วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แจ้งความ กรณี คำแปล .... วิญญาณํ โหติ ตทุปาทานํ โดยท่านพุทธทาส

ทุกๆ ครั้ง ที่ผมได้มีโอกาสเห็น “การแสดง ความคิดเห็น” ของนายระนาดเอกและพรรคพวก ก็ได้แต่ทอดถอนใจว่า ถ้าเรียน อภิธรรม(เฟ้อ) แล้วมันมีผลทำให้ “โง่เขลาเบาปัญญา” ถึงเพียงนี้ .... ก็เลิกเรียนมันไปเถิดครับ ทิ้งมันไปเสียให้หมด เพราะข้อเท็จจริง มันก็ได้แสดงตัวให้เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่า ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งเซ่อ หรือมิใช่ (?)

งวดนี้ นายระนาดเอก ก็ออกมาแสดงความโง่เขลา ด้วยการกล่าวในทำนองว่า ท่านพุทธทาสแปลพระบาลีผิด(อีกตามเคย) โดยพยายามจะอ้างข้อความจากหนังสือของท่านปยุตโต มากล่าวหาและเสียดสีท่านพุทธทาสว่า .... “การแปลนั้น ต้องทำอย่างซื่อตรง พยายามให้ผู้อ่านเข้าถึงข้อมูลจริงของเดิมอย่างแม่นยำชัดเจน ไม่เอาความคิดเห็นหรือข้อสรุป” (อ้างจาก PANTIP_COM Y10558961 ว่าด้วย ท่านพุทธทาส พระไตรปิฏก พระอภิธรรม)

กล่าวโดยสรุปก็คือ นายระนาดเอก แสดงความเห็น(มติ)ส่วนตัวออกมาว่า ....
(เมื่อ) “พิจารณาพระบาลีเดิม ก็ไม่มีลู่ทางให้แปลได้ว่า วิญญาณคืออุปาทาน”

อีกประเด็นหนึ่งที่จำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจน ก็คือ
การที่ท่านพุทธทาสอธิบายเอาไว้ใน “เชิงอรรถ” ความว่า ....

“วิญญาณในที่นี้ หมายถึง มโนวิญญาณ ที่รู้สึกต่อความเพลิดเพลินและความมัวเมาในรูปนั้น ไม่ใช่จักขุวิญญาณ ที่เห็นรูปตามธรรมดา”

โดยที่ นักอภิธรรมขี้เท่อรายนี้ เขาอ้างว่า .... “ซึ่งความตรงนี้ ท่านพุทธทาสกล่าวขัดแย้งกับคำอธิบายของอรรถกถา และที่สำคัญคือ ขัดต่อสภาวธรรม !” เราลองมาพิจารณาดูกันนะครับว่า มันจริง หรือว่าเท็จ (?) …. ขอให้ท่านทั้งหลาย พิจารณาเนื้อความทั้งหมดของ สักกสูตร และ อรรถกถา สักกสูตร ดังนี้

๕. สักกสูตร
ว่าด้วยทรงแก้ปัญหาของท้าวสักกะ
[ ๑๗๗ ] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประทับอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุปัจจัยอะไรหนอ ที่เป็นเครื่องทำให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน อนึ่ง เหตุปัจจัยอะไร ที่เป็นเครื่องทำให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ปรินิพพานในปัจจุบัน.
[๑๗๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนท่านจอมเทพ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลินสรรเสริญ หมกมุ่น พัวพันรูปนั้นอยู่ เมื่อเธอเพลิดเพลินสรรเสริญ หมกมุ่น พัวพันรูปนั้นอยู่ วิญญาณอันอาศัยตัณหานั้นย่อมมี อุปาทานอันอาศัยตัณหานั้นก็ย่อมมี ภิกษุยังมีอุปาทาน ยังไม่ปรินิพพาน ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา . น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลินสรรเสริญ หมกมุ่น พัวพันธรรมารมณ์นั้น เมื่อเธอเพลิดเพลินสรรเสริญ หมกมุ่น พัวพันธรรมารมณ์นั้นอยู่ วิญญาณอันอาศัยตัณหานั้นย่อมมี อุปาทานอันอาศัยตัณหานั้น. ย่อมมี ภิกษุผู้ยังมีอุปาทาน ยังไม่ปรินิพพาน ดูก่อนท่านจอมเทพเหตุปัจจัยนี้แล ที่เป็นเครื่องทำให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน.
[๑๗๙] ดูก่อนท่านจอมเทพ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ หากภิกษุไม่เพลิดเพลินไม่สรรเสริญ ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพันรูปนั้น เมื่อเธอไม่เพลิดเพลินไม่สรรเสริญ ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพันรูปนั้น วิญญาณอันอาศัยตัณหานั้นย่อมไม่มี อุปาทานอันอาศัยตัณหานั้นย่อมไม่มี ภิกษุผู้ไม่มีอุปาทาน ย่อมปรินิพพาน ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่ ชวนให้กำหนัด
มีอยู่ หากภิกษุไม่เพลิดเพลินไม่สรรเสริญ ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพ้นธรรมารมณ์นั้น เมื่อเธอไม่เพลิดเพลินไม่สรรเสริญ ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพันธรรมารมณ์นั้น วิญญาณอันอาศัยตัณหานั้นย่อมไม่มี อุปาทานอันอาศัย ตัณหานั้นย่อมไม่มี ภิกษุผู้ไม่มีอุปาทาน ย่อมปรินิพพาน ดูก่อนท่านจอมเทพ เหตุปัจจัยนี้แล ที่เป็นเครื่องทำให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ ปรินิพพานในปัจจุบัน.
จบ สักกสูตรที่ ๕

อรรถกถาสักกสูตรที่ ๕
ในสักกสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม ได้แก่ ในอัตภาพนี้เอง.
บทว่า ปรินิพฺพายนฺติ ได้แก่ ย่อมปรินิพพาน ด้วยการดับสนิทซึ่งกิเลส.
บทว่า ต นิสฺสิต วิญฺาณ โหติ ได้แก่ กรรมวิญญาณที่อาศัยตัณหา.
จบ อรรถกถาสักกสูตรที่ ๕


จากพระบาลี .... ตํ นิสฺสิตํ วิญฺาณํ โหติ ตทุปาทานํ

ท่านพุทธทาสแปลว่า
วิญญาณ อันตัณหาในอารมณ์(คือรูปฯ) อาศัยแล้วย่อมมีแก่เธอ วิญญาณนั้นคือ อุปาทาน

พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลว่า
วิญญาณอันอาศัยตัณหานั้นย่อมมี อุปาทานอันอาศัยตัณหานั้นก็ย่อมมี

อรรถกถา อธิบายว่า
บทว่า ตํ นิสฺสิตํ วิญฺญาณํ โหติ ได้แก่ กรรมวิญญาณที่อาศัยตัณหา

ถ้าเราใช้คำแปลของอรรถกถาเป็นหลัก จำต้องแปลไทยเป็นไทยอีกที ก็จะได้ความว่า “วิญญาณที่เกิดจากการกระทำ(กรรมวิญญาณ) ซึ่งอาศัยความทะยานอยาก(ตัณหา)” ถามว่า เมื่อเทียบกับอีก ๒ สำนวนแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ .... อ่านแล้ว เกิดความเข้าใจ ขึ้นมาบ้างไหม (?)
ผมบอกได้เลยว่า อ่านอย่างไรก็ไม่มีทางรู้เรื่อง และที่นักอภิธรรมขี้เท่อมันทำเป็นสู่รู้วิพากษ์วิจารณ์ไปนั่นน่ะ จริงๆแล้ว มันก็ไม่รู้เรื่องหรอก .... มันก็ทำเป็นวางมาด เห่าหอนส่งเดชไปอย่างนั้นแหละ .... เชื่อสิ (หึหึหึหึ)
ถ้าอ่านพระบาลีตรงนี้ แล้วยังไม่เข้าใจ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายลองไปพิจารณา พุทธพจน์จาก อุปายสูตร (พระสูตรที่ว่าด้วย ว่าด้วยสิ่งที่เป็นความหลุดพ้นและไม่หลุดพ้น) ความว่า ....

“ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเข้าถึง ด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิ เป็นความไม่หลุดพ้น ความไม่เข้าถึง เป็นความหลุดพ้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงรูปก็ดี เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ฯลฯ วิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจักบัญญัติการมา การไป จุติ อุปบัติ หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ เว้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้ เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไป จึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น ภิกษุนั้นย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี”

ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า ใจความจากพุทธพจน์นี้ ย่อมทำให้เราสามารถทราบถึงกระบวนการแห่งปฏิจจสมุปบาทได้อย่างแจ่มชัดขึ้น กล่าวคือ หากละ “ตัณหา” เสียได้ “อารมณ์” ย่อมขาดสูญ เพราะที่ตั้งแห่งวิญญาณ ที่เกิดจากการกระทำซึ่งอาศัยตัณหา ย่อมไม่มี !!!!
แปลความได้ว่า ในขั้นแรก จาก รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ .... ตรงนี้เป็น จักขุวิญญาณ จริงครับ หากแต่ถ้า ละ “ตัณหา” ไปเสียได้ “อารมณ์” (ในกรณีนี้หมายถึงรูป) ก็ย่อมขาดสูญ จักขุวิญญาณดับไป ไม่มีการสืบต่อ แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงข้าม ความประชุมของ รูป+จักษุ+จักขุวิญญาณ ย่อมเกิดเป็น ผัสสะ .... >>> เวทนา .... >>> ตัณหา ซึ่งเป็นความเกิดแห่งทุกข์ ดังนี้ ....

“พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็นไฉน. เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพราะอาศัยหูและเสียง . . . เพราะอาศัยจมูก และกลิ่น . . . เพราะอาศัยลิ้นและรส . . . เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓
ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์”(อ้างจาก ทุกขนิโรธสูตร)

แต่สิ่งที่ท่านทั้งหลายจำต้องทำความเข้าใจให้ดีก็คือ ในขณะ ผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา และ เวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา นั้น ที่แท้มันมีรายละเอียดซับซ้อนกว่าที่เห็นจากตำราตามที่ท่องจำกันมาว่า ปฏิจจสมุปบาท มี ๑๒ อาการ นะจ๊ะ ....

“เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ฯ”

ทั้งนี้เพราะถ้าเราเอาแต่ท่องตามตำราเท่าที่เห็นกันอยู่โดยทั่วไป ก็อาจทำให้เข้าใจผิดไปได้ว่า “กรรมวิญญาณที่อาศัยตัณหา” ในกรณีของ “รูป ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ” จาก สักกสูตร นั้นหมายถึง จักขุวิญญาณ มิใช่ มโนวิญญาณ (ตามคำของท่านพุทธทาส)
แต่ถ้าหากท่านทั้งหลาย ได้มีโอกาสพิจารณาพุทธพจน์จาก สฬายตนวิภังคสูตร ก็จะได้ความว่า ในขั้นตอน “เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา” นั้นมิได้เกิดขึ้นลอยๆ และก็มิได้มีเพียงขั้นตอนเดียว ดังที่เห็นอยู่และท่องจำกันอย่างผิวเผินเหมือนพวกนักอภิธรรม(เฟ้อ)ทั้งหลาย หากแต่ ปฏิจจสมุปบาท กลับมีความซับซ้อนลุ่มลึกยิ่งกว่านั้น ดังที่ พุทธพจน์ ตรัสว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ก็มิได้หมายความว่า ในขั้นตอนนี้ มีแต่เพียง ผัสสะ และ เวทนา เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงกลับปรากฏว่า การที่จะเกิดเวทนาขึ้นมาได้นั้น ย่อมต้องอาศัย “มโนปวิจาร” เป็นเหตุปัจจัยร่วม (โดย)เป็นที่ตั้งแห่ง เวทนา ดังนี้

“ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบความนึกหน่วงของใจ ๑๘ นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว คือ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ใจย่อมนึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส นึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส นึกหน่วงรูปเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา.
เพราะฟังเสียงด้วยโสต...
เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ...
เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา...
เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย...
เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน ใจย่อมนึกหน่วงธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส นึกหน่วงธรรมารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส นึกหน่วงธรรมารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา. ฉะนั้น เป็นความนึกหน่วงฝ่ายโสมนัส ๖ ฝ่ายโทมนัส ๖ ฝ่ายอุเบกขา ๖. ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบความนึกหน่วงของใจ ๑๘ นั้น เราอาศัยความนึกหน่วงนี้ กล่าวแล้ว” (สฬายตนวิภังคสูตร)

หากท่านทั้งหลายยังระลึกได้ ย่อมไม่ลืมว่า เมื่อแรกเริ่มนั้น “จักขุวิญญาณ” พร้อมทั้ง รูป และ จักษุ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ผัสสะ จากนั้นมีคำอธิบายว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา ขอให้ท่านทั้งหลายจงสังเกตให้ดีๆที่เดียวว่า เวทนาในขั้นตอนนี้ เป็นเพียงแค่เวทนาทางกาย อันเนื่องมาจาก “จักขุวิญญาณ” ที่ประกอบกับ รูปและจักษุ(เกิดเป็นผัสสะ) แต่หากบุคคลผู้เห็นรูปนั้นเป็นพระอรหันต์ กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท จะจบวงจรแต่เพียงเท่านั้น ไม่มีการสืบต่อ สมดังพุทธพจน์จาก อุปายสูตร ความว่า “ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้ เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี ฯ” กรณีอย่างนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า พระอรหันต์นั้น มีแต่เพียงเวทนาทางกาย แต่ไม่มีเวทนาทางใจ
แต่ในกรณีของปุถุชนทั่วไป วงจรปฏิจจสมุปบาท มิได้ขาดตอนลงเพียงเท่านี้ เพราะด้วยความนึกหน่วงในอารมณ์(คือรูปในกรณีนี้) ย่อมเป็นที่ตั้งแห่ง เวทนา(ทางใจ) ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว ย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มโนปวิจาร(ความนึกหน่วง) นี้ย่อมมิใช่ จักขุวิญญาณ ซึ่งเป็นความรับรู้ทางกาย หากแต่เป็น มโนวิญญาณ คือความรับรู้ทางใจ นั้นต่างหาก และเมื่อพิจารณาพุทธพจน์จาก สักกสูตร ที่ตรัสว่า ....

(๑) รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลินสรรเสริญ หมกมุ่น พัวพันรูปนั้นอยู่ เมื่อเธอเพลิดเพลินสรรเสริญ หมกมุ่น พัวพันรูปนั้นอยู่
(๒) วิญญาณอันอาศัยตัณหานั้นย่อมมี อุปาทานอันอาศัยตัณหานั้นก็ย่อมมี

ขอให้ท่านทั้งหลายจงพิจารณาให้ดีว่า ความในข้อที่ ๑ นั้น กินใจความทั้งเวทนาทางกายและทางใจเอาไว้พร้อมแล้ว ซึ่งถ้าเป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจในปฏิจจสมุปบาทอย่างผิวเผิน ก็ย่อมไม่ทราบความข้อนี้ อันอาจนำมาสู่การ กล่าววาจาจาบจ้วงพระมหาเถระ(ท่านพุทธทาส) อย่างโง่เขลาและไม่สมควร
ทั้งนี้ เวทนาทางกายอันเนื่องมาจาก จักขุวิญญาณ นั้นย่อมดับไปแล้วเสียแต่แรก ถ้าเป็นกรณีของพระอรหันต์ ก็ย่อมไม่มีการสืบต่อ เนื่องจากขาด ความกำหนัดเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ แต่ในกรณีของปุถุชน ย่อมมี มโนปวิจาร เป็นเหตุปัจจัยเพิ่มเข้ามา ซึ่งการกระทำทางใจ(กรรมวิญญาณ) โดยการนึกหน่วงอารมณ์คือรูป(ในกรณีนี้) ย่อมเป็นที่ตั้งแห่ง เวทนา(ทางใจ) และ เวทนา อันนี้ต่างหาก ที่เป็นเหตุปัจจัยแก่ “ตัณหา” ตัวจริงเสียงจริง อันจะก่อให้เกิด อุปทาน ภพ ชาติ ฯลฯ
ดังนั้น พุทธพจน์ จากสักกสูตร ข้อ ๒ ที่แปลไว้ว่า “วิญญาณอันอาศัยตัณหานั้นย่อมมี อุปาทานอันอาศัยตัณหานั้นก็ย่อมมี” (พระไตรปิฎกแปลไทย) นั้นแปลถูกเพียงแค่ครึ่งเดียวในความข้อหลังที่ว่า อุปาทานอันอาศัยตัณหา(ก็ย่อมมี) แต่การแปลพุทธพจน์จาก สักกสูตร ความว่า วิญญาณอันอาศัยตัณหานั้น(ย่อมมี) ตรงนี้ยังแปลไม่ครบถ้วนนัก เพราะพุทธพจน์จาก สฬายตนวิภังคสูตรได้อธิบายเอาไว้ชัดเจนทีเดียวถึง มโนปวิจาร อันเป็นเหตุปัจจัยของ เวทนา(ทางใจ)
แต่รูป อันเป็นอารมณ์ของ มโนปวิจาร นี้ย่อมตั้งอยู่มิได้เลยหากขาดซึ่ง ความกำหนัดพอใจ ตามความจาก อุปายสูตร ดังนั้น จึงสามารถแปลความได้ว่า ความกำหนัดพอใจในอารมณ์นั้นๆ กับ มโนปวิจารเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน และเพราะมี ความกำหนัดพอใจ นี้เอง มโนวิญญาณในอารมณ์คือรูป จึงยังสามารถตั้งอยู่ได้ เมื่อมโนวิญญาณมีอยู่ ความกำหนัดพอใจในอารมณ์คือรูปก็มีอยู่ นี่จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด อุปาทาน ในอารมณ์คือรูปนั้น
กล่าวโดยสรุปก็คือ ความจากพระไตรปิฎกแปลไทย มีความมุ่งหมายที่จะอธิบายว่า ตราบเท่าที่ยังมี วิญญาณและตัณหา ก็ย่อมต้องมี อุปาทาน อยู่ตราบนั้น ที่นี้ท่านผู้แปล(พระไตรปิฎก) กล่าวถึงแต่เพียงว่า วิญญาณอันอาศัยตัณหา โดยเข้าใจไปว่า ผู้อ่านย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า ตัณหานั้นเองก็ต้องอาศัยวิญญาณ(คือ มโนปวิจาร หรือ ที่อรรถกถาเรียกว่า กรรมวิญญาณ) เป็นเหตุปัจจัย
แต่ในอันที่จริงแล้ว เมื่อได้พิจารณา ข้อความคำอธิบายจากอรรถกถา ความว่า …. “บทว่า ตํ นิสฺสิตํ วิญฺญาณํ โหติ ได้แก่ กรรมวิญญาณที่อาศัยตัณหา” โดยคำว่า กรรมวิญญาณ ก็น่าจะสามารถทำให้เข้าใจในกระบวนการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว และถ้าเข้าใจในความข้อนี้เป็นอย่างดี ก็ไม่น่าที่จะต้องมาก่นด่าท่านพุทธทาส ให้เปลืองพื้นที่นรก แบบโง่ๆอย่างนี้เลย เพราะในอันที่จริง การที่ท่านพุทธทาส ซึ่งแปลพุทธพจน์นี้ว่า .... “วิญญาณ อันตัณหาในอารมณ์(คือรูปฯ) อาศัยแล้วย่อมมีแก่เธอ วิญญาณนั้นคือ อุปาทาน” ก็ย่อมเป็นการแปลความ ที่สามารถอธิบายกระบวนการที่แท้จริงของวงจรปฏิจจสมุปบาท ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนดีอยู่แล้ว
และถ้าผมอธิบายมาจนถึงป่านนี้แล้ว ยังไม่อาจเข้าใจได้อีกว่า วิญญาณอันประกอบด้วย ตัณหาในอารมณ์คือรูปนี้เองที่เป็น อุปาทาน ก็ขอให้ไปลาหมาตายเสียเถิด อย่าได้ เสนอหน้ามาวิพากษ์วิจารณ์ ท่านพุทธทาส โดยเนื่องกับ ปฏิจจสมุปบาท ให้บาปปากไปมากกว่านี้เลย .... เห็นแล้ว น่าสมเพชเวทนา จริงๆ
ขอให้ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูทีเถิดว่า ความตั้งมั่นแห่ง วิญญาณ อันเนื่องกับ กรรมวิญญาณ หรือ มโนปวิจาร นั้นเอง เมื่อประกอบด้วย ความกำหนัดยินดี ความเพลิดเพลิน ก็ย่อมหมายถึง ตัณหา และ อุปาทาน มิได้เป็นอย่างอื่นเลย ....

“พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมจงใจ ย่อมดำริ และครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารัมมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อมีอารัมมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว ความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไปจึงมี เมื่อมีความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไป ชาติ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส จึงมีต่อไป ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่จงใจ ไม่ดำริ แต่ยังครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นอารัมมณปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อมีอารัมมณปัจจัย ความตั้งมั่นแห่งวิญญาณจึงมี เมื่อวิญญาณนั้นตั้งมั่นแล้ว เจริญขึ้นแล้ว ความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไปจึงมี เมื่อมีความบังเกิดคือภพใหม่ต่อไป ชาติ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงมีต่อไป ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.(ปฐมเจตนาสูตร)

ความกำหนัดยินดีใน มโนวิญญาณ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานนี้เอง ที่เราเรียกกันว่า “อุปาทาน” สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ดังนี้ว่า ….

“ดูกรภิกษุ ความกำหนัดพอใจ ในอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแล เป็นตัวอุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น ฯ” (อ้างจาก มหาปุณณมสูตร)

เมื่อเราทราบแล้วว่า มโนวิญญาณ ตามคำของท่านพุทธทาส ก็คือคำว่า กรรมวิญญาณ ตามคำของอรรถกถา ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือ กรรมวิญญาณที่อาศัยตัณหา นั้นคืออย่างไร (?)

ถ้าให้ตอบ สั้นๆง่ายๆ แบบกำปั้นทุบดิน ก็คือ .... อุปาทาน

ต่อไปนี้ ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้มีโอกาสร่วมกันพิจารณา พุทธพจน์จาก สมาธิสูตร(ว่าด้วยสมาธิเป็นเหตุเกิดปัญญา) ความว่า ....

“ .... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลในโลกนี้ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ ก็บุคคลย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ ซึ่งอะไร. ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป ฯลฯ .... ย่อมเพลิดเพลินซึ่งเวทนา ฯลฯ .... ย่อมเพลิดเพลินซึ่งสัญญา ฯลฯ ย่อมเพลิดเพลินซึ่งสังขาร ฯลฯ .... ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่งวิญญาณ เมื่อเพลิดเพลิน พร่ำถึง ดื่มด่ำอยู่ซึ่งวิญญาณ ความยินดีย่อมเกิดขึ้น ความยินดีในวิญญาณ นั่นเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ”

พุทธพจน์ในส่วนนี้ เกิดจากการที่พระพุทธองค์ ตรัสสอนให้ภิกษุเจริญสมาธิ ความว่า …. เมื่อมีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงของความเกิดและความดับแห่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ และการที่จิตไม่อาจตั้งมั่นได้ ก็เนื่องจาก ความปรารถนายินดีในอารมณ์ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ด้วยอำนาจของตัณหา ซึ่งความปรารถนายินดีนั้นเอง ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า นั่นเป็นอุปาทาน !!!!

ทั้งนี้ อรรถกถาจารย์ได้อธิบายศัพท์ ตทุปาทานํ เอาใว้ดังนี้ว่า ....

บทว่า ตทุปฺปาทานํ คือ ชื่อว่าอุปาทานเพราะอรรถว่ายึดมั่นอารมณ์นั้น.

ดังนั้น การที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า วิญญาณนั้นคือ อุปาทาน จึงต้องอยู่ภายในเงื่อนไขที่ว่าเป็น วิญญาณ อันตัณหาในอารมณ์(คือรูปฯ) อาศัยแล้ว เท่านั้น มิใช่เป็นการยก “วิญญาณ” ขึ้นมาพูดลอยๆเสียเมื่อไร ซึ่งความข้อนี้ ก็สอดคล้องต้องกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพุทธพจน์จาก สักกสูตร มหาตัณหาสังขยสูตร หรือ สมาธิสูตร

คำศัพท์ ตทุปาทานํ นั้น อรรถกถาจารย์ได้อธิบายว่าหมายถึง อุปาทานเพราะอรรถว่ายึดมั่นอารมณ์นั้น (สมาธิสูตร) หรือก็คือ ตัณหานั้นเอง(มหาตัณหาสังขยสูตร) ทั้งนี้ขอให้ทราบเอาใว้ด้วยว่าการเข้าไปถึงธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ ด้วยอาการถือมั่นและยึดมั่นในธรรมเหล่านั้น(อุปาทานและอภินิเวส) มี ๒ คือ ตัณหาและทิฏฐิ(อ้างจาก กัจจานโคตตสูตร) โดยความยึดมั่นในอารมณ์ นอกจากจะหมายถึง ตัณหาและอุปาทานแล้ว ยังหมายรวมไปถึง ความยึดมั่นใน องค์ฌาน จนแม้แต่ความยึดมั่นในอารมณ์วิปัสสนานั้นด้วย สมดังที่ตรัสเอาใว้ดังนี้ว่า ....

“ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เราเราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆเสีย เธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี บ่นถึง ติดใจ อุเบกขานั้นอยู่ วิญญาณย่อมเป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น ยึดมั่นอุเบกขานั้น ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีความยึดมั่นอยู่ ย่อมปรินิพพานไม่ได้”

อรรถกถาจารย์ได้อธิบายเพิ่มเติมเอาใว้ดังนี้ว่า ....

บทว่า ตทุปาทานํ ความว่า วิญญาณนั้น ชื่อว่าถือเอาด้วยการยึดมั่นวิปัสสนานั้น.
บทว่า น ปรินิพฺพายติ ความว่า ภิกษุผู้มีอาลัยในวิปัสสนา ย่อมไม่ปรินิพพานในศาสนาของเรา.

หมายความว่า พุทธพจน์ ต นิสฺสิตวิญฺาณ โหติ นี้เมื่อแปลโดยอรรถ ก็ได้ความหมายว่า อุปาทาน คำเดียวเท่านั้นเอง !!!!
การที่ท่านพุทธทาสแปลพระบาลีนี้ว่า “วิญญาณ อันตัณหาในอารมณ์(คือรูปฯ) อาศัยแล้วย่อมมีแก่เธอ วิญญาณนั้นคือ อุปาทาน” ก็ควรถือได้ว่า ท่านแปลด้วยความเมตตาต่อผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง โดยที่ท่านอุตส่าห์อธิบายขยายความ(ซึ่งอาจพบเห็นได้ในพระสูตรอื่นๆ) เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงกระบวนการที่เกิดขึ้นทั้งหมด ได้อย่างถูกต้องครบถ้วน
ทั้งนี้ ถ้าหากเราอ่านจากพระไตรปิฎกแปลไทย ความว่า .... “วิญญาณอันอาศัยตัณหานั้นย่อมมี อุปาทานอันอาศัยตัณหานั้นก็ย่อมมี” อย่างนี้แทบจะฟังไม่รู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร และเมื่อเข้าไปอ่านเพื่มเติมจากอรรถกถา ก็ได้ความว่า “กรรมวิญญาณที่อาศัยตัณหา” ซึ่งถ้าท่านทั้งหลาย ไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรเลย ขอถามว่า ท่านทั้งหลายจะสามารถนึกถึงคำว่า “อุปาทาน” จากคำอธิบายของอรรถกถานี้ได้หรือไม่ (?) .... นี่เป็นคำถาม ที่ท่านจะต้องตอบกับตัวเอง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต นะครับ !!!!

กล่าวโดยสรุปก็คือ ถ้อยคำดังกล่าวของท่านพุทธทาส ย่อมมิได้เกิดจากการแปลผิด หรือ มีเจตนาสอดแทรกความคิดเห็นของตน(หมายถึงท่านพุทธทาส)เข้าไปโดยพลการแต่อย่างใด ซึ่งก็ย่อมเป็นที่ชัดเจนอยู่ว่า “อรรถ” ของข้อความเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่สอดคล้องกับพุทธพจน์จากพระสูตร(อื่นๆ) ซึ่งแน่นอนว่า คนที่มีความรู้น้อยอย่างนายระนาดเอกและพรรคพวก ก็ย่อมที่จะ “รู้” ไปไม่ถึงเป็นธรรมดา แปลความได้ว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดอันนำมาสู่ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับท่านพุทธทาสนั้น มักเกิดขึ้นมาจากว่า เหล่าบรรดาผู้คัดค้านโจมตีท่านพุทธทาสเหล่านั้น มิได้เป็น ผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท เสมอเหมือนดังที่ท่านพุทธทาสเป็นอยู่(โดยอนัตตภาวะ) นั่นเอง !!!!
ดังนั้น จึงไม่เป็นการแปลกประหลาดแต่อย่างใดเลย ที่คนเหล่านี้จะศึกษาคำสอนของท่านพุทธทาสแล้วไม่เข้าใจ แต่มันน่าสมเพชเวทนาก็ตรงที่ เมื่อโง่แล้วไม่รู้ตนเองว่าโง่ ดันมาทำอวดฉลาดโดยการใส่ร้ายกล่าวหาท่านพุทธทาส ด้วยข้อความอันเป็นเท็จไร้สาระ ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่อย่างเกลื่อนกล่นในปัจจุบันนี้ ....
ผมได้อธิบายมามากจนเกินพอดีแล้ว หวังว่าท่านทั้งหลายจะสามารถเข้าใจได้ตามสมควร ส่วนที่ว่า ใครคนใดจะยังดันทุรัง โจมตีกล่าวร้ายท่านพุทธทาสด้วยประเด็นนี้(ทั้งๆที่น่าจะยุติได้แล้ว) นั่นต้องถือว่า เป็นเวรเป็นกรรมของเขาเอง ซึ่งเราก็คงไปทำอะไร(เขา)มิได้ สมดังที่พระพุทธองค์ได้เคยตรัสเอาไว้ว่า .... “บุคคลใด เมื่อพระตถาคตบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่รู้ ไม่เห็น เราจะกระทำอะไรได้กะบุคคลนั้น ผู้เป็นปุถุชนคนพาล บอด ไม่มีจักษุ ไม่รู้ ไม่เห็น” (อ้างจาก ปุปผสูตร)



ความคิดเห็นที่ 53

ทีนี้ พระไตรปิฎกภาษาไทย แปลพระบาลีว่า วิญญาณอาศัยตัณหา อุปาทานอันอาศัยตัณหา(นั้นก็ย่อมมี)

แต่ ท่านพุทธทาสแปลว่า ตัณหาอาศัยวิญญาณ วิญญาณนั้นคืออุปาทาน

ไม่ต้องสนใจว่า คุณจะมีความรู้บาลีหรือไม่ ไม่จำเป็น ผมเองก็ไม่รู้ภาษาบาลี

ผมจะขอถามคุณบุญเรือง หรือคุณจันทร์สุขสดใส หรือใครก็ตามที่คิดหรือมีเหตุผลว่า ท่านพุทธทาสไม่ได้แปลพระบาลีเอาเอง โดยใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไป

คำถามคือ..

เด็กทารกแรกเกิด ครั้งแรกที่ร้องไห้จ้า .. อากัปกิริยาของเด็กทารก (แน่ล่ะ ต้องอาศัยวิญญาณ หรือจิต)

ถ้า วิญญาณคืออุปาทาน อย่างที่ท่านพุทธทาสแปลพระไตรปิฎกไปอย่างนั้น

ในเมื่อเด็กทารกยังไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย แล้ว..

อุปาทานของเด็ก มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

จากคุณ : ระนาดเอก
เขียนเมื่อ : 18 พ.ค. 54 04:33:52







คำถามข้างบนนี้ นายระนาดเอก เขาถามเอากับ คุณ บุญเรือง และ คุณจันทร์สุขสดใส แต่ผมก็ถือโอกาส “เสือก” ตอบไปเสียในคราวเดียวกันนี้เลย เพื่อให้มัน “จบ” กันเป็นเรื่องๆ ไป

ที่จริงแล้ว ปัญหาข้อนี้ มิได้มีความยุ่งยากซับซ้อนอะไรเลย ถ้าหากว่า นายระนาดเอก และพรรคพวก(ที่เห่อเหิมหนุนหน้าหนุนหลังกันอยู่) จะไม่ไปเสียเวลาอยู่กับ อภิธรรม(เฟ้อ) โดยเอาเวลาเท่าที่มีอยู่ไปศึกษาพุทธพจน์โดยตรงจากพระสูตรพระวินัย เพื่อประกอบการพิจารณาโดยแยบคายในใจ อย่างปราศจาก “อคติ” ทั้งปวง อันอาจนำมาซึ่งความคิดปรุงแต่ง ที่เลยเถิดออกไปจากพระธรรมวินัย จนอาจกลายเป็น มิจฉาทิฐิไปในที่สุด .... หึหึหึหึ

ขอให้ท่านทั้งหลาย จงพิจารณาพุทธพจน์จาก มหามาลุงกโยวาทสูตรสูตร ดังต่อไปนี้ ....

“ดูกรมาลุงกยบุตร นักบวช พวกอัญญเดียรถีย์จักโต้เถียง ด้วยคำโต้เถียงอันเปรียบด้วยเด็กนี้ได้ มิใช่หรือว่า
แม้แต่ความคิดว่า กายของตน ดังนี้ ย่อมมีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ ก็สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ส่วนสักกายทิฏฐิอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
แม้แต่ความคิดว่า ธรรมทั้งหลายดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ ก็ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ส่วนวิจิกิจฉาอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
แม้แต่ความคิดว่า ศีลทั้งหลายดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ สีลัพพตปรามาสในศีลทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ส่วนสีลัพพตปรามาสอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
แม้แต่ความคิดว่า กามทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนยังนอนหงายอยู่ ก็กามฉันทะในกามทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ส่วนกามราคะอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
แม้แต่ความคิดว่า สัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ ก็ความพยาบาท ในสัตว์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน ส่วนพยาบาทอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น ฯลฯ”

สรุปความก็คือ ท่านพระมาลุงกยบุตร มีความเห็นผิดไปว่า บุคคลจะประกอบไปด้วยกิเลสก็เฉพาะตอนที่ถูกกิเลสครอบงำเท่านั้น ในขณะอื่นๆ ย่อมไม่ได้ชื่อว่าประกอบไปด้วยกิเลส พระพุทธองค์จึงตรัสแสดงให้เห็นว่า เด็กไม่มีกิเลสจริงหรือไม่ โดยตรัสว่า “มีกิเลสที่เป็นอนุสัย แฝงตัวนอนเนื่องอยู่” นั่นจึงหมายความว่า อุปาทาน ตามหลักการอธิบาย ปฏิจจสมุปบาท แบบ ตัณหามูล ที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า หมายถึง วิญญาณ อันตัณหาในอารมณ์(คือรูปฯ) อาศัยแล้ว นั้นแม้ยังไม่ปรากฏในชั้นเด็กทารกที่ยังไม่ประสา แต่เหตุปัจจัยของ ตัณหา อุปาทาน ฯ ล้วนแล้วแต่ได้แฝงตัวนอนเนื่องเป็นอนุสัย อยู่ในเด็กนั้นแล้ว ซึ่งนี่เป็นการกล่าวตามพุทธพจน์ จะเชื่อหรือไม่ ย่อมเป็นภาระที่ท่านทั้งหลายจะต้องพิจารณาโดยแยบคายในใจเอาเอง
ขออธิบายซ้ำอีกทีว่า ตามหลักการอธิบาย ปฏิจจสมุปบาท แบบ ตัณหามูลนั้น วงจรปฏิจจสมุปบาท จะเริ่มต้นขึ้น เมื่อตอนที่เริ่มรู้จัก โลภโกรธหลง แล้ว ซึ่งก็เป็นการกล่าวอธิบายตามแนวพุทธพจน์จาก มหาตัณหาสังขยสูตร หาได้เป็นการพูดเอาเองตามใจชอบแต่อย่างใดไม่ กล่าวคือ ....

