท จะปฏิเสธ ครุธรรม ๘ ประการ ไม่ได้เป็นอันขาด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม
กระนั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นบทสรุปอันสำคัญยิ่งก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า “สตรี” มิได้เป็นสาเหตุที่ทำให้อายุของพระพุทธศาสนาสั้นลงแต่อย่างใดเลย แต่กลับกลายเป็น นักบวชสตรีเหล่านั้นต่างหาก ที่เป็นผู้เสียสละอย่างสำคัญ ในการแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา ให้สามารถตั้งมั่นอยู่ได้ในชมพูทวีปนับพันปี ด้วยการยอมรับ ครุธรรม ๘ ประการ เอาไว้ด้วยความมุ่งมั่น และศรัทธาในพรหมจรรย์โดยปราศจากข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น
ฉะนั้นในบัดนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่ถ้อยคำบิดเบือนในทำนองที่ว่า “สตรีเป็นสาเหตุทำให้พระพุทธศาสนามีอายุสั้นลง” ควรจะหมดไปจากสังคมชาวพุทธเถรวาทเสียที เพราะด้วยเหตุแห่งการสอบสวนทวนความอย่างมีเหตุผลและประกอบด้วยหลักฐาน กลับปรากฏว่า ถ้อยคำเหล่านี้ มิได้เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็นเพียงแค่คำพูดที่เกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง หรือไม่ก็เป็นการพูดที่เนื่องมาจากความคิดอ่านซึ่งเจือไปด้วยอคติ(ทางเพศ)อย่างขาดสติสัมปชัญญะเท่านั้นเอง !!!!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)