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำนมของมารดานับเป็นโลหิตในอริยวินัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุมารนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมเล่นด้วยเครื่องเล่นสำหรับกุมาร คือ ไถเล็ก ตีไม้หึ่ง หกขะเมน จังหัน ตวงทราย รถเล็ก ธนูเล็ก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุมารนั่นนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย พรั่งพร้อมบำเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ คือ รูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดและความรัก เสียงที่รู้แจ้งด้วยโสต ... กลิ่นที่รู้แจ้งด้วยฆานะ ... รสที่รู้แจ้งด้วยลิ้น ... โผฏฐัพพะที่รู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดและความรัก กุมารนั้น เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมกำหนัดในรูปที่น่ารัก ย่อมขัดเคืองในรูปที่น่าชัง ย่อมเป็นผู้มีสติในกายไม่ตั้งมั่น และมีจิตเป็นอกุศลอยู่ ย่อมไม่ทราบชัดเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับหมดแห่งเหล่าอกุศลธรรมอันลามก ตามความเป็นจริง เขาเป็นผู้ถึงพร้อมซึ่งความยินดียินร้ายอย่างนี้ เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ย่อมเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ เมื่อกุมารนั้นเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้อย่างนี้ กุมารนั้น ได้ยินเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมกำหนัดในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ย่อมขัดเคืองในธรรมารมณ์ที่น่าชัง ย่อมเป็นผู้มีสติในกายไม่ตั้งมั่น และมีจิตเป็นอกุศลอยู่ ย่อมไม่ทราบชัดเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับหมดแห่งเหล่าอกุศลธรรมอันลามกตามความเป็นจริง เขาเป็นผู้ถึงพร้อมซึ่งความยินดียินร้ายอย่างนี้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดีมิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ย่อมเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจ เวทนานั้นอยู่ เมื่อกุมารนั้นเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้นอยู่ ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาส ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้ อย่างนี้”


สรุปก็คือ การที่ท่านพุทธทาส เน้นการสอนปฏิจจสมุปบาทแบบตัณหามูล โดยเว้นการอธิบายแบบคร่อมภพชาติ เนื่องจาก ….
(๑) อาจเป็นเหตุนำมาสู่ สัสสตทิฐิ ในหมู่คนโง่
(๒) ไม่ควรเสียเวลากับเรื่องชาตินี้ชาติหน้า ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้
โดยวงจรปฏิจจสมุปบาทแบบตัณหามูล จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนที่เริ่มรู้จัก โลภโกรธหลง แล้วเท่านั้น แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า วงจรปฏิจจสมุปบาทแบบอวิชชามูล จะไม่มีอยู่ กล่าวคือมันมีอยู่ แต่ก็ไม่สามารถอธิบายโดยการพิสูจน์ให้เห็นจริงได้เท่านั้น หมายความว่า ถ้าหากจะดึงดันอธิบาย ปฏิจจสมุปบาทแบบอวิชชามูลให้ได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับตัวผู้สอนหรอก แต่ปัญหามันจะเกิดกับตัวผู้ฟังเอง กล่าวคือ ตราบใดที่ยังไม่พ้นวิสัยปุถุชน คุณก็ต้องรับฟัง ปฏิจจสมุปบาทแบบอวิชชามูล โดยอาศัย “ความเชื่อ” แต่เพียงถ่ายเดียว(สุตมยปัญญา) โดยที่มิอาจพัฒนาความรู้ความเข้าใจขึ้นไปสู่ “จินตมยปัญญา” อย่างถูกต้องสมบูรณ์ไปได้เลย(ส่วนภาวนามยปัญญา ไม่ต้องพูดถึง) ดังที่ นายระนาดเอกและพรรคพวก ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วถึง มิจฉาทิฐิ ของพวกเขาเอง อันเกิดจากความคิดฟุ้งซ่าน ที่เลยเถิดไปจาก พุทธพจน์ ซึ่งตรัสไว้ดีแล้ว ดังที่ปรากฏอยู่ในพระสูตรและพระวินัย นั่นเอง



หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านทั้งหลายจะสามารถทำความเข้าใจได้ตามสมควร

Ritti Janson




http://www.oknation.net/blog/SiamBhikhunis

http://rittijanson.blogspot.com/

นรก .... อันชื่อว่าเนื่องด้วยอายตนะ !!!!

ดูเหมือนว่า ผู้คนสมัยนี้ จะนิยมชมชอบทัวร์นรกกันเป็นพิเศษนะครับ ดังนั้น ผมจึงเห็นสมควรว่า คงจะต้องสำแดงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ นรก-สวรรค์ ตามพุทธปัญญา ดังที่ปรากฏอยู่ในพระบาลีให้เป็นที่ประจักษ์แก่เพื่อนชาวพุทธ เผื่อว่า ท่านเหล่านั้นที่ยังใหม่อยู่ จะยังไม่ “เผลอใจ” เดินตามพวก กเฬวราก ไปเสียก่อน ....

อ้างความจากกระทู้ PANTIP_COM Y10558961 ว่าด้วย ท่านพุทธทาส พระไตรปิฏก พระอภิธรรม


ความคิดเห็นที่ 41

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

ปริฬาหสูตร
ว่าด้วยความเร่าร้อน
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=19&A=10601&Z=10631&pagebreak=0


ขณสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=18&A=3253

อรรถกถาขณสูตรที่ ๒
ในขณสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ฉ ผสฺสายตนิกา นาม ความว่า นรกชื่อว่าผัสสายตนะ ๖ ไม่มี. นรกทั้งหลายที่ชื่อฉผัสสายตนิกาแต่ละชื่อไม่มี. จริงอยู่ บัญญัติว่าผัสสายตนะทางทวาร ๖ ย่อมมีในมหานรก แม้ทั้งหมด ๓๑ ขุมนั่นเอง.
แต่คำนี้ ท่านกล่าวหมายเอาอเวจีมหานรก.
แม้ในบทว่า สคฺคา (สวรรค์) นี้ ท่านประสงค์เอาเฉพาะบุรีดาวดึงส์เท่านั้น. แต่ชื่อว่าบัญญัติแห่งอายตนะหก แม้แต่ละอย่างในกามาวจรเทวโลกไม่มีก็หาไม่.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงฉผัสสายตนิกานี้ไว้ทำไม.
ตอบว่า ใครๆ ไม่อาจจะอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในนรกได้ เพราะได้รับแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว และไม่อาจอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ในเทวโลกได้ เพราะเกิดความประมาทด้วยสามารถความยินดีในการเล่นโดยส่วนเดียว เพราะได้รับความสุขโดยส่วนเดียว.
ส่วนมนุษยโลกมีความสุขและความทุกข์ระคนกัน ในมนุษยโลกนี้เท่านั้น ย่อมมีทั้งอบายและสวรรค์ปรากฏ. นี้ชื่อว่าเป็นกรรมภูมิของมรรคพรหมจรรย์.
กรรมภูมินั้น พวกท่านได้แล้ว เพราะฉะนั้น ขันธ์ซึ่งเป็นของมนุษย์ที่พวกเธอได้กันแล้ว จัดเป็นลาภของพวกท่าน และภาวะเป็นมนุษย์ที่พวกเธอได้แล้วนี้ ก็เป็นขณะเป็นสมัยของการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ที่พวกเธอได้.
สมจริงดังคำที่พระโปราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า.
การเจริญมรรคในที่นี้ นี้ก็เป็นกรรมภูมิ ธรรมเป็นที่ตั้ง
แห่งความสังเวชเป็นอันมาก ในที่นี้ก็เป็นฐานะอยู่
ท่านเกิดความสังเวชแล้ว ก็จงประกอบความเพียรโดย
แยบคายในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวชเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํเวคา แปลว่า ความสังเวช.

จบอรรถกถาขณสูตรที่ ๒
------------------------------------------------------

มีหลาย ๆ ท่านพยายามอธิบาย ปริฬาหสูตร และ ขณสูตร ให้เป็นไปในลักษณะ เทวดา สวรรค์ สัตว์นรก คือภาวะจิตใจของมนุษย์อย่างเดียวเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับหลักกรรม การเวียนว่ายตายเกิด อ้างทิฏฐิของตนเองว่าเป็นภาษาธรรม

เช่น เทวดา คือมนุษย์ที่กำลังเพลิดเพลินในกามคุณ
สัตว์นรก คือมนุษย์ที่กำลังเร่าร้อนใจ
เปรต คือ คือมนุษย์ที่กำลังโลภ หิวโหย เป็นต้น

หรือ เลี่ยงพระบาลีว่า สวรรค์ในอก นรกในใจ เป็นต้น

ก่อนที่จะเชื่อทิฏฐิในลักษณะดังกล่าว ฝากศึกษา พระสูตรอื่น ๆ และอรรถกถา ด้วยนะครับ

จากคุณ : เฉลิมศักดิ์1
เขียนเมื่อ : วันวิสาขบูชา 54 10:27:35


ความคิดเห็นที่ 42

บทว่า ฉ ผสฺสายตนิกา นาม ความว่า นรกชื่อว่าผัสสายตนะ ๖ ไม่มี. นรกทั้งหลายที่ชื่อฉผัสสายตนิกาแต่ละชื่อไม่มี. จริงอยู่ บัญญัติว่าผัสสายตนะทางทวาร ๖ ย่อมมีในมหานรก แม้ทั้งหมด ๓๑ ขุมนั่นเอง.
แต่คำนี้ ท่านกล่าวหมายเอาอเวจีมหานรก.

สาธุครับ

"ฉ ผสฺสายตนิกา "

ลุงโชติ ชอบ เอาคำนี้ไปใช้บ่อยๆ ว่าหมายถึง นรกอุปมาอุปมัย
แต่แท้จริง บาลีคำนี้มุ่งหมายถึง อเวจีมหานรกนั้นเอง

เมื่อเห็นความกลัวภัย ในอเวจี และระลึกได้ว่า
ตนโชคดีแล้วที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ จึงได้เกิดวิริยะ
ในการมุ่งมั่น ปฏิบัติ เพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ในลำดับต่อไปได้

จากคุณ : ชาวมหาวิหาร
เขียนเมื่อ : วันวิสาขบูชา 54 14:15:49



นายเฉลิมศักดิ์ และ นายชาวมหาวิหาร ๒ คนนี้ เขาพยายามที่จะแสดงตนว่า เป็นผู้มีอุดมการในการปกป้องพระธรรมวินัยอย่างยวดยิ่ง หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างที่เขาทั้ง ๒ คน ได้ทำลงไปนั้น จะเป็นไปเพื่อการปกป้องพระศาสนา หรือเพื่อปกป้อง “ทิฐิ” ของตน (กันแน่ ?)
อีกทั้ง พวกเขาจะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถมากพอ ที่จะกระทำการต่างๆ ตามที่ได้สร้างภาพเอาไว้ได้หรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายจะต้องค่อยๆพิจารณาไปตามลำดับ ดังต่อไปนี้ ....

จากข้อความในกระทู้ข้างต้น สามารถสรุปความได้ว่า นายเฉลิมศักดิ์ มีความเข้าใจว่า ท่านพุทธทาสอธิบายความเรื่อง ฉผัสสายตนิกนรก และ ฉผัสสายตนิกสวรรค์ ผิดไปจากพระบาลี โดยมี นายชาวมหาวิหาร เข้ามาผสมโรง โดยยกข้อความบางส่วนจาก อรรถกถา มาอ้างพร้อมกับกล่าวสำทับว่า ....

ลุงโชติ ชอบ เอาคำนี้ไปใช้บ่อยๆ ว่าหมายถึง นรกอุปมาอุปมัย
แต่แท้จริง บาลีคำนี้มุ่งหมายถึง อเวจีมหานรกนั้นเอง

ลองมาทัวร์นรกกันดูสักครั้งนะครับ แล้วท่านทั้งหลายก็จะได้รู้กันสักทีว่า อเวจีมหานรก นั้นเป็นอย่างไร (?)

ก่อนที่จะมาพิจารณาข้อความจากอรรถกถา ย่อมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้อง “เห็น” กับตาเสียก่อนว่า พุทธพจน์ที่ตรัสเกี่ยวเรื่องนี้นั้น มีเนื้อหาว่าอย่างไร โดยความจาก ขณสูตร มีดังนี้ว่า ....

[๒๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลายแล้ว เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ขณะ
เพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เธอทั้งหลายได้เฉพาะแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นรกชื่อว่า
ผัสสายตนิกะ ๖ อันเราเห็นแล้ว ในผัสสายตนิกนรกนั้น สัตว์จะเห็นรูปอะไรๆ ด้วยจักษุ ก็ย่อม
เห็นแต่รูปอันไม่น่าปรารถนา ย่อมไม่เห็นรูปอันน่าปรารถนา ย่อมเห็นแต่รูปไม่น่าใคร่ ย่อมไม่
เห็นรูปอันน่าใคร่ ย่อมเห็นแต่รูปอันไม่น่าพอใจ ย่อมไม่เห็นรูปอันน่าพอใจ จะฟังเสียงอะไรๆ
ด้วยหู...จะดมกลิ่นอะไรๆ ด้วยจมูก... จะลิ้มรสอะไรๆ ด้วยลิ้น... จะถูกต้องโผฏฐัพพะอะไรๆ
ด้วยกาย... จะรู้แจ้งธรรมารมณ์อะไรๆ ด้วยใจ ก็ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันไม่น่าปรารถนา ย่อม
ไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันน่าปรารถนา ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันไม่น่าใคร่ ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์
อันน่าใคร่ ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันไม่น่าพอใจ ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันน่าพอใจ

[๒๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลายแล้ว เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ขณะ
เพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เธอทั้งหลายได้เฉพาะแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย สวรรค์ชื่อ
ว่า ผัสสายตนิกะ ๖ อันเราได้เห็นแล้ว ในผัสสายตนิกสวรรค์นั้น บุคคลจะเห็นรูปอะไรๆ ด้วย
จักษุ ก็ย่อมเห็นแต่รูปอันน่าปรารถนาย่อมไม่เห็นรูปอันไม่น่าปรารถนา ย่อมเห็นแต่รูปอันน่าใคร่
ย่อมไม่เห็นรูปอันไม่น่าใคร่ ย่อมเห็นแต่รูปอันน่าพอใจ ย่อมไม่เห็นรูปอันไม่น่าพอใจ ฯลฯ
จะรู้แจ้งธรรมารมณ์อะไรๆ ด้วยใจ ก็ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันน่าปรารถนา ย่อมไม่รู้แจ้ง
ธรรมารมณ์อันไม่น่าปรารถนา ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่น่าใคร่ ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่ไม่น่า
ใคร่ ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์อันน่าพอใจ ย่อมไม่รู้แจ้งธรรมารมณ์อันไม่น่าพอใจ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เป็นลาภของเธอทั้งหลายแล้ว เธอทั้งหลายได้ดีแล้ว ขณะเพื่อการอยู่ประพฤติ
พรหมจรรย์ เธอทั้งหลายได้เฉพาะแล้ว ฯ

จากพุทธพจน์ตามที่ปรากฏอยู่ใน ขณสูตร ก็เป็นที่ชัดเจน กล่าวคือพระพุทธองค์ตรัสว่า ....

(๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย นรกชื่อว่า ผัสสายตนิกะ ๖ อันเราเห็นแล้ว

(๒) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สวรรค์ชื่อว่า ผัสสายตนิกะ ๖ อันเราได้เห็นแล้ว

สรุปสั้นๆก็คือ พระพุทธองค์ตรัสว่า ฉผัสสายตนิกนรก และ ฉผัสสายตนิกสวรรค์ มีอยู่ ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า พระองค์ก็ได้เคยทรงเห็นมาแล้ว .... ข้อความจากพระบาลี ชัดเจนนะครับ (?)

เมื่อเห็นข้อความจากพระบาลีกันแล้ว ทีนี้ก็ถึงคราวที่เราจะต้องมาพิจารณา “มติอรรถกถา” ตามที่ นายเฉลิมศักดิ์ และ นายชาวมหาวิหาร พยายามนำมาเสนอ ความว่า ....

(๑) บทว่า ฉผสฺสายตนิกา นาม ความว่า นรก ชื่อว่า ผัสสายตนะ ๖ ไม่มี นรกทั้งหลายที่ชื่อ ฉผัสสายตนิกาแต่ละชื่อไม่มี.
(๒) จริงอยู่ บัญญัติว่า ผัสสายตนะทางทวาร ๖ ย่อมมีในมหานรก แม้ทั้งหมด ๓๑ ขุมนั่นเอง แต่คำนี้ ท่านกล่าว หมายเอาอเวจีมหานรก.
(๓) แม้ในบทว่า สคฺคา (สวรรค์) นี้ ท่านประสงค์เอาเฉพาะ บุรีดาวดึงส์เท่านั้น. แต่ชื่อว่าบัญญัติแห่งอายตนะหก แม้แต่ละอย่าง ในกามาวจรเทวโลกไม่มีก็หาไม่.

การที่ นายเฉลิมศักดิ์ และ นายชาวมหาวิหาร ยกอรรถกถานี้ขึ้นมาแย้งท่านพุทธทาส ก็ต้องถือว่าเป็นความ “โง่เขลาเบาปัญญา” ของคนทั้ง ๒ นี้โดยแท้ ทีหลังเวลาจะยกอะไรขึ้นมาอ้าง ก็กรุณา “พิจารณา” ให้ดีๆ ก่อนนะครับ อย่าสักแต่ว่า “ตัดแปะ” ไม่ดูตาม้าตาเรืออย่างโง่ๆ แบบนี้อีก !!!!

ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาอย่างนี้ว่า ถ้า อรรถกถา มีความมุ่งหมายที่จะกล่าวว่า ฉผัสสายตนิกนรก และ ฉผัสสายตนิกสวรรค์ ไม่มีอยู่ นั่นก็จะเท่ากับว่า อรรถกถา ค้าน พุทธพจน์ ทันที เพราะในพระสูตรนั้น พระพุทธองค์ก็ตรัสชัดเจนว่า ....

(๓) ดูกรภิกษุทั้งหลาย นรกชื่อว่า ผัสสายตนิกะ ๖ อันเราเห็นแล้ว

(๔) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สวรรค์ชื่อว่า ผัสสายตนิกะ ๖ อันเราได้เห็นแล้ว

เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “เราเห็นแล้ว” อย่างนี้ จะมาบอกว่า ฉผัสสายตนิกนรก และ ฉผัสสายตนิกสวรรค์ เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ ได้อย่างไร (?) แค่นั้นยังไม่พอ เพราะได้ปรากฏข้อความยืนยันความข้อนี้จากท่านพระมหาโมคคัลลานะ ปรากฏอยู่ใน มารตัชชนียสูตร ดังนี้ว่า ....

“ดูกรมารผู้ลามก ก็มหานรกนั้นแลมีชื่อ ๓ อย่าง ชื่อฉผัสสายตนิกะก็มี ชื่อสังกุสมาหตะก็มี ชื่อปัจจัตตเวทนียะก็มี ฯ” (อ้างจาก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ข้อ ๕๖๕ )

ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เมื่อพบว่ามีข้อความที่ขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ สิ่งแรกที่เราจะต้องคำนึงถึงมากที่สุดก็คือ “หลักการ” ในการตรวจสอบพระธรรมวินัย ความว่า หากมีผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามกล่าวอ้างว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา” โดยพระพุทธองค์ได้ตรัสเอาใว้เป็นหลักการ คือ ....

“พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวน ในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย”
๑) ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว ดังนั้น พวกเธอพึง ทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
๒) ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำ สั่งสอนของพระพุทธองค์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว

ซึ่งในกรณีของ ฉผัสสายตนิกนรก และ ฉผัสสายตนิกสวรรค์ นั้นย่อมชัดเจนอยู่แล้วว่า มีทั้งพุทธพจน์จาก ขณสูตร เอง และยังมีคำของท่านพระมหาโมคคัลลานะจาก มารตัชชนียสูตร ยืนยันตรงกันเช่นนี้ ก็ย่อมสามารถสรุปได้ว่า ฉผัสสายตนิกนรก และ ฉผัสสายตนิกสวรรค์ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และนี่ก็คือ วิธีในการตรวจสอบพระธรรมวินัย ด้วยหลักมหาปเทส ๔ ตามที่พระพุทธองค์ตรัสสอนเอาไว้นั่นเอง โดยที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนเลยว่า แม้จะเป็นข้อความจาก คัมภีร์อรรถกถา ก็ต้องได้รับการตรวจสอบด้วยหลักการอันนี้เช่นเดียวกันหมด โดยไม่มีการยกเว้นแต่อย่างใด ....
หากแต่ นายเฉลิมศักดิ์ และ นายชาวมหาวิหาร จะสามารถเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ ได้หรือไม่ ก็ยังเป็นที่สงสัยอยู่ ด้วยผมเห็นว่า นายชาวมหาวิหาร ยังไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยซ้ำไปว่า อันไหนเรียกว่าพุทธพจน์ และอันไหนเรียกว่าอรรถกถา เพราะที่ผ่านๆมา แม้ว่าผมจะพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ให้เอาพุทธพจน์มายืนยันคัดค้านข้อความของผม แต่นายคนนี้ ก็ยังยกอรรถกถามาอ้างซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นเอง ผมก็เลยไม่รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว มันเป็นคนหน้าด้าน หรือว่าเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา กันแน่ (?)

ดังนั้น สิ่งที่ผมต้องการถาม นายเฉลิมศักดิ์ และ นายชาวมหาวิหาร ก็คือ ก่อนที่คนคู่นี้จะยกข้อความใดๆก็ตามมาอ้าง หรือจะสรุปความใดๆก็ตามอันเนื่องกับพระธรรมวินัยนั้น พวกคุณได้เคยปฏิบัติตามหลักการมหาปเทส ๔ นี้บ้างหรือไม่ (?)

แม้ว่าเราจะได้ข้อสรุปว่า ฉผัสสายตนิกนรก และ ฉผัสสายตนิกสวรรค์ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ คัมภีร์อรรถกถา ด้วยเช่นกัน โดยถ้าเราจะไม่พิจารณาความใดๆด้วยอคติแล้วล่ะก็ มติอรรถกถาในความข้อที่ (๒) ก็ย่อมสามารถบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่า อรรถกถาจารย์ ท่านมีจุดมุ่งหมายในการอธิบายว่าอย่างไร โดยที่แม้ท่านจะกล่าวในเบื้องแรกว่า นรกที่ชื่อ ฉผัสสายตนิกนรก ไม่มี แต่ท่านก็ได้กล่าวข้อความต่อมาอีกว่า (แท้ที่จริงแล้ว) ฉผัสสายตนิกนรก “ย่อมมีในมหานรก แม้ทั้งหมด ๓๑ ขุมนั่นเอง”

ถ้ายังอ่านหรือฟังไม่เข้าใจ ก็ขออธิบายซ้ำอีกครั้งดังนี้ว่า ในความเป็นจริงก็คือ ฉผัสสายตนิกนรก ก็มีอยู่แล้วในมหานรก ๓๑ ขุม นั่นแหละ อรรถกถาจารย์ท่านเพียงแต่พยายามจะบอกว่า ฉผัสสายตนิกนรก มิใช่สิ่งที่มีอยู่ต่างหากจาก นรก ตามทิฐิของปัจเจกบุคคล ซึ่งการอธิบายของอรรถกถาจารย์นี้ ถือว่ามีความสำคัญมากนะครับ เพราะความหมายที่แฝงอยู่ในคำอธิบายก็คือ ไม่ว่า นรก-สวรรค์ ของคนแต่ละคนจะถูกต้องตรงตามพุทธปัญญาหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็ย่อมเป็น นรก-สวรรค์ อันชื่อว่าเนื่องด้วย ผัสสายตนะ อยู่นั่นเอง กล่าวคือ

(๑) ถ้าท่านเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฐิ นรก-สวรรค์ ของท่านก็จะเป็น นรก-สวรรค์ อันชื่อว่าเนื่องด้วย ผัสสายตนะ อันเป็นสัมมาทิฐิ
(๒) แต่ถ้าท่านเป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ(ไม่ว่าจะเป็น สัสสตทิฐิ หรือ อุจเฉททิฐิ ก็ตาม) นรก-สวรรค์ ของท่านก็จะเป็น นรก-สวรรค์ อันชื่อว่าเนื่องด้วย ผัสสายตนะ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิในแบบนั้นๆ นั่นเอง

ทีนี้ บางท่านอาจจะสงสัยอีกว่า ฉผัสสายตนิกนรก และ ฉผัสสายตนิกสวรรค์ จะมีอยู่ใน นรก-สวรรค์ หรือ นรก-สวรรค์ จะมีอยู่ใน (หรือเนื่องกับ) ฉผัสสายตนิกนรก และ ฉผัสสายตนิกสวรรค์ ได้อย่างไร (?)
ก็ขออนุญาตอธิบายความ ดังนี้ว่า .... ที่จริงแล้ว สิ่งทั้งปวง หรือ สังขตธรรมนั้น ก็คือสิ่งที่เรียกว่า อายตนะนั่นเอง ดังปรากฏความใน สัพพสูตร ดังนี้ว่า ....

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสิ่งทั้งปวงแก่เธอทั้งหลาย เธอ ทั้งหลายจงฟังข้อนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นสิ่งทั้งปวง จักษุกับรูป หู กับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับโผฏฐัพพะ ใจกับธรรมารมณ์ อันนี้เรากล่าวว่าสิ่งทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอกปฏิเสธ สิ่งทั้งปวง จักบัญญัติสิ่งอื่นแทน วาจาของผู้นั้นคงเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ดุจเทพเจ้าแต่ครั้นถูกถามเข้า ก็คงไม่ปริปากได้ และยิ่งจะอึดอัดลำบากใจ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะข้อนั้นไม่ใช่วิสัย ฯ” (ในพระสูตรนี้ สิ่งทั้งปวง = อายตนะ ๑๒)

สิ่งที่ท่านทั้งหลายจะต้อง(พยายาม)ทำความเข้าใจเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยก็คือ ไม่ว่าท่านจะมี “ทิฐิ” เป็นอย่างใด (คืออาจจะเป็น สัมมาทิฐิ หรือ สัสสตทิฐิ หรือ อุจเฉททิฐิ หรือ ฯลฯ) และ นรก-สวรรค์ ตามความเข้าใจของท่านจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่โดยความเป็นจริงตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือ นรก-สวรรค์ ย่อมมิอาจมีอยู่ต่างหากจาก ผัสสายตนะทั้ง ๖ ซึ่งมีความสืบต่อแห่งเหตุปัจจัย อันนำมาสู่การเสวย “เวทนา” ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยของ ตัณหา-อุปาทาน-ภพ-ชาติ อันเป็นผลที่สุกงอมแห่งกรรม (คือวิบาก)
ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะมี นรก-สวรรค์ อยู่ต่างหากโดยปราศจากความเชื่อมโยงกับ ผัสสายตนะทั้ง ๖ หรือกล่าวอีกแบบก็คือ เมื่อไม่มี ผัสสายตนะ ก็ย่อมไม่มี นรก-สวรรค์ ในทุกๆปริยายเช่นกัน กล่าวคือ

“ .... เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้ ฯ”

การที่ นายเฉลิมศักดิ์ และ นายชาวมหาวิหาร อ่านข้อความจากอรรถกถาแล้วเข้าใจไปว่า ฉผัสสายตนิกนรก และ ฉผัสสายตนิกสวรรค์ เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ก็ย่อมแสดงให้เห็น “กำพืด” ที่แท้จริงว่า ....

(๑) คนทั้ง ๒ เป็นพวกมิจฉาทิฐิบุคคล กล่าวคือ พวกเขาเข้าใจเอาเองว่า นรก-สวรรค์ มีอยู่ต่างหากโดยมิได้เกี่ยวเนื่องกับ ผัสสายตนะทั้ง ๖ ซึ่งนั่นเป็นความเห็นผิด(มิจฉาทิฐิ) เป็นทิฐินอกพระพุทธศาสนา
(๒) คนทั้ง ๒ ไม่เข้าใจในหลักการตรวจสอบพระธรรมวินัย ตามหลักมหาปเทส ๔ ดังจะเห็นได้ว่า เขาทั้ง ๒ สามารถเชื่อข้อความจากอรรถกถา(ด้วยความเข้าใจผิด) โดยมิได้ใส่ใจในพุทธพจน์เลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า ใจความของอรรถกถา(ซึ่งพวกเขาเข้าใจผิด) ถูก “จริต” ของพวกเขานั่นเอง หรือมิใช่ (?)
(๓) คนทั้ง ๒ ตั้งหน้าตั้งตากล่าวร้ายต่อพระเถระผู้ใหญ่ (คือท่านพุทธทาส) ทั้งๆที่เขาเหล่านั้น มีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ทั้งๆที่พยายามสร้างภาพเทียมเท็จว่า กำลังปกป้องพระพุทธศาสนา แต่ในความเป็นจริง พวกเขาก็เพียงแค่ กำลังปกป้อง(มิจฉา)ทิฐิของตนเอง .... ก็เท่านั้น !!!!

สรุปในสรุป

การที่ท่านพุทธทาสสอน ฉผัสสายตนิกนรก และ ฉผัสสายตนิกสวรรค์ เฉพาะในปัจจุบันขณะ ก็เนื่องจาก เป็นสภาวะที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้จริงอย่างปราศจากข้อกังขา โดยเว้นที่จะกล่าวถึง นรก-สวรรค์ ที่มิอาจพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ ซึ่งการที่ท่านกระทำเช่นนี้ ก็มิได้เป็นความผิดร้ายอะไร อีกทั้งการที่ท่านไม่สอนเรื่อง นรก-สวรรค์ ในฐานะที่เป็นโลกอื่น ก็มิได้แปลว่าท่านจะเป็นพวกมิจฉาทิฐิเสียเมื่อไร การเชื่อหรือไม่เชื่อ กับการสอนหรือไม่สอน ก็มิอาจกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องเดียวกันสักหน่อย
การที่พระพุทธองค์ตรัสสอนแต่ใบไม้ในกำมือ นั้นมิได้แปลว่า ใบไม้นอกกำมือไม่มี หรือพระพุทธองค์ไม่เชื่อว่าใบไม้นอกกำมือมีอยู่เสียเมื่อไร หากแต่นั่นเป็นพระกรุณาคุณของพระพุทธองค์ต่างหากที่จะทรงสอนแต่เฉพาะเรื่องของทุกข์และความดับทุกข์เป็นสำคัญ
ดังนั้น การที่ท่านพุทธทาสจะเน้นสอนแต่เฉพาะเรื่องของทุกข์และความดับทุกข์ในปัจจุบันขณะ โดยเว้นที่จะกล่าวถึงเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้จริงในโลกแห่งนวัตกรรมขั้นสูงนี้ นอกจากจะไม่ผิดต่อแนวทางของพระพุทธองค์แล้ว ผมยังเห็นว่า มันก็ไม่น่าจะไปหนักหัวกบาลของ นายเฉลิมศักดิ์ และ นายชาวมหาวิหาร หรือมิใช่ (?)



Ritti Janson

http://www.oknation.net/blog/SiamBhikhunis

http://rittijanson.blogspot.com/

อึ่งอ่าง สึกพระ


พออัตตาตัวตนมันใหญ่โตมากเข้า บางที่มันก็ “อวดเบ่ง” ไปเรื่อยนะครับ สำหรับ อึ่งอ่างตัวนี้ โดยล่าสุด ก็ได้แสดง “ตรรกะ(บือ)” จับแพะชนแกะ แล้วก็สำรอก “ความโง่” ออกมาประจานตนเองในที่สาธารณะ อย่างไม่มียางอาย .... เฮ้อออออออ

ท่านพุทธทาส ก็เพียงแค่บอกว่า เหตุผลที่ต้อง ฉีกพระไตรปิฎก 30-60 % ก็เพราะ ….

ถ้าเสนอแก่นักศึกษาปัญญาชนเจือวิทยาศาสตร์ ฉีก 30 %
ถ้าเสนอแก่นักวิทยาศาสตร์โบราณคดี เอาออก 30 %
เหลือ 40 % ก็ยังมากกว่าไบเบิล/โก้หร่านตั้ง 10 เท่า

ดังนั้น ที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า ....

ที่ยอมรับไม่ได้
๘. วินัยปิฎก(ทั้งหมด) เพราะเฉพาะการเป็นอยู่ของภิกษุ

มันก็ต้องหมายความเพียงแค่ว่า ....
พระวินัย เป็นเรื่องของภิกษุ ไม่ใช่เรื่องของ ชาวบ้าน (นักศึกษาปัญญาชนเจือวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์โบราณคดี) จึงไม่จำเป็นต้องนำมาแสดง(สอน)กับเขาเหล่านั้น !!!!

แล้วมันจะกลายเป็น ....

ข้าพเจ้า พระภิกษุชื่อ อินทปัญโญ ไม่ยอมรับวินัยปิฎก(ทั้งหมด) เพราะเฉพาะการเป็นอยู่ของภิกษุ

ไปได้อย่างไร (?)

และคำว่า “ฉีก” นั้นก็หมายความเพียงว่า ....

อาจารย์หมายความว่าอย่างไรครับ คำว่าฉีกของอาจารย์

ปลดออก ระงับเสีย สำหรับเมื่อจะแสดงแก่คนชนิดไหน ถ้าจะมีสำหรับคนทั่วไป คนพื้นฐานที่ไร้การศึกษาก็ไม่ต้องฉีกออก และไม่มีอะไรที่จะต้องฉีกออก แต่ถ้าจะแสดงแก่นักวิทยาศาสตร์แท้จริง นักโบราณคดีแท้จริง ต้องปลด ๆ ออกเสีย ๖๐% เหลือ ๔๐% จึงจะสะอาด สะอาดบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว เหลือแต่แกนกับแก่น เหลือแต่เพชรเหลือแต่ทองคำ (หัวเราะ)

แสดงว่าอาจารย์ไม่ได้เสนอให้เขาเปลี่ยนแปลงพระไตรปิฎกฉบับหลวงว่า ให้เอาสูตรนั้นออก สูตรนี้ออก

ไม่ (เสียงดุ) ไม่ได้ไปแตะต้องฉบับไหนโดยตรง ฉบับไหนก็ตรงกันหมด บอกแต่ว่า เมื่อจะเอามาเผยแผ่ ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ และนักโบราณคดี เขาจะรู้ว่าพระไตรปิฎกเป็นมาอย่างไร เขาศึกษาเอาจากสำนวนที่มันต่าง ๆ กัน อย่างอภิธรรมนี่นักโบราณคดีไม่ยอมรับ

http://www.buddhadasa.org/html/life-work/bio/tell_chapter6-04.html

ชัดเจนแล้วเนอะ .... ยังโง่ได้อีก ไหมเนี่ยยยยยยยย (?)






หลักฐานและหลักการ ที่ควรค่าแก่การพิจารณาสำหรับ นาย อึ่งอ่างทางธรรม





จากภาพที่เห็นอยู่นี้ ย่อมควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ถ้าหากว่า “ตรรกะ(บือ) ถ่อยๆของนาย อึ่งอ่าง เป็นความจริง กล่าวคือ พระพุทธองค์ได้เคยตรัสถึง บุคคลที่ไม่ควรไหว้ ๑๐ จำพวก เอาไว้ดังนี้ว่า ....

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๑๐ จำพวกนี้ อันภิกษุไม่ควรไหว้คืออันภิกษุผู้อุปสมบทก่อนไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทภายหลัง ๑ ไม่ควรไหว้อนุปสัมบัน ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้แก่กว่า แต่ไม่ใช่ธรรมวาที ๑ ไม่ควรไหว้มาตุคาม ๑ ไม่ควรไหว้บัณเฑาะก์ ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ๑ ไม่ควรไหว้ ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรมานัต ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ประพฤติมานัต ๑ ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรอัพภาน ๑บุคคล ๑๐ จำพวกนี้แล อันภิกษุไม่ควรไหว้ ฯ

อีกทั้งยังตรัสถึง บุคคลที่ควรไหว้ ๓ จำพวก กล่าวคือ ....

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ ภิกษุควรไหว้ คือภิกษุผู้อุปสมบทภายหลัง ควรไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทก่อน ๑ ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้แก่กว่า แต่เป็นธรรมวาที ๑ ควรไหว้ตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ในโลกทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ บุคคล ๓ จำพวกนี้แล ภิกษุควรไหว้ ฯ (อ้างจาก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ ๒๖๔)

ท่านพุทธทาส อุปสมบทเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๖๙
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อุปสมบทเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๗๖
สรุปก็คือ ท่านพุทธทาส แก่พรรษากว่าสมเด็จพระญาณสังวรฯ ๗ ปี

ประเด็นแรก ก็คือ ถ้าท่านพุทธทาส ได้บอกคืนสิกขาบท(=ลาสิกขาบท) จริง นั่นก็ย่อมเท่ากับ นายอึ่งอ่างผู้นี้ กล่าวว่า สมเด็จพระญาณสังวรฯ ไหว้ อนุปสัมบัน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนพระบัญญัติ จะเอาอย่างนั้นเลยหรือครับท่าน (?)

ล็อกอิน EvaAngelion คงต้องอธิบายความข้อนี้ให้ชัดเจนนะครับ !!!!

ประเด็นที่ ๒ ขอให้สังเกตด้วยว่า การที่ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ไหว้ท่านพุทธทาส นั้นย่อมเป็นการพ้นไปจาก “อคติ” ทางนิกาย กล่าวคือ นับแต่โบราณมา ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ย่อมถือว่า ฝ่ายมหานิกายเป็นเพียงแค่ อนุปสัมบัน(คือสามเณร) ด้วยเหตุที่สวดญัตติไม่ถูกต้อง และแน่นอนเช่นกันว่า ภิกษุธรรมยุติแต่เดิมมานั้น ย่อมไม่ไหว้ และไม่ทำสังฆกรรมร่วมกับฝ่ายมหานิกาย
ดังนั้น เมื่อพิจาณาในแง่ของนิกาย ก็ย่อมชัดเจนว่า สมเด็จพระญาณสังวรฯ ย่อมไม่เห็นว่า ท่านพุทธทาส เป็นเพียงแค่อนุปสัมบัน(สามเณร)ตามคติของฝ่ายธรรมยุติกนิกายสมัยโบราณ และ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ย่อมไม่เห็นว่า ท่านพุทธทาสเป็นฆราวาส อย่างที่นายอึ่งอ่างสำรอกความออกมาเป็นแน่ ก็เลยดูเหมือนกับว่า นาย EvaAngelion ผู้นี้ คงจะมีภูมิรู้ภูมิธรรม “สูงส่ง” ยิ่งไปกว่า สมเด็จพระญาณสังวรฯ เสียอีก .... หรือจะว่าอย่างไรครับ (?)

ประเด็นที่ ๓ และต่อให้ สมเด็จพระญาณสังวรฯ เห็นว่าท่านพุทธทาสเป็นภิกษุต่างนิกาย แต่พระพุทธบัญญัติก็ระบุเอาไว้อย่างชัดแจ้งว่า “ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้แก่กว่า แต่เป็นธรรมวาที” ซึ่งในกรณีนี้ ท่านพุทธทาสแก่พรรษากว่า สมเด็จพระญาณสังวรฯ ๗ ปี กระนั้น ยังเงื่อนไขมีต่อไปอีกว่า แม้พรรษามากกว่าก็จริง แต่ถ้าภิกษุต่างนิกายนั้น ไม่ใช่ธรรมวาที ก็ไม่ควรไหว้
ดังนั้น การที่ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ไหว้ท่านพุทธทาส ก็ย่อมเท่ากับว่า พระองค์ทรงยืนยันด้วยพระองค์เองอยู่แล้วว่า ท่านพุทธทาสคือภิกษุผู้เป็นธรรมวาที
หรือ พูดอีกแบบหนึ่ง ก็คือ การที่นาย EvaAngelion กล่าวจาบจ้วงท่านพุทธทาสว่า มิได้เป็นภิกษุแล้วนั้น ก็ย่อมมีค่าเท่ากับ นายคนนี้ ดูหมิ่นภูมิรู้ภูมิธรรม และพระบารมีของสมเด็จพระญาณสังวรฯ ว่าไม่รู้แม้กระทั่งว่า อะไรถูกอะไรผิด ....

และหากยังจะหน้าด้านหน้าทน ดื้อด้านไม่ยอมรับผิด ผมเห็นว่า นาย EvaAngelion ก็คงต้องไปกราบทูลสมเด็จพระญาณสังวรฯเสียแล้วว่า พระองค์ท่านทรงทำผิดพระพุทธบัญญัติ ด้วยเหตุที่พระองค์ท่านไปไหว้ อนุปสัมบัน คือท่านพุทธทาส ผู้ซึ่งบอกคืนสิกขาบทไปเสียแล้วตามอัตโนมัติของนาย EvaAngelion ผู้เป็นอึ่งอ่างทางธรรม ….

EvaAngelion คงต้องเลือกทำอะไรสักอย่างแล้วนะครับ .... จะเอาอย่างไร ก็ว่ามา !!!!



ฤทธี


http://www.oknation.net/blog/SiamBhikhunis

http://rittijanson.blogspot.com/

ถากถาง .... ความเขลา

ความคิดเห็นที่ 124

กาลามสูตรเอง ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อ"ความดับไม่มีเหลือ" อย่างที่ท่านพุทธทาสใช้เป็นเกณฑ์ชี้วัด
แถมกลับกันเสียอีก กาลามสูตรนี้เอง ที่สอนว่าหากยังปลงใจเชื่อเรื่อง นรกสวรรค์ โลกนี้โลกหน้าไม่ได้ ก็ถือว่าอย่างน้อยยังได้ความอุ่นใจในปัจจุบันเป็นเบื้องต้นก่อน

ผิดเกณฑ์ของท่านพุทธทาสทั้งนั้น ชนิดที่ว่าน่าจะโดนขึ้นบัญชีให้ตัดออกเป็นข้อแรกๆด้วยซ้ำ แต่ไฉนท่านพุทธทาสกลับอ้างใช้กาลามสูตรอยู่ตลอด? มีความข้ออะไรที่พึงใจเป็นพิเศษอยู่หรือ??

ท่านพุทธทาสวิจารณ์ว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ขัดกันเอง!?(คห.100 เป็นตัวอย่างหนึ่ง "แม้ที่ตรัสไว้ ก็ยังมีขัดกันอยู่ หลายคู่")
แต่ท่านพุทธทาสเองกลับกระทำอะไรขัดแย้งกันในตัวเองเสียมากกว่า

(ที่สำคัญ ที่ท่านบอกว่าขัดแย้ง ถ้าอ่านดีๆ กลับจะพบด้วยว่าที่จริงแล้วไม่ได้ขัดแย้งเสียหน่อย ดูอย่างที่ปราชญ์ในยุคนี้อธิบายไว้ก็ได้ อ่านในหนังสือพุทธธรรมก็ยังมี)


จากคุณ : EvaAngelion
เขียนเมื่อ : 11 พ.ค. 54 19:09:28



ผมไม่ทราบจริงๆว่า ก่อนที่นาย EvaAngelion จะกล่าวออกมาพล่อยๆว่า “กาลามสูตรเอง ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อ ความดับไม่มีเหลือ” นั้น .... คุณได้มีโอกาสพิจารณา กาลามสูตร อย่างรอบคอบถี่ถ้วนแล้วหรือยัง (?)

กรุณาพิจารณาข้อมูลนี้อย่างช้าๆและชัดๆนะครับ .... และหลังจากนี้ ผมจะรอดู “ความรับผิดชอบ” จากคุณ ที่สมควรจะมีต่อท่านพุทธทาส ในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ศึกษาพระพุทธศาสนา นะครับ

ในกรณีของ กาลามสูตรนั้นย่อมชัดเจนอยู่แล้วว่า พระพุทธองค์ตรัสสอนครบทั้ง ศีล สมาธิ และ ปัญญา ถ้าท่านทั้งหลายอ่านพระสูตรนี้อย่างครบถ้วนนะครับ .... หึหึหึหึ

(๑) กรณี ศีล พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ….
“ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็บุคคลผู้โลภ ผู้โกรธ ผู้หลง ถูกความโลภ ความโกรธ ความหลงครอบงำ มีจิตอันความโลภ ความโกรธ ความหลง กลุ้มรุมนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน บุคคลผู้โลภ ย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ” ....
ท่านทั้งหลายเห็นศีลชัด ใช่ไหมครับ (?)

(๒) กรณี สมาธิ พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ….
“ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้น ปราศจากความโลภ ปราศจากความพยาบาท ไม่หลงแล้วอย่างนี้ มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคง มีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกข์เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกันตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประโยชน์มิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ฯ” ….
นี่คือตรัสสอน อัปปมัญญา ๔ (ซึ่งเป็นสมาธิประเภทหนึ่ง) ชัดเจนนะครับ !!!!

(๓) กรณี ปัญญา พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ….
“ดูกรกาลามชนทั้งหลายอริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างนี้มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการในปัจจุบันว่า
ก็ถ้าปรโลกมีจริง ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีจริง เหตุนี้เป็นเครื่องให้เราเมื่อแตกกายตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๑ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าปรโลกไม่มี ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วไม่มี เราไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์เป็นสุข บริหารตนอยู่ในปัจจุบันนี้ ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๒ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ชื่อว่าทำบาป เราไม่ได้คิดความชั่วให้แก่ใครๆ ไหนเลยทุกข์จักมาถูกต้องเราผู้ไม่ได้ทำบาปกรรมเล่า ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๓ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ไม่ชื่อว่าทำบาป เราก็ได้พิจารณาเห็น ตนว่าเป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้งสองส่วน ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๔ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่มีเศร้าหมองอย่างนี้ มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการนี้แลในปัจจุบัน ฯ” ....
นี่คือตรัสสัมมาทิฐิ กรุณาไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับ พุทธพจน์จาก มหาจัตตารีสกสูตร เอาเองนะครับ

ฤทธี





อ้างจาก .... PANTIP_COM Y10539890 ทำไมท่านพุทธทาส จึงกล้า

ความคิดเห็นที่ 293

ผิดหวังครับ รอตั้งนาน คุณฤทธีใช้ตรรกะผิดเพี้ยนอีกแล้วนะครับ
ประเด็นนี้ อาจจะขอยืมถ้อยคำสำนวนคุณมาใช้เยอะหน่อยนะครับ เห็นว่ามันพอเหมาะพอเจาะพอดี
อุตส่าห์ไปขุด เพ่งหาในกาลามสูตรมาตั้งนาน เพื่อจะมาอ้างว่า นี่ไงมีๆ อย่างนี้น่ะหรือครับ??

ผมก็ขอตอบง่ายๆอย่างนี้นะครับว่า
ส่วนปัญญาที่คุณว่ามาในกาลามสูตร บอกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วมากล่าวอ้าง ว่าเป็นไปเพื่อความดับไม่มีเหลือได้นั้น...

มันเป็นโลกียะสัมมาทิฏฐิ ครับคุณ ไม่ใช่โลกุตระ

เป็นเรื่องของผลวิบากกรรรม.. ปรโลก..จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์... ดับไม่มีเหลือตรงไหนครับ
ก็น่าเห็นชัดๆอยู่นะครับว่า เป็นกัมมัสกตาปัญญา อันคือ โลกียะสัมมาทิฏฐิ

ไม่ถึงโลกุตระ แล้วมันจะเป็นไปเพื่อความดับไม่มีเหลือ(อย่างที่คุณสมอ้างอยู่ซ้ำๆ) ได้อย่างไร
มิพักจะต้องกล่าวไปถึงศีล และ สมาธิ แบบที่คุณอ้างอิงมาอย่างริบหรี่เต็มที เลย

..................................................................................................

กาลามสูตร

"มีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอด... ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน
อยู่ มีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วย
อุเบกขาแผ่ไปตลอด... ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ดูกรกาลามชนทั้งหลาย
อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่
เศร้าหมองอย่างนี้มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการใน
ปัจจุบันว่าก็ถ้าปรโลกมีจริง ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีจริง เหตุนี้เป็นเครื่อง
ให้เราเมื่อแตกกายตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้"

พระบาลีก็ตรัสอยู่ชัดเจนต่อเนื่องกันนะครับ ว่าจิตอย่างนี้ๆ มาจากการทำกรรมฐาน
คือ อัปปมัญญา ๔ อย่างที่คุณบอกมาเอง ซึ่งย่อมยังเป็นเพียงสมถะกรรมฐาน
อีกทั้งยังทรงตรัสถึงผล ก็คือการเข้าถึง "สุคติโลกสวรรค์" ชัดเจนนะครับ.
แล้วอย่างไรแห่งไหนครับที่คุณว่า "ดับไม่มีเหลือ"?

ไฉนคุณฤทธีเอาพระสูตรมาตัดต่อ แยกเป็นส่วนๆเสียอย่างนั้น
เพียงเพื่อประโยชน์ของตน ในการรุกรานความเห็นผู้อื่น อย่างขาดเหตุผล
ดังที่คุณเรียก จะเป็น"การกระทำที่ปราศจากความละอาย" ต่อพระธรรมไหมครับ

และดังที่อ้าง มหาจัตตารีสกสูตร มาอย่างลอยๆ
จะขอยกมาชัดๆให้พิจารณากันอย่างถูกต้องนะครับ :-
[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ
ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ
เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ
ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชา
แล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้ว
มีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์
ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง
เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ
ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ.

ดังนี้
ปรโลก ในกาลามสูตร เป็นเรื่อง "โลกนี้มี โลกหน้ามี" ในพระสูตรนี้ มั้ยครับ?
"การเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์"ในกาลามสูตร เป็นการ "ให้ผลแก่ขันธ์" มั้ยครับ?
"ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีจริง"ในกาลามสูตร ตรงกับ "ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้ว มีอยู่" มั้ยครับ?
สรุป ปัญญาในกาลามสูตรยังเป็นสาสวะ ที่ไม่ใช่โลกุตระ คงไม่ต้องแจกแจงไปมากกว่านี้ ใช่ไหมครับ

ดังนี้ คุณอ้างพระสูตรพระธรรม ทั้งที่ยังไม่ได้พิจารณาเสียเอง เป็นวิถีอันควรแล้วของบัณฑิตเรียนธรรมหรือครับ
..................................................................................................

เรื่องง่ายๆเช่นนี้ ระดับคุณแต่กลับเอามาอย่างผิดเพี้ยน แล้วมาทวงหาความรับผิดชอบหรือครับ?

ผมยังไม่ค่อยยักจะเชื่อเลยว่าคุณจะไม่รู้อยู่แก่ใจ ดังนี้ก็น่าสงสัยว่า
คุณจงใจหาข้ออะไรเอามาเล่นในลักษณะ"ละครลิงตบตา"หรือเปล่าครับ?
ถ้าเช่นนั้นจริง จะขำให้ตามมารยาทการแสดงนะครับ "หึหึหึหึ"


ดังนี้หวังว่าต่อไป (ขอยืมอีกหน่อยนะครับ)
"ก่อนที่นายฤทธีจะกล่าวออกมาพล่อยๆว่า
"กาลามสูตร ก็เป็นไปเพื่อ ความดับไม่มีเหลือ"นั้น[ทั้งๆที่ไม่ถึงโลกุตระเลย]
.... คุณ[ควร]ได้มีโอกาสพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน"ก่อน

จะได้ไม่ด้น หยิบยกบทอะไรผิดเพี้ยนอย่างไม่น่าเชื่อ อีกนะครับ

--------------------------------------------------------------
คห นี้ของผมเดิมอุตส่าห์แสดงไว้อย่างสั้นๆนะครับ เพราะเห็นว่าที่จริงคุณระนาดเอกเขาก็ได้ย้ำประเด็นนี้ไว้ออกชัดเจนแล้ว
คุณฤทธีอาจจะเผอิญลืมมองให้ดีก็เป็นได้?
ถึงอุตสาหะข้าม ไปหยิบจับอะไรเล็กๆน้อยๆมาถือสาหาความเสียอย่างนั้น
(หรือนึกว่าสั้นๆ แล้วจะง่ายดีงั้นหรือครับ?) ดังนี้ :-

"..ท่านสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า ข้อความใน กาลามสูตร เกี่ยวข้องกับทุกข์และความดับแห่งทุกข์อย่างไร
อีกทั้งท่านสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า หากแม้ในชาติหนึ่งชาติใด ท่านมีวาสนา
ได้พบเพียงแต่กาลามสูตรนี้เพียงสูตรเดียวเท่านั้นในชีวิต ท่านจะสามารถนำข้อความจากสูตรนี้
ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์โดยไม่เหลือ ได้หรือไม่ (?)

โดยตรรกะเดียวกับที่ฤทธีอ้างใช้กับ มหาสมยสูตร ..
ถ้ากาลามสูตรไม่มีเนื้อหาประโยชน์เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์โดยไม่เหลือ
กาลามสูตรนี้ก็ควรจะเสมอภาคกับมหาสมยสูตร คือ เป็นสิ่งที่ "ยอมรับไม่ได้" !!
--------------------------------------------------------------

ดังข้างบนนี้ "ในฐานะลูกผู้ชาย" ตรรกะของตัวเอง ก็ควรแก้เองให้ได้เสียก่อนนะครับ
แทนการที่จะมาทวงหาอะไรอย่างอับจนเช่นนี้

...ตรรกะต่างๆที่อาจผิดเพี้ยนกันได้ ก็เพราะเนื่องมาจากความมีฉันทาคติ...


ก็ในเมื่อต้นทางผิด เหตุมันมีอยู่เช่นนี้ ผลที่ตามมามันจะเป็นอื่นใดไปได้
ดังนี้ จะพยายามดิ้นแก้ให้เห็นผิดเป็นชอบ อะไรๆมันก็จะออกมาเบี้ยวๆ อยู่ร่ำไป

ไหนๆคุณก็กล่าวมาแล้ว ผมถึงพึ่งนึกได้
ประดาตรรกะของคุณเอง คุณก็ควรรับผิดชอบดูบ้างนะครับ
ไม่ใช่กล่าวถึงแต่ผู้อื่นถ่ายเดียวต่อไปเรื่อยๆ
ผมขอถือโอกาสนี้ ทวงความรับผิดชอบบ้างนะครับ เผื่อไว้ผมจะมาดูในโอกาสต่อไป

จากคุณ : EvaAngelion
เขียนเมื่อ : 19 พ.ค. 54 23:32:46



ถากถาง .... ความเขลา

ขอสรุปความจาก ความคิดเห็นที่ 293 ของนาย EvaAngelion ดังต่อไปนี้

ความเขลา ลำดับที่ (๑)

ส่วนปัญญาที่คุณว่ามาในกาลามสูตร บอกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วมากล่าวอ้าง ว่าเป็นไปเพื่อความดับไม่มีเหลือได้นั้น...

มันเป็นโลกียะสัมมาทิฏฐิ ครับคุณ ไม่ใช่โลกุตระ

เป็นเรื่องของผลวิบากกรรรม.. ปรโลก..จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์... ดับไม่มีเหลือตรงไหนครับ
ก็น่าเห็นชัดๆอยู่นะครับว่า เป็นกัมมัสกตาปัญญา อันคือ โลกียะสัมมาทิฏฐิ
ไม่ถึงโลกุตระ แล้วมันจะเป็นไปเพื่อความดับไม่มีเหลือ(อย่างที่คุณสมอ้างอยู่ซ้ำๆ) ได้อย่างไร
มิพักจะต้องกล่าวไปถึงศีล และ สมาธิ แบบที่คุณอ้างอิงมาอย่างริบหรี่เต็มที เลย

ตอบ ถ้านาย EvaAngelion เป็นผู้เจริญปัญญาอยู่บ้างตามสมควร ผมก็คงเข้าใจว่า นายคนนี้กำลังเจอวิปัสสนูกิเลส หากแต่จากการโพสต์ข้อความทั้งหมดดังที่เห็นใน ความคิดเห็นที่ 293 กลับแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า นายคนนี้มิได้เป็นนักปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะเป็นแนวทางใดก็ตาม(วิปัสสนายานิก หรือ สมถยานิก) หึหึหึหึ
ถามว่าผมทราบได้อย่างไร (?) ก็พิจารณาจาก “ผล” ในการแสดงพระสูตรของเขานั่นเอง โดยสามารถพิจารณาได้ ดังนี้ ....

อ้าง มหาจัตตารีสกสูตร

[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ
เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ.

ทั้งๆที่ นายคนนี้ ได้ยก มหาจัตตารีสกสูตร ขึ้นมาอ้าง พร้อมทั้งได้ขีดเส้นใต้(หมายความว่าเน้นว่าเป็นข้อความสำคัญ) แต่ในความเป็นจริง เขากลับไม่สามารถเข้าถึง “ใจความ” ของพุทธพจน์นั้นได้เลย ซึ่งแน่นอนว่า จุดตัดสินมันอยู่ตรงที่ เขาห่างจากภาคปฏิบัติ(จริง)นั่นเอง ขอให้พิจารณาพุทธพจน์ ดังต่อไปนี้ (ซึ่งนาย EvaAngelion เป็นผู้ยกมาอ้างนั่นแหละ)

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ”

พุทธพจน์ส่วนนี้ ถ้าดูอย่างคนโง่เขลาเบาปัญญา เขาก็จะเข้าใจว่า ความข้อนี้เป็นปริยัติ ที่แยกกันต่างหากจาก “ภาคปฏิบัติ” ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ที่จริงแล้ว แม้จะมิใช่นักปฏิบัติ แต่ถ้าหากจะเป็นผู้ฉลาดในพุทธพจน์สักหน่อย เขาย่อมเข้าใจได้ไม่ยากว่า “วิปัสสนา” ได้แฝงตัวอยู่ในความข้อนี้แล้ว ขอให้สังเกตให้ดีๆว่า แม้ในเบื้องต้น พระพุทธองค์จะตรัสถึง ….
๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล
๒. ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
๓. สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
๕. โลกนี้มี โลกหน้ามี ฯลฯ
แต่ในท้ายที่สุด ก็ตรัสว่า .... นี้(เป็น)สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ กล่าวคือ พระพุทธองค์มิได้ตรัสว่า ให้ผลแก่ นาย ก นาย ข หรือ สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ซึ่งการที่พุทธศาสนิกชนคนใดก็ตาม สามารถที่จะ มีความเข้าใจถึง ....
๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล โดยพ้นไปจาก สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
๒. ยัญที่บูชาแล้ว มีผล โดยพ้นไปจาก สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
๓. สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล โดยพ้นไปจาก สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โดยพ้นไปจาก สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
๕. โลกนี้มี โลกหน้ามี ฯลฯ โดยพ้นไปจาก สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
ทั้งหมดเหล่านี้ ย่อมต้องผ่านกระบวนการ(ปฏิบัติ)ทางปัญญามาแล้วเป็นอย่างดี มิฉนั้น เขาจะไม่มีทางที่จะสามารถเข้าถึง (โลกีย)สัมมาทิฐินี้ได้เลย ซึ่งคำว่าโลกียสัมมาทิฐินี้ หมายถึง ทิฐิของโยคาวจร ที่ยังไม่พ้นไปจาก โคตรภูญาณ นั่นเอง .... คงจะไม่งง ใช่ไหม (?)

แต่ปัญหาที่จะต้องถามไถ่กันเพื่อทำความจริงให้แจ้งก็คือ นาย EvaAngelion เข้าใจว่า “สาสวะสัมมาทิฐิ” นี้คืออย่างไร และความเข้าใจดังว่านั้น ตรงตามพุทธพจน์ หรือเปล่า (?)

พูดง่ายๆก็คือ เสมือนประหนึ่งว่า นาย EvaAngelion เขาเข้าใจว่า “สาสวะสัมมาทิฐิ” เป็นสิ่งที่แยกกันต่างหากกับ “อนาสวะสัมมาทิฐิ” ซึ่งที่จริงก็คือ นั่นเป็นเพียงแค่ ความคิดของคนที่เอาแต่เพ่งตำรา อย่างปราศจากความเข้าใจ อันเนื่องมาจาก ขาดประสบการณ์ภาคปฏิบัติ(จริง)นั่นเอง ขอกล่าวย้ำให้หายโง่อีกครั้งหนึ่งว่า .... “สาสวะสัมมาทิฐิ” อยู่ในฝักฝ่ายของ วิปัสสนากรรมฐาน ก่อนถึง โคตรภูญาณ นะครับ !!!!
หมายความว่า โลกียสัมมาทิฐินี้ มิใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการ “นึกคิด” เอาเองตามใจชอบ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ประเด็นสำคัญของ โลกียสัมมาทิฐิ มิได้มีขอบเขตอยู่แค่เพียง ความคิดความเชื่อในเรื่อง “ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี ฯลฯ” อย่างตามมีตามเกิดนะครับ
แต่จะต้องหมายถึง เป็นความเข้าใจต่อ ผลของทาน ฯ วิบาก โลกนี้ โลกหน้า ฯ ที่พ้นไปจากตัวกูของกู สมดังที่ตรัสว่า สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เห็นไหมครับว่า มิได้ตรัสถึง สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา(แต่ตรัสว่า ให้ผลแก่ขันธ์) ดังนั้น ก็พิจารณาตนเองดูนะครับว่า ไอ้ที่ทำบุญทำทานกันอยู่นั่น พ้นไปจากตัวกูของกูหรือยัง .... ถ้ายัง ก็แปลว่า ไม่ใช่สัมมาทิฐิ ตรงตามพุทธพจน์นี้ หรือลองพิจารณาตนเองดูสิว่า มีความเชื่อในเรื่องโลกนี้โลกหน้า อย่างปราศจาก ตัวกูของกู แล้วหรือยัง .... ถ้ายัง ก็แปลว่า ไม่ใช่สัมมาทิฐิ ตรงตามพุทธพจน์นี้ ฯลฯ
สิ่งที่จะต้องพิจารณาให้มากก็คือ ท่านทั้งหลายจะสามารถมีสัมมาทิฐิ ตรงความหมายที่แท้จริง ตรงตามพุทธพจน์นี้ได้อย่างไรนั้นต่างหาก หรือมิใช่ (?)

ความเขลา ลำดับที่ (๒)

พระบาลีก็ตรัสอยู่ชัดเจนต่อเนื่องกันนะครับ ว่าจิตอย่างนี้ๆ มาจากการทำกรรมฐาน
คือ อัปปมัญญา ๔ อย่างที่คุณบอกมาเอง ซึ่งย่อมยังเป็นเพียงสมถะกรรมฐาน
อีกทั้งยังทรงตรัสถึงผล ก็คือการเข้าถึง "สุคติโลกสวรรค์" ชัดเจนนะครับ.
แล้วอย่างไรแห่งไหนครับที่คุณว่า "ดับไม่มีเหลือ"?

ไฉนคุณฤทธีเอาพระสูตรมาตัดต่อ แยกเป็นส่วนๆเสียอย่างนั้น
เพียงเพื่อประโยชน์ของตน ในการรุกรานความเห็นผู้อื่น อย่างขาดเหตุผล
ดังที่คุณเรียก จะเป็น"การกระทำที่ปราศจากความละอาย" ต่อพระธรรมไหมครับ

ตอบ พูดกับคนโง่อวดฉลาด นี่พูดยากนะครับ .... เฮอะ เฮอะ ๆๆๆๆ

ดังที่ได้กล่าวไปในข้อที่แล้วว่า สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ นั้นมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาได้แบบ “ลอยๆ” นะครับ หากแต่ต้องผ่านการปฏิบัติทางปัญญามาแล้วอย่างเข้มข้น มิฉนั้น เขา(หรือใครก็ตาม) จะไม่มีทาง เข้าใจใน “ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี ฯลฯ” โดยที่พ้นไปจาก สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ไปได้เลย ขอให้พิจารณาเทียบกับพุทธพจน์จาก มหามาลุงกโยวาทสูตร ซึ่งกล่าวถึง สัมมาสมาธิ ซึ่ง นาย EvaAngelion ค่อนขอดว่า เป็นเพียงสมถะกรรมฐานอย่างสอดคล้องกับ วิปัสสนา อย่างที่นายคนนี้ไม่อาจมองเห็นจาก “สาสวะสัมมาทิฐิ” ความว่า ....

“ดูกรอานนท์ มัคคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นไฉน?
ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเพราะอุปธิวิเวก เพราะละกุศลธรรมได้ เพราะระงับความคร้านกายได้โดยประการทั้งปวง บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในกาย ในสมาบัตินั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นไข้ เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญเป็นของมิใช่ตัวตน.
เธอย่อมเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้น ครั้นเธอเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปในอมตธาตุว่า ธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับสนิทเป็นที่ดับกิเลส และกองทุกข์ดังนี้. เธอตั้งอยู่ในวิปัสสนา อันมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์นั้น ย่อมบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมเป็นโอปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะความยินดี ความเพลิดเพลินในธรรมนั้น และเพราะสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้ง ๕ ดูกร อานนท์ มรรคแม้นี้แล ปฏิปทาแม้นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ฯ”

หลักฐานประกอบคำอธิบาย ก็นำมาแสดงให้เห็นแล้วนะครับ ที่นี้ถ้าหาก นาย EvaAngelion ต้องการจะค้านคำของผม ก็เพียงแค่ยกหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนิกชน สามารถเข้าถึง สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ กล่าวคือ พ้นไปจากความยึดติดถือมั่นใน สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยมิต้องอาศัย วิปัสสนา อันมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ ว่ามีอยู่ หรือว่า ไม่มี (?)

ผมขอสรุปประเด็นให้ชัดอีกครั้งนะครับว่า โลกียสัมมาทิฐิ ต่างจาก โลกุตรสัมมาทิฐิ ก็เพียงแค่ ลำดับญาณเท่านั้นนะครับ แต่โดยพื้นฐานในแง่ของการปฏิบัติแล้ว เหมือนกันทุกประการ หรือกล่าวอีกแบบก็คือ โลกียสัมมาทิฐิ เกิดในญาณที่อ่อนกว่า โลกุตรสัมมาทิฐิ (กล่าวคือ ยังไม่พ้น โคตรภูญาณ นั่นเอง)

ประเด็นเริ่มต้นของเรื่องนี้ก็คือ แนวทาง ในการพิจารณาว่าข้อความใดเป็นพุทธพจน์หรือไม่ ก็คือการพิจารณาโดยอาศัยหลักการจากพุทธพจน์ ที่ตรัสกับท่านพระอนุราธะ ความว่า “ดูกรอนุราธะ ในกาลก่อนด้วย ในบัดนี้ด้วย เราย่อมบัญญัติทุกข์และความดับแห่งทุกข์ ฯ”

ทีนี้ก็ขอให้พิจารณาดูเอาเองเถิดว่า ….
ข้อความจาก กาลามสูตรนั้น เนื่องกับทุกข์และความดับทุกข์ หรือไม่ (?) ถ้าใช่ ก็จบ
ข้อความจาก กาลามสูตรนั้น ประกอบไปด้วยเรื่องของ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือไม่ (?) ถ้าใช่ ก็จบ
ข้อความจาก กาลามสูตรนั้น เป็นไปเพื่อความดับไม่เหลือ หรือไม่ (?) ถ้าใช่ ก็จบ

แต่เมื่อมาพิจารณาข้อคัดค้านของ นาย EvaAngelion แล้ว .... มันสมเหตุสมผลตรงไหนมิทราบ (?)

ถ้าจะบอกว่า เนื้อความในกาลามสูตรมิได้ตรัสในเรื่องของทุกข์และความดับทุกข์อย่างนั้นหรือ (?) กลับไปอ่านใหม่อีกสัก ๑๐๐ เที่ยว แล้วค่อยมาคุยกัน จะดีกว่าไหม (?)
ทั้งๆที่ พระพุทธองค์ตรัสถึง ศีลสมาธิปัญญา อย่างชัดเจน แต่นายคนนี้กลับอ้างว่า นั่นเป็น โลกียสัมมาทิฐิ ไม่ใช่ โลกุตรสัมมาทิฐิ .... เฮอะ เฮอะ ๆๆๆๆ อย่างนี้เขาเรียกว่าเถียงข้างๆคูๆแล้วนะครับ
จะเป็นสัมมาทิฐิแบบไหน ก็ต้องผ่านการเจริญปัญญาด้วยกันทั้งนั้นนะครับ และความแตกต่างของสัมมาทิฐิทั้ง ๒ แบบ ก็อยู่ที่ลำดับญาณเท่านั้น ในแง่ของภาคปฏิบัติแล้วใช้หลักการอย่างเดียวกันครับ คือ ต้องอาศัย วิปัสสนา อันมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ เพราะถ้าปราศจากการเจริญปัญญาเสียแล้ว มันจะเกิดสัมมาทิฐิมิได้ แม้ว่านั่นจะหมายถึงสัมมาทิฐิในฝ่ายโลกียะก็ตาม
กล่าวคือ มิใช่แค่ คุณเชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้าแล้ว นั่นจะแสดงให้เห็นว่า คุณเป็นพวกสัมมาทิฐิ(โลกียะ) นะครับ เพราะหลักใหญ่ใจความมันอยู่ที่ ความเชื่อเหล่านั้นจะต้องไม่ประกอบไปด้วย ความยึดติดถือมั่นใน สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ต่างหาก สมดังที่ตรัสว่า เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์(มิใช่ ให้ผลแก่นายนั่นนางนี่) แปลความได้ว่า ถ้าคุณเชื่อในเรื่องชาตินี้ชาติหน้า แต่ในความเชื่อนั้น กลับปรากฏว่ามี ตัวกูของกู คือ สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ประกอบความเชื่อนั้นอยู่ ความเชื่อนั้นยังมิใช่ สัมมาทิฐิ นะครับ ถ้านาย EvaAngelion รู้สึกว่ายังไม่สาแก่ใจ ก็ลองกลับไปพิจารณาข้อความจาก สังขิตตสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสกับท่านพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี ความว่า ....

“ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก เป็นไปเพื่อสันโดษไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้านเป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ”

นาย EvaAngelion อ่านพุทธพจน์แล้วเข้าใจไหมครับว่า ....

ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา

กล่าวคือ ถ้า นาย EvaAngelion เชื่อเรื่อง โลกนี้โลกหน้า จนแม้แต่เชื่อเรื่อง วิบากกรรม ผลของทาน ฯลฯ แต่ความเชื่อนั้นกลับเป็นไปเพื่อประกอบสัตว์(สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา)ไว้ในวัฏสงสาร พระพุทธองค์ตรัสว่า นั่นมิใช่ สัตถุสาสน์ นะครับ
แล้วหนทางเดียวที่ชาวพุทธทั้งหลายจะสามารถเข้าถึง โลกียสัมมาทิฐิ มิใช่หนทางเดียวกันกับการเข้าถึง โลกุตตรสัมมาทิฐิ หรอกหรือ (?)
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ใครบางคน คงจะไม่ลืมพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ใน มหาสติปัฏฐานสูตรที่ว่า ....

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและ
ปริเทวะ เพื่อความดับสูญ แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ฯลฯ”

ความเขลา ลำดับที่ (๓)

ปรโลก ในกาลามสูตร เป็นเรื่อง "โลกนี้มี โลกหน้ามี" ในพระสูตรนี้ มั้ยครับ?
"การเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์"ในกาลามสูตร เป็นการ "ให้ผลแก่ขันธ์" มั้ยครับ?
"ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีจริง"ในกาลามสูตร ตรงกับ "ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้ว มีอยู่" มั้ยครับ?
สรุป ปัญญาในกาลามสูตรยังเป็นสาสวะ ที่ไม่ใช่โลกุตระ คงไม่ต้องแจกแจงไปมากกว่านี้ ใช่ไหมครับ

ดังนี้ คุณอ้างพระสูตรพระธรรม ทั้งที่ยังไม่ได้พิจารณาเสียเอง เป็นวิถีอันควรแล้วของบัณฑิตเรียนธรรมหรือครับ

ตอบ นายคนนี้ ยังอุตส่าห์มีหน้ามาถามผมว่า ….

"การเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์"ในกาลามสูตร เป็นการ "ให้ผลแก่ขันธ์" มั้ยครับ?

เฮ้ออออออออออออออออออ .... ผมจะ “หัวเราะ” เป็นภาษาอะไรดีวะเนี่ย (?)

คืออย่างนี้นะครับ ไม่มีใครเขาปฏิเสธ นรกสวรรค์ อะไรนั่นหรอกนะครับ และเรื่องนรกสวรรค์ มันก็ยังมิใช่ประเด็นสำคัญในการตัดสินชี้ขาดในการเข้าถึงพระธรรมวินัย เสียด้วย ซึ่งเรื่องนี้สังเกตไม่ยากเลย ก็ลองกลับไปพิจารณา กาลามสูตร ดูให้ดีๆสิว่า พระพุทธองค์ตรัสถึง ความวางใจ(หรือความอุ่นใจ) ๔ อย่าง คือ ....
๑. ถ้าผลของความดีความชั่วมี ตนก็จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
๒. ถ้าผลของความดีความชั่วไม่มี ก็รักษาตัวให้มีความสุขได้ในปัจจุบัน
๓. ถ้าทำบาปเป็นอันทำ ตนไม่ทำบาปก็คงไม่ประสบทุกข์
๔. ถ้าทำบาปไม่เป็นอันทำ ก็เห็นว่าตัวเองบริสุทธิ์ทั้ง ๒ ทาง
จะเห็นได้ว่า จากพุทธพจน์ในส่วนนี้ ก็ชัดเจนแล้วนี่ครับว่า เราสามารถทำความดี ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อ เรื่องบุญบาป หรือเรื่องชาตินี้ชาติหน้าเอาเลยด้วยซ้ำ .... อ่านแล้ว อย่ามาทำเป็นมึนนะครับ !!!!
กล่าวโดยสรุปก็คือ ประเด็นสัมมาทิฐินั้นเน้นที่คำว่า “ให้ผลแก่ขันธ์” ตามที่ นาย EvaAngelion ยกมาอ้าง(โดยไม่รู้ความหมายที่แท้จริง) นั่นแหละ .... หึหึหึหึ

แต่เดิมที่ผมมิได้อธิบายให้มากไปกว่าเท่าที่โพสต์ไปนั้น ก็เนื่องจากเข้าใจ(เอาเอง)ว่า คนในบอร์ดคงจะเข้าใจได้เองอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องที่ “ตื้น” ซึ่งผู้ศึกษาพระศาสนาเพื่อความดับทุกข์ ย่อมต้องผ่านและเข้าใจความข้อนี้ ดีอยู่แล้ว
แต่ผิดคาดไปหน่อยก็ตรงที่ต้องมาเจอกับพวก “ลูกเป็ดไก่อ่อน” ที่หลง(ผิด)นึกว่าตนเองเก่งกล้าสามารถเสียเต็มประดา(จนถึงกับหาญกล้าไปกล่าววาจาจาบจ้วงพระมหาเถระ) .... เฮอะๆๆๆๆ


สรุปในสรุป

กาลามสูตร เป็นพระสูตรที่ตรัสถึง ศีลสมาธิปัญญาอย่างครบถ้วนดีอยู่แล้ว กล่าวคือเนื่องกับทุกข์และความดับทุกข์อย่างชัดเจน การที่ “ลูกเป็ดไก่อ่อน” บางตัว ไปยกประเด็น โลกียสัมมาทิฐิ มาอ้างอย่างโง่ๆ โดยกล่าวว่า ไม่ได้เป็นไปเพื่อความดับไม่เหลือนั้น ก็ย่อมเป็นภาระที่ “ลูกเป็ดไก่อ่อน” ตัวนั้น จะต้องอธิบายให้ได้ว่า เขาสามารถเข้าถึง โลกียสัมมาทิฐิ ตามที่อ้างถึงนั้นด้วยหนทางใด หากมิใช่หนทางเดียวกันกับ การเข้าถึง “โลกุตตรสัมมาทิฐิ” นั่นเอง ผมชี้ให้เห็นแล้วนะครับว่า หนทางเข้าถึงสัมมาทิฐิทั้ง ๒ อย่าง ในทางปฏิบัติ นั้นเป็นทางเดียวกัน ต่างกันแต่เพียงลำดับ(ของ)ญาณเท่านั้นเอง ดังนั้น ถ้าต้องการปฏิเสธความจริงข้อนี้ ก็กรุณาอธิบายความข้อนี้ออกมาให้ได้นะครับว่า ....

นาย EvaAngelion สามารถเข้าถึงความเชื่อในเรื่อง วิบากกรรม ผลของทาน ฯลฯ อย่างปราศจาก ความยึดติดถือมั่นใน สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ได้อย่างไร ถ้ามิใช่ทางอันเอก กล่าวคือ วิปัสสนา อันมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ ซึ่งก็เป็นทางเดียวกันกับการเข้าถึง “โลกุตตรสัมมาทิฐิ” ที่นายคนนั้น พยายามจะแยกออกมาต่างหาก(ด้วยความอ่อนหัด)นั่นแหละ

สุดท้ายนี้ ผมก็ยังยืนยันคำเดิมว่า นาย EvaAngelion จะต้องรับผิดชอบ ในคำพูดของตนเอง ที่กล่าวอย่างพล่อยๆว่า ....

กาลามสูตรเอง ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อ"ความดับไม่มีเหลือ" อย่างที่ท่านพุทธทาสใช้เป็นเกณฑ์ชี้วัด

แล้วผมจะรอดูว่า คนๆนี้ มันจะหน้าด้านเก้อยากไปได้นานสักแค่ไหน (?)



ฤทธี



http://www.oknation.net/blog/SiamBhikhunis

http://rittijanson.blogspot.com/

เรื่องของคน …. หน้าไม่อาย

อ้างความจากกระทู้ PANTIP_COM Y10539890 ทำไมท่านพุทธทาส จึงกล้า

ความคิดเห็นที่ 204

ตอบประเด็นที่ คุณ Ritti Jansen ตั้งไว้

---------------------------------------------------------------------

ประเด็นที่หนึ่ง ตามที่ คุณ Ritti ตั้งไว้ใน #160

พุทธพจน์ที่ว่า

"ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี
แล้วพึงเทียบเคียงในพระสูตรพึงสอบสวนในพระวินัย"

พึงเข้าใจดังนี้นะครับว่า

พระสูตรในที่นี้มิได้หมายความว่า พระสุตตันตปิฎก
พระวินัยในที่นี้มิได้หมายความว่า พระวินัยปิฎก

ทั้งสองคำนี้มาจาก ภาษาบาลีว่า สุตฺเต และ วินเย

บทว่า สุตฺเต ได้แก่ พึงเทียบเคียงในพุทธพจน์คือปิฎก ๓.
บทว่า วินเย นี้ ได้แก่ พึงสอบสวนในเหตุแห่งการกำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น อย่างหนึ่ง.

พึงตรวจสอบหลักฐานที่ผมยกมาได้จาก

อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=4300&Z=4616
และอรรถกถา
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=21&i=171


ดังนั้น การสอบสวนกับสุตเต จึงหมายถึง ธรรมใดๆนั้นควรสอดคล้องกับ ปิฎกทั้งสาม
และสอบสวนกับ วินเย คือ เป็นไปในทางที่ละกิเลส มีโลภะ โทสะ โมหะ
นั่นแลจึงเป็นธรรมในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์


บทว่า พระอานนท์ เรียนธรรมจากพระพุทธองค์ ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
เรียนจากภิกษุมีพระสารีบุตรเป็นต้น อีก ๒๐๐๐ ที่เหลือ
นั้นมาจากสุตตันตโดยตรงและก็สอบสวนได้ลงกับ สุตเตฺ คือ ปิฎก ๓ ทุกประการ

ดังนั้น ประเด็นนี้จึงมีความชัดเจนดีสมบูรณ์ในตัวอยู่แล้วนะครับ
ว่าพระไตรปิฎกนี้เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

---------------------------------------------------------------------
ปล.
บางครั้งบาลีหนึ่งคำมีความหมายได้หลายนัย
การไม่ได้ศึกษาในสำนักครู ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะเข้าใจ
ให้ถูกต้องในพระธรรมได้หมดทุกนัย จึงควรเปิดใจยอมรับ
หมั่นแก้ไขความเข้าใจผิดของตนอยู่เสมอ


จากคุณ : ชาวมหาวิหาร
เขียนเมื่อ : 12 พ.ค. 54 15:30:23




ผมยอมรับจริงๆเลยว่า กลุ่มคนพวกนี้ ช่างเเป็นคนที่ไร้ยางอายสิ้นดี
ท่านทั้งหลายมาช่วยกันพิจารณา อรรถกถามหาปเทสสูตร ร่วมกันนะครับ

พึงทราบวินิจฉัยในมหาปเทสสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โภคนคเร วิหรติ ได้แก่ ในปรินิพพานสมัย พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปนครนั้นแล้ว ประทับอยู่. บทว่า อานนฺทเจติเย ได้แก่ ในวิหารอันตั้งอยู่ตรงสถานที่เป็นภพของอานันทยักษ์. บทว่า มหาปเทเส แปลว่า โอกาสใหญ่หรือข้ออ้างใหญ่ อธิบายว่า เหตุใหญ่ ที่กล่าวอ้างคนใหญ่ ๆ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น .
บทว่า เนว อภินนฺทิตพฺพ ความว่า ภาษิตนั้น อันเธอทั้งหลายผู้ร่าเริงยินดี ให้สาธุการแล้วไม่พึงฟังก่อนอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเมื่อมีผู้กระทำอย่างนี้ ภิกษุนั้นแม้จะถูกต่อว่าในภายหลังว่า คำนี้ไม่สม ก็ยังกล่าวว่า เมื่อก่อนนี้เป็นธรรม บัดนี้ ไม่ใช่ธรรมเสียแล้วหรือ ดังนี้ แล้วไม่ย่อมสละลัทธิ. บทว่า นปฺปฏิกฺโกสิตพฺพ ได้แก่ไม่พึงกล่าวก่อนว่าคนโง่นี้พูดอะไร. เพราะเมื่อกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นจักไม่กล่าวถึงแม้ข้อที่ถูกและไม่ถูก. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อนภินนฺทิตฺวาอปฺปฏิกฺโกสิตฺวา ดังนี้.
บทว่า ปทพฺยญฺชนานิ ได้แก่ พยัญชนะกล่าวคือบท. บทว่า สาธุก อุคฺคเหตฺวา ได้แก่ เรียนด้วยดีว่า ท่านกล่าวบาลีไว้ในที่นี้ กล่าวความไว้ในที่นี้ กล่าวอนุสนธิไว้ในที่นี้ กล่าวคำต้นคำปลายไว้ในที่นี้ ดังนี้.
บทว่า สุตฺเต โอตาเรตพฺพานิ ได้แก่ พึงเทียบเคียงกันในพระสูตร. บทว่า วินเย สนฺทสฺเสตพฺพานิ ได้แก่พึงสอบสวนในพระวินัย. ในที่นี้ท่านกล่าววินัยว่าเป็นสูตร ดังที่ท่านกล่าวไว้ในสุตตวิภังค์ว่า คัดค้านไว้ในที่ไหน คัดค้านไว้ในกรุงสาวัตถี. ขันธกะท่านเรียกว่าวินัย ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า โกสมฺพิย วินยาติสาเร ดังนี้. ไม่ยึดถือเอาแม้วินัยปิฎกอย่างนี้ แต่ถือเอาวินัยปิฎกอย่างนี้ว่า อุภโตวิภังค์เป็นพระสูตร ขันธกะแลปริวารเป็นพระวินัยดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ถือเอาปิฎกสองอย่างนี้คือ สุตตันตปิฎกเป็นพระสูตร วินัยปิฎกเป็นพระวินัย. หรือว่าไม่ถือเอาปิฎกสามอย่างนี้ก่อน คือ สุตตันตปิฎก และอภิธัมมปิฎกเป็นพระสูตร วินัยปิฎกเป็นพระวินัย จริงอยู่ ชื่อว่า พุทธพจน์ที่ไม่มีชื่อว่าสูตรมีอยู่ คือ ชาดก ปฏิสัมภิทา นิเทศ สุตตนิบาต ธรรมบท อุทาน อิติวุตตกะ วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา อปทาน แต่พระสุทินนเถระคัดค้านพุทธพจน์นั้นทั้งหมดว่าพุทธพจน์ที่ไม่มีชื่อว่าสูตรนั้นไม่มีดังนี้ แล้วกล่าวว่าปิฎก ๓ เป็นพระสูตรแต่วินัยเป็นการณะ.
เมื่อจะแสดงถึงการณะต่อจากนั้น จึงกล่าวสูตรนี้ว่า ดูก่อนโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใด ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อประกอบด้วยราคะ ไม่เป็นไปเพื่ออปราศจากราคะ ย่อมเป็นไปเพื่อสังโยชน์ ไม่เป็นไป เพื่อปราศจากสังโยชน์ ย่อมเป็นไปเพื่อความยึดมั่น ไม่เป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่น ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ย่อมเป็นไปเพื่อความ
คลุกคลี ไม่เป็นไปเพื่อความวิเวก ย่อมเป็นไปเพื่อความสะสม ไม่เป็นไปเพื่อความไม่สะสม ดูก่อนโคตมี ท่านพึงรู้โดยส่วนเดียวว่า นี้ไม่ใช่ธรรมนี้ไม่ใช่วินัย นี้ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา ดังนี้ ดูก่อนโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใด ธรรมเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความปราศจากราคะ ไม่เป็นไปเพื่อความมีราคะ ย่อมเป็นไปเพื่อปราศจากสังโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อสังโยชน์ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่น ไม่เป็นไปเพื่อความยึดมั่น ย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความมักมาก ย่อมเป็นไปเพื่อความสันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ย่อมเป็นไปเพื่อความปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ย่อมเป็นไปเพื่อวิเวก ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลี ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่สะสม ไม่เป็นไปเพื่อความสะสม ดูก่อนโคตมี ท่านพึงรู้โดยส่วนเดียวว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา. เพราะฉะนั้น ความในข้อนี้จึงมีดังนี้ว่า บทว่า สุตฺเต ได้แก่ พึงเทียบเคียง ในพุทธพจน์คือปิฎก ๓. บทว่า วินเย นี้ ได้แก่ พึงสอบสวนในเหตุแห่งการ กำจัดกิเลส มีราคะเป็นต้น อย่างหนึ่ง.
บทว่า น เจว สุตฺเต โอตรนฺติ ความว่า บทพยัญชนะทั้งหลาย ไม่มาในที่ไหน ๆ ตามลำดับ ในพระสูตร ยกเปลือกขึ้นแล้ว ปรากฏชัดว่ามาจากคัมภีร์ คุฬหเวสสันตระ คุฬหอุมมัคคะ คุฬหวินัยและเวทัลลปิฎกอย่างใด อย่างหนึ่ง (เป็นคัมภีร์ปายมหายาน). ก็บทพยัญชนะที่มาแล้วอย่างนี้ และไม่ปรากฏในการนำกิเลสมีราคะเป็นต้นออกไป ก็พึงทิ้งเสีย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อิติ หิท ภิกฺขเว ฉฑฺเฑยฺยาถ ดังนี้. พึงทราบความในบททุกบท โดยอุบายนี้. บทว่า อิท ภิกฺขเว จตุตฺถ มหาปเทส ธาเรยฺยาถ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทรงจำไว้ ซึ่งโอกาสเป็นที่ประดิษฐานธรรมข้อที่ ๔ นี้ไว้.
จบอรรถกถามหาปเทสสูตรที่ ๑๐

สรุปความจากอรรถกถา ก็คือ ท่านอธิบายว่า สุตฺเต และ วินเย มีความหมายหลายนัย ดังต่อไปนี้คือ ....

(๑) สุตฺเต = ในที่นี้ท่านกล่าววินัยว่าเป็นสูตร วินเย = ขันธกะท่านเรียกว่าวินัย

(๒) สุตฺเต = อุภโตวิภังค์เป็นพระสูตร วินเย = ขันธกะแลปริวารเป็นพระวินัย

(๓) สุตฺเต = สุตตันตปิฎกเป็นพระสูตร วินเย = วินัยปิฎกเป็นพระวินัย.

(๔) สุตฺเต = สุตตันตปิฎกและอภิธัมมปิฎกเป็นพระสูตร วินเย = วินัยปิฎกเป็นพระวินัย

(๕) สุตฺเต = ปิฎก ๓ เป็นพระสูตร วินเย = แต่วินัยเป็นการณะ

ในการพิจารณาอรรถกถาคราวนี้ ผมบอกได้เลยว่า ถ้าไม่มีความเข้าใจต่อพระธรรมวินัยเป็นอย่างดีแล้วล่ะก็ เป็นได้ “โชว์โง่” ทุกรายไป ทั้งนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายผู้มีใจเป็นธรรม ได้โปรดพิจารณาให้ดีว่า

ประเด็นแรก ทั้งๆที่ข้อความในอรรถกถา ได้ให้ความหมายของคำว่า สุตฺเต และ วินเย มาถึง ๕ นัย แต่แล้วทำไม ล็อกอินชาวมหาวิหาร จึงเลือกที่จะนำมาแสดงเพียงแค่ความหมายเดียว นั่นเป็นเพราะความหมายนั้นที่นำมาแสดง มันเป็นความหมายที่ “ถูกใจ” ที่สุด ใช่หรือไม่ (?) .... ไม่ค่อยจะมีความซื่อสัตย์ เลยเนอะ (?)

ประเด็นที่สอง ขออธิบายความหมายที่แท้จริงของข้อความในอรรถกถา ดังนี้ว่า ....

(๑) การที่อรรถกถา กล่าวว่า “ในที่นี้ท่านกล่าววินัยว่าเป็นสูตร ดังที่ท่านกล่าวไว้ในสุตตวิภังค์ว่า คัดค้านไว้ในที่ไหน คัดค้านไว้ในกรุงสาวัตถี. ขันธกะท่านเรียกว่าวินัย ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า โกสมฺพิย วินยาติสาเร ดังนี้” ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความหมายดังกล่าวนี้ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ สมัยสังคายนาครั้งที่ ๒ เป็นอย่างเร็ว ทั้งนี้เนื่องจาก ข้อความที่อรรถกถาอ้างถึงนี้ มีที่มาจาก สัตตสติกขันธกะ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๗ นั่นเอง เชิญเข้าไปตรวจสอบได้เลยนะครับ

(๒) การที่อรรถกถา กล่าวว่า “ไม่ยึดถือเอาแม้วินัยปิฎกอย่างนี้ แต่ถือเอาวินัยปิฎกอย่างนี้ว่า อุภโตวิภังค์เป็นพระสูตร ขันธกะแลปริวารเป็นพระวินัยดังนี้” ก็เท่ากับเป็นเบาะแสว่า คัมภีร์ปริวาร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยสังคายนาครั้งที่ ๓ เป็นอย่างเร็ว เนื่องจากในการสังคายนาครั้งที่ ๒ ในความข้อที่ ๑ นั้น ยังไม่ปรากฏว่ามี คัมภีร์เล่มนี้ (หมายถึง คัมภีร์ปริวาร) โดยที่ อุภโตวิภังค์ นั้นหมายถึง มหาวิภังค์และภิกขุนีวิภังค์

(๓) การที่อรรถกถา กล่าวว่า “อีกอย่างหนึ่ง ถือเอาปิฎกสองอย่างนี้คือ สุตตันตปิฎก เป็นพระสูตร วินัยปิฎกเป็นพระวินัย” จากคำอธิบายนี้ ก็เลยเป็นที่ชัดเจนว่า ครั้งหนึ่งในอดีตอันไกลโพ้น ชาวพุทธเถรวาทเคยถือกันว่า มีปิฎกเพียง ๒ กล่าวคือ พระสุตตันตปิฎก และ พระวินัยปิฎก เท่านั้น .... ชัดเจนพอไหมล่ะ (?)

(๔) การที่อรรถกถา กล่าวว่า “หรือว่าไม่ถือเอาปิฎกสามอย่างนี้ก่อน คือ สุตตันตปิฎกและอภิธัมมปิฎกเป็นพระสูตร วินัยปิฎกเป็นพระวินัย” ความข้อนี้ แปลความหมายได้ว่า จนเมื่อเกิดปิฎกครบ ๓ แล้ว จึงให้ถือว่า อภิธรรมปิฎกเป็นส่วนหนึ่งของพระสูตร นั่นย่อมเท่ากับว่า ข้อความจากอรรถกถาในส่วนนี้ ยอมรับว่า แท้ที่จริงแล้ว อภิธรรมปิฎก ก็เคยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระสูตรหรืออาจกล่าวว่า มีที่มาจากพระสูตรนั่นเอง

(๕) การที่อรรถกถา กล่าวว่า “พุทธพจน์ที่ไม่มีชื่อว่าสูตรนั้นไม่มีดังนี้ แล้วกล่าวว่าปิฎก ๓ เป็นพระสูตรแต่วินัยเป็นการณะ” อันที่จริงแล้ว ความข้อนี้มีค่าเพียงแค่ “มติ” อันหนึ่งของพระเถระ โดยมีสมมุติฐานว่า ขึ้นชื่อว่าพุทธพจน์แล้ว ย่อมสามารถเรียกว่าพระสูตรได้หมด จากนั้นก็พิจารณาเทียบเคียงกับ หลักการจาก สังขิตตสูตร โดยให้ความหมาย วินัย ว่าหมายถึง การณะ(เหตุ) ซึ่งก็คือหลักการตรวจสอบพระธรรมวินัย ซึ่งมีที่มาจากพระสูตรดังกล่าวนั่นเอง !!!!

ดังนั้น การที่ ล็อกอินชาวมหาวิหาร เลือกที่จะยกข้อความ “บทว่า สุตฺเต ได้แก่ พึงเทียบเคียง ในพุทธพจน์คือปิฎก ๓. บทว่า วินเย นี้ ได้แก่ พึงสอบสวนในเหตุแห่งการ กำจัดกิเลส มีราคะเป็นต้น อย่างหนึ่ง” นี้ขึ้นมาโต้แย้งผม ก็คงเนื่องจากเห็นแก่คำว่า “พุทธพจน์คือปิฎก ๓” โดยที่มิได้พิจารณาเลยสักนิดว่า ข้อความที่ตนยกมาอ้างนั้น แท้ที่จริงมีความหมายว่าอย่างไร (?)
ทั้งนี้ ถ้า ล็อกอินชาวมหาวิหาร พิจารณาให้รอบคอบสักนิดก็จะเข้าใจได้เองว่า ความหมายที่แท้จริงของ สุตฺเต และ วินเย นัยที่ ๕ นี้ ก็คือการตรวจสอบพระธรรมวินัยด้วยหลักการจาก สังขิตตสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้กับท่านมหาปชาบดีโคตมีเถรี ที่ผมได้เอ่ยถึงใน คิดเห็นที่ 3 กระทู้ ทำไมท่านพุทธทาส จึงกล้า นั่นเอง โดยความหมายที่แท้จริงของความข้อนี้ก็คือ ....

การตรวจสอบพุทธพจน์ตามหลักมหาปเทส ๔ ด้วยการเทียบเคียงในพระสูตร สอบสวนในพระวินัย ตามความจาก มหาปเทสสูตร นั้น มีค่าเท่ากับ การตรวจสอบด้วยหลักการจาก สังขิตตสูตร ซึ่งก็คือวิธีการเดียวกับการที่ท่านพุทธทาสใช้ในการตรวจสอบพุทธพจน์ โดยอาศัยความจาก อนุราธสูตร ดังที่ผมได้อธิบายไปแล้วข้างต้น

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลักการจาก สังขิตตสูตร หรือ อนุราธสูตร ก็ตาม ย่อมสามารถใช้ตรวจสอบข้อความจากทั้ง ๓ ปิฎกว่า นั่นเป็นสัตถุศาสน์ คือ คำสั่งสอนของพระศาสดา หรือไม่ (?)
ดังนั้น การพบคำว่า ๓ ปิฎก จากความหมายนัยที่ ๕ นี้ จึงมิได้เป็นการพิสูจน์ว่า อภิธรรมปิฎกเป็นพระสูตร หรือ เป็นพุทธพจน์(จากพระโอษฐ์) แต่อย่างใดเลย

แต่ประเด็นที่ผม “ติดใจ(เอาความ)” ก็คือ ทั้งๆที่อรรถกถาจารย์ได้ให้ความหมายคำว่า สุตฺเต และ วินเย เอาไว้ถึง ๕ นัย แต่แล้วทำไม ล็อกอิน ชาวมหาวิหาร จึงเลือกที่จะนำมาโพสต์เพียงแค่ ความหมายเดียว สิ่งที่คุณกระทำไปทั้งหมดนี้ ก็เพียงแค่หวังจะเอาชนะคะคานกันเท่านั้นหรอกหรือ (?) …. ช่างน่าสมเพชจริงๆ

ข้อความมีอยู่ถึง ๕ ความหมาย แต่คุณกลับปิดบังข้อเท็จจริงเอาไว้ถึง ๔
การกระทำของคุณในลักษณะนี้ ควรจะแปลความหมายได้ว่าอย่างไรบ้างเล่าครับ (?)

หน้าไม่อาย .... ใช่ไหม (?)


Ritti Janson


http://www.oknation.net/blog/SiamBhikhunis

http://rittijanson.blogspot.com/

อยากจับผิดพระ เสียจนหน้ามืดตามัว !!!!

อ้างความจากกระทู้ PANTIP_COM Y10539890 ทำไมท่านพุทธทาส จึงกล้า

ความคิดเห็นที่ 226

ถึงคุณประดู่ป่า 13 พ.ค. 54 18:08:03 ความคิดเห็นที่ 224
คำของคุณประดู่ป่าว่า
ดังนั้น เมื่อมาพิจารณาข้อเขียนที่ยกมาจากลายมือของท่านเอง
ผมก็ยิ่งมั่นใจว่า ข้อความนั้นๆ ย่อมมีนัยเป็นอย่างอื่น หาได้หมายความตรงตัวไม่
หากแต่เราไม่สามารถหยั่งทราบเจตนาของท่านได้ว่า ท่านมีความมุ่งหมายอย่างไร
ในการบันทึกข้อความบรรทัดนั้น
<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<,

คุณสันนิษฐานว่ามีนัยเป็นอย่างไร ที่ว่าเป็นอย่างอื่น.
แต่ไม่ว่า คุณจะสันนิษฐานไปอย่างไรก็ตาม
ก็เป็นอันคุณประดู่ป่ากล่าวว่า
เขาเขียนอย่างหนึ่ง ความหมายเป็นอย่างหนึ่ง
หรือว่า
คิดจะพูดคำหนึ่ง กลับไปพูดอีกคำหนึ่ง.
ทำให้ผมนึกถึงชาดก 2 เรื่อง ดังนี้ :-
อรรถกถา โสมทัตตชาดก
http://84000.org/tipitaka/attha/seek.php?text=คิดจะพูดคำหนึ่ง_กลับไปพูดอีกคำหนึ่ง&t=b&b=27&bs=6
อรรถกถา นังคลีสชาดก
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=123&p=1

แต่ว่า คุณประดู่ป่าควรพิจารณาภูมิหลังของคนด้วย
เช่นว่า
คนที่เขียนกลอนและมีชื่อเสียงในเรื่องการกลอน
สามารถเขียนบทความมีสัมผัสนอก สัมผัสใน มีข้อบังคับตาม
อักขระวิธีแล้วในเสนอความหมายที่ตนต้องการได้
คนเช่นนี้มีหรือจะพลาดการเขียนคำธรรมดาง่ายๆ
ให้พลาดจากความหมายที่ตนต้องการ.
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
คำของคุณประดู่ป่าว่า
ควรกล่าวด้วยว่า
ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ท่านพุทธทาสเลิกการเรียนปริยัติในเมืองหลวง
และกลับมาไชยาก็คือ การสลดสังเวชจากการเห็นพระภิกษุร่วมวัดล้อมวงกัน
ต้มถั่วเขียวฉันในเวลาวิกาล
<<<<<<<<<<<<<<<<<<<
คุณประดู่ป่าควรรู้ว่า
การฉันถั่วเขียวฉันในเวลาวิกาล เป็นอาบัติปาจิตตีย์
การบอกอาบัติไม่ชั่วหยาบ แก่อนุปสัมบัน เป็นอาบัติทุกกฏ.
ถามคุณประดู่ป่าว่า อย่างนี้ประเสริฐกว่าผู้อื่นหรือ?
เอาน้ำสกปรกล้างสิ่งสกปรก สะอาดขึ้นหรือ?

สิกขาบทที่ ๗
เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ [ว่าด้วย ฉันอาหารในเวลาวิกาล]
http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=02&A=10873&Z=10931
สิกขาบทที่ ๙
เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย บอกอาบัติชั่วหยาบ]
http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=02&A=8400&Z=8470

จากคุณ : ฐานาฐานะ
เขียนเมื่อ : 13 พ.ค. 54 20:16:32



ผมเห็นวิธีการแสดงความคิดเห็นของคนๆนี้แล้ว .... รู้สึกสังเวชใจเสียจริงๆ

ดูท่าว่า มันผู้นี้คง “อยาก” จะเอาผิดพระสงฆ์องค์เจ้าเสียจนตัวซี้ตัวสั่น วันๆก็ไม่ต้องคิดอะไรกันมาก เอาแค่หาเหลี่ยมหามุม หาเหตุเอาผิดพระให้ได้สักนิดสักหน่อยก็ยังดี หิริโอตตัปปะ ไม่ต้องมีกันแล้ว ใช่ไหม (?)
คราวนี้ แค่อ้างข้อความของคุณ ประดู่ป่า จาก ความคิดเห็นที่ 224 ความว่า ....

(ควรกล่าวด้วยว่า ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ท่านพุทธทาสเลิกการเรียนปริยัติในเมืองหลวงและกลับมาไชยาก็คือ การสลดสังเวชจากการเห็นพระภิกษุร่วมวัดล้อมวงกันต้มถั่วเขียวฉันในเวลาวิกาล)

ด้วยข้อความเพียงแค่นี้ มันก็คิดจะปรับอาบัติพระเสียแล้ว .... เฮงซวยมนุษย์แท้ๆ !!!!
ภิกษุบอกอาบัติไม่ชั่วหยาบ ต้องอาบัติทุกกฏ จริงครับ หากแต่ มันผู้นั้น ได้เคยเหลือบตาดู

อนาปัตติวาร ( กรณีที่ไม่ต้องอาบัติ) บ้างหรือไม่ว่า ....

ภิกษุบอกวัตถุ ไม่บอกอาบัติ ๑ ภิกษุบอกอาบัติ ไม่บอกวัตถุ ๑ .... ไม่ต้องอาบัติ !!!!

หรือว่า “อคติ” มันบังหูบังตา และบังสติปัญญาไปจนหมดแล้ว
หัดมีความซื่อสัตย์และซื่อตรงต่อพระธรรมวินัยบ้างนะครับ (วู้วววววววว)

ท่านทั้งหลายกรุณา พิจารณาพฤติกรรมของ “จิ้งจอกธรรมะ” ตัวนี้ให้ดีๆนะครับ

๑. มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๙
เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
[๓๔๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตร กำลังเป็นผู้ก่อการ
ทะเลาะกับพระฉัพพัคคีย์ ท่านต้องอาบัติชื่อสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิ แล้วได้ขอปริวาสเพื่ออาบัติ
นั้นต่อสงฆ์ๆ ได้ให้ปริวาสเพื่ออาบัตินั้นแก่ท่าน. ก็แลสมัยนั้น ในพระนครสาวัตถีมีสังฆภัต
ของประชาชนหมู่หนึ่ง ท่านกำลังอยู่ปริวาส จึงนั่งท้ายอาสนะในโรงภัต พระฉัพพัคคีย์ได้กล่าว
กะอุบาสกเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลาย ท่านพระอุปนันทศากยบุตรนั่น เป็นพระประจำตระกูลที่
พวกท่านสรรเสริญ ได้พยายามปล่อยอสุจิด้วยมือ บริโภคของที่เขาถวายด้วยศรัทธา ท่านต้อง
อาบัติชื่อสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิแล้ว ได้ขออยู่ปริวาสเพื่ออาบัตินั้นต่อสงฆ์ๆ ได้ให้ปริวาสเพื่อ
อาบัตินั้น แก่ท่านแล้ว ท่านกำลังอยู่ปริวาส จึงนั่งท้ายอาสนะ.
บรรดาภิกษุที่มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็
เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์จึงได้บอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุ-
ปสัมบันเล่า? แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ทรงสอบถาม
พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอบอกอาบัติ
ชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน จริงหรือ?
พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวกเธอจึงบอก
อาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบันเล่า? การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อม-
ใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว-.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๕๘. ๙. อนึ่ง ภิกษุใด บอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุ แก่อนุปสัมบัน เว้นไว้
แต่ภิกษุได้รับสมมติ, เป็นปาจิตตีย์.
เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร จบ.

สิกขาบทวิภังค์
[๓๔๓] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ ... นี้ ชื่อว่า ภิกษุ
ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
บทว่า ของภิกษุ คือ ของภิกษุรูปอื่น.
อาบัติที่ชื่อว่า ชั่วหยาบ ได้แก่ ปาราชิก ๔ และสังฆาทิเสส ๑๓.
ที่ชื่อว่า อนุปสัมบัน คือ เว้นภิกษุและภิกษุณี นอกนั้นชื่อว่าอนุปสัมบัน.
บทว่า บอก คือ บอกแก่สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต.
บทว่า เว้นไว้แต่ภิกษุได้รับสมมติ คือ ยกเว้นแต่ภิกษุที่สงฆ์สมมติ.
ฯลฯ

ทุกกฏ
[๓๔๗] ภิกษุบอกอาบัติไม่ชั่วหยาบ ต้องอาบัติทุกกฏ.
ภิกษุบอกอัชฌาจารที่ชั่วหยาบก็ตาม ไม่ชั่วหยาบก็ตาม แก่อนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
อาบัติไม่ชั่วหยาบ ภิกษุสำคัญว่า อาบัติชั่วหยาบ ... ต้องอาบัติทุกกฏ.
อาบัติไม่ชั่วหยาบ ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ.
อาบัติไม่ชั่วหยาบ ภิกษุสำคัญว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ ... ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร
[๓๔๘] ภิกษุบอกวัตถุ ไม่บอกอาบัติ ๑ ภิกษุบอกอาบัติ ไม่บอกวัตถุ ๑ ภิกษุได้รับ
สมมติ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

กล่าวโดยสรุปก็คือ กรณี มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๙ นั้น ….

(๑) ปรับอาบัติ ปาจิตตีย์ ในกรณีที่ ภิกษุ บอกอาบัติชั่วหยาบ (ปาราชิก ๔ และสังฆาทิเสส ๑๓) ของภิกษุ แก่อนุปสัมบัน
(๒) ปรับอาบัติ ทุกกฏ ในกรณีที่ ภิกษุบอกอาบัติไม่ชั่วหยาบ (ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ และ ทุพภาสิต) ของภิกษุ แก่อนุปสัมบัน
(๓) แต่กระนั้น ก็มีการยกเว้นโทษ(อนาบัติ) เอาไว้ว่า ในกรณีที่ ภิกษุบอกวัตถุ ไม่บอกอาบัติ ๑ ภิกษุบอกอาบัติ ไม่บอกวัตถุ ๑ ฯลฯ ไม่ต้องอาบัติ !!!!
(๔) อรรถกถาจารย์ ได้อธิบายขยายความเอาไว้ดังนี้ว่า ....

สองบทว่า อาปตฺตึ อาโรเจติ มีความว่า ภิกษุกล่าวว่า ภิกษุนี้ต้องปาราชิก ต้องสังฆาทิเสส ต้องถุลลัจจัย ต้องปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต ดังนี้ ไม่เป็นอาบัติ.
เมื่อภิกษุบอกเชื่อมต่ออาบัติกับวัตถุโดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุนี้ ปล่อยอสุจิ ต้องสังฆาทิเสส ดังนี้เท่านั้น จึงเป็นอาบัติ.

เมื่อพิจารณาข้อความตามที่อ้างถึงข้างต้น ซึ่งมีรายละเอียดอยู่เพียงว่า “การสลดสังเวช จากการเห็นพระภิกษุร่วมวัด ล้อมวงกันต้มถั่วเขียวฉันในเวลาวิกาล” ซึ่งจะเห็นได้ว่า เป็นเพียงการบอกวัตถุ กล่าวคือ (การ)ต้มถั่วเขียวฉันในเวลาวิกาล โดยที่มิได้บอกอาบัติ ดังนั้น จึงย่อมได้รับการยกเว้นในอนาปัตติวารข้อ ภิกษุบอกวัตถุ ไม่บอกอาบัติ หมายความว่า หากจะปรับอาบัติท่านพุทธทาสให้ได้ในกรณีนี้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อ ท่านพุทธทาสกล่าวอย่างชัดแจ้งว่า .... (เกิดความ) สลดสังเวชจากการเห็นพระภิกษุร่วมวัดล้อมวงกันต้มถั่วเขียวฉันในเวลาวิกาล (ซึ่ง) ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เท่านั้น แต่หากเป็นกรณี ท่านกล่าวว่า ….

(๑) เห็นพระภิกษุร่วมวัด ต้องอาบัติปาจิตตีย์ หรือ
(๒) เห็นพระภิกษุร่วมวัด ล้อมวงกันต้มถั่วเขียวฉันในเวลาวิกาล ….ทั้ง ๒ กรณีนี้ ไม่ต้องอาบัติใดๆเลยครับ

ดังนั้น ผมขอถาม “จิ้งจอกธรรมะ” ตัวนี้บ้างว่า ….

พฤติกรรมอย่างนี้ของ “จิ้งจอกธรรมะ” ประเสริฐกว่าผู้อื่น นักหรือ (?)

เอาน้ำ(ลาย)สกปรก สาดเข้าใส่พระเถระชั้นผู้ใหญ่แบบนี้ ถูกต้องแล้วหรือ (?)




แต่ที่น่าสมเพชไปกว่านั้นก็คือ แทนที่ “โมฆบุรุษ” ผู้นี้จะเกิดจิตสำนึกที่ดีขึ้นมาบ้าง แต่เปล่าเลย เพราะนอกจากที่จะไม่กล่าวขอขมาต่อพระเถระแล้ว มันผู้นี้ก็ยัง “แถกแถ” ได้อย่างน่าทุเรศ ในทำนองว่า “กูไม่ได้เอ่ยชื่อใครโว้ย” 555555

ความคิดเห็นที่ 302

ถึงคุณชาล้นถ้วย ความคิดเห็นที่ 298
แก้ไขเมื่อ 20 พ.ค. 54 15:13:39
เขียนเมื่อ : 20 พ.ค. 54 15:11:00
จากที่อ่านมาทั้งหมด
ถ้อยคำของคุณว่า
มีบางคนคิดจะปรับอาบัติท่านพุทธทาสด้วยข้อความเพียงเท่านี้
...
แต่หากเป็นกรณี ท่านกล่าวว่า
(๑) เห็นพระภิกษุร่วมวัด ต้องอาบัติปาจิตตีย์ หรือ
(๒) เห็นพระภิกษุร่วมวัด ล้อมวงกันต้มถั่วเขียวฉันในเวลาวิกาล.
ทั้ง ๒ กรณีนี้ ไม่ต้องอาบัติใดๆ
...
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นเพียงการเข้าใจผิด
ไม่ใช่จงใจผิด (เพื่อจะหาเรื่องปรับอาบัติพระที่ตนไม่ชอบใจ) นะ
-----------------------------------------
ตอบว่า
คำว่า 'บางคน' ในที่นี้ ผมเข้าใจว่า คือผม ฐานาฐานะ
ถ้าคุณชาล้นถ้วยมุ่งหมายถึงผม ตามที่เข้าใจ ก็ขอขี้แจงดังนี้ :-
เมื่อคุณชาล้นถ้วยใช้หลักนี้ คือต้องครบถ้วนทั้งเรื่อง และชื่ออาบัติ
ก็ควรใช้หลักนี้ให้ถ้วนทั่วด้วย ผมไม่เอ่ยชื่อบุคคลเลย กล่าวแต่หลักเท่านั้น.
คือ
ผมเอ่ยชื่อภิกษุรูปใดหรือ?
ผมเอ่ยชื่อภิกษุรูปใด และปรับอาบัติหรือไม่?
ผมปรับอาบัติภิกษุรูปไหนหรือ?
รูปที่ฉันถั่วเขียวในเวลาวิกาล หรือ
รูปที่บอกอาบัติไม่ชั่วหยาบ แก่อนุปสัมบัน?

ถ้าคุณชาล้นถ้วยไม่ได้มุ่งหมายถึงผม :-
ก็ถือเป็นโอกาสแสดงลิงค์ดังนี้ :-
คำว่า พุทธภาษิต สาวกภาษิต อิสิภาษิต เทวตาภาษิต
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=2&A=7352&w=พุทธภาษิต_สาวกภาษิต_อิสิภาษิต_เทวตาภาษิต
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=2&A=7108&w=พุทธภาษิต_สาวกภาษิต_อิสิภาษิต_เทวตาภาษิต

จากคุณ : ฐานาฐานะ
เขียนเมื่อ : 20 พ.ค. 54 17:01:36


เลิกแอ๊บได้แล้ว .... หางจิ้งจอก มันโผล่ออกมาจนหมดแล้วววววววววว เฮอะ เฮอะ

อ่านข้อความต่อไปอีกสักหน่อยนะครับ ....


ความคิดเห็นที่ 304

มาดูคนที่ผู้คนนับถือว่าทรงพระไตรปิฎก แถเสียสีข้างถลอกปอกเปิก เจอคำตอบแล้วหมดอารมณ์จะตอบใดๆ ในตอนนี้เลย

ปล่อยให้ประจานตัวเองไว้อย่างนั้นแหละ อย่าลบละ
มีอารมณ์เมื่อไหร่จะมาตอบ

จากคุณ : ชาล้นถ้วย
เขียนเมื่อ : 20 พ.ค. 54 20:27:15


ความคิดเห็นที่ 305

เซฟก่อนโว๊ย เดี๋ยวของดีๆ จะถูกลบหายหมด

เสร็จแล้วไปอาบน้ำ กินนม นอน ดีกว่า


จากคุณ : ชาล้นถ้วย
เขียนเมื่อ : 20 พ.ค. 54 20:29:17


ความคิดเห็นที่ 306

ถึง คุณชาล้นถ้วย ความคิดเห็นที่ 304
เขียนเมื่อ : 20 พ.ค. 54 20:27:15
คำว่า
ปล่อยให้ประจานตัวเองไว้อย่างนั้นแหละ อย่าลบละ
ตอบว่า ไม่ลบหรอกครับ
เห็นเครื่องหมายหัวเราะเยาะที่คุณชาล้นถ้วยใช้ในความคิดเห็นที่
304 และ 305 แล้วทำให้นึกถึงการปรบมือทำการหัวเราะเยาะ ในชาดกชื่อว่า
มหาโพธิชาดก.
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
มหาโพธิชาดก
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=28&A=321&Z=451



จากคุณ : ฐานาฐานะ
เขียนเมื่อ : 20 พ.ค. 54 21:13:01


อฐานะ แท้ๆ .... ไร้ยางอายขนาดนี้ ก็อย่าไปตั้งตนสอนคนอื่นๆเขาเลยนะครับ
อยากจะจับผิดพระเสียจนตัวซี้ตัวสั่น พอโดนคนเขาจับได้ .... ก็ร้อนตัวซะ(ไม่มี)

อุบาทว์ว่ะ


http://www.oknation.net/blog/SiamBhikhunis

http://rittijanson.blogspot.com/